ตอนที่ 14 : พยานของคนที่แพ้ไม่เป็
เช้าวันถัดมาหมู่บ้านหนานซานตื่นขึ้นพร้อมเื่เล่าสองเื่ปะปนกัน
เื่แรกคือเื่ที่ทุกคนเห็นด้วยตาตัวเอง— เอกสารหนี้ของหลินต้าจวงถูกนายทหารหนุ่มจากค่ายชายแดนตีตกกลางลานต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน
เื่ที่สองคือเื่ที่ไม่มีใครเห็นชัดแต่กลับเล่าต่อกันเร็วยิ่งกว่า — เื่ของนายทหารคนนั้นเอง
"สูงจนต้องเงยหน้ามอง"
"เสียงเย็นแต่ไม่ดุ พูดคำเดียวคนทั้งลานเงียบกริบ"
"ได้ยินว่าเป็ผู้พันคนใหม่ของค่าย อายุยังไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ"
ยายชาวบ้านสองสามคนที่นั่งปอกถั่วอยู่หน้าบ้านกระซิบกันเบาๆ
"เห็นเขามองเด็กหลินซูเหยานานอยู่นะ"
"มองเพราะสงสัยในสำนวนคำพูดของมันน่ะสิเด็กคนนั้นพูดจาไม่เหมือนเด็กบ้านนอกเลยสักนิด"
"หรือจะมองเพราะอย่างอื่น..."
เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นตามหลัง
หลินซูเหยาไม่ได้ยินคำซุบซิบเหล่านี้โดยตรงแต่เธอััได้จากสายตาที่มองเธอเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เดินผ่านตรอกในหมู่บ้าน —จากสายตาสงสารปนรังเกียจ กลายเป็สายตาที่แฝงความสนใจปนประหลาดใจ
นี่คือสิ่งที่มาพร้อมชัยชนะเล็กๆเมื่อวาน
แต่หลินต้าจวงจะไม่ยอมให้ชัยชนะนั้นคงอยู่ง่ายๆ
---
บ่ายวันเดียวกันเสียงฆ้องดังขึ้นอีกครั้ง —คราวนี้ไม่มีใครประหลาดใจว่าเื่จะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้
หลินซูเหยาเดินเข้าลานประชุมด้วยท่าทีสงบเช่นเดิมแม้ร่างกายยังอ่อนล้าจากคืนก่อน
หลินต้าจวงยืนอยู่กลางลานสีหน้าที่เมื่อวานยังเกรี้ยวกราด วันนี้กลับสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาไม่ได้ยกเอกสารขึ้นชูอีกต่อไป
เพราะวันนี้เขาเตรียมสิ่งที่หนักแน่นกว่ากระดาษ— คนคนหนึ่ง
"ท่านหัวหน้าหน่วย" หลินต้าจวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพเกินปกติ"เมื่อวานเื่เอกสารถูกตั้งข้อสงสัยไป ฉันเข้าใจได้ ก็เอกสารมีเพียงกระดาษใครจะเชื่อกระดาษเปล่าๆ กันเล่า"
เขาหันไปทางขอบลาน
"แต่วันนี้ฉันมีคนที่เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตัวเองมายืนยัน"
ชายวัยห้าสิบกว่าก้าวออกมาจากกลุ่มคนกระเป๋าหนังเก่าสะพายข้างตัวตามความเคยชิน
หมอเฉินกั๋วอัน
เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วลานทันทีในหมู่บ้านนี้ ถ้าไม่นับหัวหน้าหน่วยผลิตก็แทบไม่มีใครที่คำพูดมีน้ำหนักเท่าหมอเฉินอีกแล้ว เด็กไข้ถูกอุ้มมาหาเขาหญิงตั้งครรภ์เรียกหาเขา คนแก่ใกล้ตายฝากความหวังสุดท้ายไว้กับกระเป๋าใบนั้น
"ผมอยู่ในบ้านตอนที่หลินจิ้นกั๋วลงชื่อ" หมอเฉินกล่าวเรียบๆ"เห็นกับตาตัวเอง"
ประโยคเดียวหนักยิ่งกว่าเอกสารทั้งแผ่นที่เมื่อวานถูกตีตกไป
หวังชุนฮวายืนอยู่ข้างสามีถอนหายใจโล่งอกริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อยราวกับชัยชนะกลับมาอยู่ในมือแล้ว
หัวหน้าหน่วยผลิตหันมาทางหลินซูเหยาน้ำเสียงเป็กลาง
"เธอมีอะไรจะถามหมอเฉินหรือไม่"
ทุกคนคาดว่าเด็กสาวคงต้องรีบโต้แย้งอย่างสิ้นหวังเหมือนเมื่อวานที่โชคดีมีนายทหารมาช่วยไว้ทัน
แต่วันนี้เธอไม่มีใครมาช่วย
หลินซูเหยานิ่งอยู่ครู่หนึ่งสายตามองหมอเฉินอย่างตั้งใจ ไม่ใช่สายตาของเด็กที่กำลังจนตรอก
"มีค่ะ" เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ"แต่ฉันไม่ได้จะถามว่าหมอพูดจริงหรือโกหก"
ประโยคนี้ทำให้หลายคนเผลอเงยหน้าแม้แต่หมอเฉินเองก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ฉันแค่อยากทราบว่า...หมอยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ละเอียดแค่ไหน"
เป็คำถามที่ฟังดูอ่อนโยนแต่หมอเฉินกลับรู้สึกถึงบางอย่างแหลมคมซ่อนอยู่ข้างใน
"ผมจำได้ดี" เขาตอบทันที
"วันนั้นผมไปตรวจอาการ่บ่ายจิ้นกั๋วมีไข้ ไอหนัก แต่ยังรู้สึกตัวดี หลินต้าจวงนำรายการค่าใช้จ่ายมาให้ดูเขารับไปอ่าน แล้วลงชื่อด้านล่าง"
"หมอเข้าไปกี่โมง" หลินซูเหยาถามต่อ
"ก็...่บ่าย"
"บ่ายกี่โมง"
หมอเฉินอึกอักเล็กน้อย"จำเวลาแน่ชัดไม่ได้หรอก นานมาแล้ว"
"งั้นหมออยู่ในบ้านนานเท่าไร"
"ก็...พอสมควร"
"พอสมควรคือกี่อึดใจ หมอนับชีพจรกี่ครั้ง ให้ยาแบบไหนจดบันทึกอาการไว้หรือไม่"
คำถามไล่เรียงต่อเนื่องไม่ให้จังหวะหายใจหมอเฉินเริ่มตอบช้าลง สีหน้าจากมั่นใจกลายเป็เกร็ง
หลินซูเหยาไม่ได้แสดงท่าทีรุกไล่เธอเพียงถามด้วยน้ำเสียงเดิมทุกครั้ง สุภาพ ไม่รีบร้อนแต่ทุกคำถามล้วน้ารายละเอียดที่คนโกหกไม่มีทางเตรียมมาได้ครบ
"ฉันไม่ได้บอกว่าหมอโกหก" เธอกล่าวปิดท้าย"ฉันแค่อยากให้ทุกคนที่นี่ได้ยินด้วยตัวเองว่า ความทรงจำที่ 'จำได้ดี' กับความทรงจำที่ 'จำได้ละเอียดพอจะเป็หลักฐาน'ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป"
ความเงียบปกคลุมลานอีกครั้ง
หัวหน้าหน่วยผลิตกระแอมเบาๆ"เื่นี้...คงต้องพักไว้พิจารณาเพิ่มเติมอีกครั้ง"
หลินต้าจวงกำมือแน่นอยู่ข้างลำตัวสีหน้าเย็นชืดลงทีละน้อยเขามองหลินซูเหยาด้วยสายตาที่ไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
เด็กสาวที่เขาเคยคิดว่าจะบดขยี้ได้ง่ายดายเหมือนสามปีที่ผ่านมาวันนี้กลับไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
---
ค่ำวันนั้นหลินซูเหยานั่งอยู่ในกระท่อมบันทึกรายละเอียดคำให้การของหมอเฉินลงในสมุดเล่มเล็กอย่างระมัดระวัง
เธอยังไม่ได้ชนะขาด
แต่เธอก็ยังไม่แพ้
และมีบางอย่างที่แปลกไปจากเดิม— วันนี้เมื่อเธอเดินฝ่าฝูงชนกลับกระท่อมมีเด็กหญิงตัวเล็กสองสามคนแอบมองเธอด้วยสายตาที่ไม่ใช่ความกลัวอีกต่อไปมีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งพยักหน้าให้เธอเบา ๆ ก่อนรีบเดินจากไป
คนในหมู่บ้านยังไม่กล้ายืนข้างเธออย่างเปิดเผย
แต่ความกลัวที่เคยปกคลุมทุกคนอย่างสมบูรณ์เริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นแล้ว
หลินซูเหยาปิดสมุดลุกขึ้นไปปิดกลอนประตูให้แน่นอีกครั้งก่อนจะหลับตาลงเข้าสู่มิติห้างสรรพสินค้าเงียบ ๆ ตามความเคยชิน
แผลที่ข้อมือเริ่มตกสะเก็ดดีแล้วแต่ร่างกายยังคงอ่อนล้าสะสมจากหลายคืนที่นอนหลับไม่เต็มอิ่มเธอหยิบยาบำรุงเม็ดเล็กจากชั้นเวชภัณฑ์มากินพร้อมน้ำอุ่นหนึ่งแก้วทาครีมสมานแผลบางๆ ตรงรอยขีดข่วนแล้วจึงหยิบผลไม้อบแห้งซองหนึ่งติดมือกลับออกมาด้วย — ปริมาณน้อยพอจะอธิบายได้ว่าเป็ของที่เธอสะสมและแอบซอนมันไว้จากตลาดมืดไม่มากจนน่าสงสัย
ทุกอย่างต้องพอดีพอที่จะให้ร่างกายนี้ฟื้นตัวเร็วกว่าที่ควร แต่ไม่เร็วจนใครสังเกตเห็นความผิดปกติ
เธอกลับมานั่งที่เดิมมองเปลวไฟในเตาที่ลุกวูบไหว
เธอนึกถึงสายตาคู่นั้นที่มองเธอเมื่อวาน— สายตาที่ไม่ได้พูดอะไรมากแต่ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต่อสู้อยู่คนเดียวอย่างสิ้นหวังเหมือนเมื่อก่อน
เขาไม่ได้บอกชื่อไม่ได้ให้คำสัญญาใด ๆ
แต่บางทีการที่ใครสักคนเคยหยุดมองเธอนานกว่าที่ควรก็มากพอจะทำให้คืนนี้ไม่หนาวเย็นเท่าที่เคยเป็
---
ห่างออกไปจากหมู่บ้านในห้องพักนายทหารของค่ายชายแดนลู่ชิงเหอนั่งอยู่หน้าแผนที่เส้นทางลำเลียงที่เขาขีดเครื่องหมายไว้หลายจุด
แต่คืนนี้สายตาของเขาเผลอเลื่อนไปหยุดอยู่ที่มุมแผนที่ซึ่งทำเครื่องหมายตำแหน่งหมู่บ้านหนานซานไว้ นานกว่าที่ควรจะเป็
เขาสั่งให้ทหารใต้บังคับบัญชานายหนึ่งคอยสอดส่องความเคลื่อนไหวในหมู่บ้านนั้นเป็พิเศษ
ด้วยเหตุผลที่เขาบอกตัวเองว่า...เกี่ยวข้องกับคดีที่กำลังสืบอยู่เท่านั้น
---------------------------
???? แจ้งจากผู้เขียน
ตอนที่ 1–2 ได้รับการรีไรต์และอัปเดตเป็ฉบับล่าสุดแล้วค่ะ โดยปรับจังหวะเปิดเื่อารมณ์ของตัวละคร และรายละเอียดที่เชื่อมโยงกับโครงเื่ปัจจุบันให้ชัดเจนขึ้น
ผู้อ่านที่เคยอ่านแล้วสามารถอ่านต่อได้ตามปกติหรือย้อนกลับไปอ่านฉบับใหม่เมื่อสะดวกเพื่อเก็บรายละเอียดและอรรถรสของเื่ได้เต็มยิ่งขึ้นค่ะ