บทที่ 17 แอบฟังความในใจของธิดาและทานหม้อไฟ
‘เอาเต้าหู้อ่อนไปแช่แข็ง ให้ผิวข้างนอกเกิดเป็รูพรุนเล็ก ๆ แล้วเอาไปใส่ในหม้อน้ำแกงแดงที่กำลังเดือด เคี่ยวสักสองสามทีแล้วก็ตักขึ้นมา’
นางนึกจนน้ำลายสอ
‘หากนำไปคลุกน้ำมันงาและโรยต้นหอมสีเขียวสดเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม พอกัดลงไปก็จะได้รสชาติเผ็ดร้อนของน้ำซุปที่พุ่งออกมาจากรูพรุนของเต้าหู้…’
‘ในยามนี้ นั่งล้อมวงรอบเตาอุ่น ๆ จิบน้ำบ๊วยรสเปรี้ยวหวาน…’
เซียวฉู่ฉู่หิวจริง ๆ เสียแล้ว
เมื่อได้ยินบิดาฮ่องเต้ที่ได้มาอย่างง่ายดายและมีอันต้องจากไปั้แ่ยังหนุ่มบอกว่าให้มารดานางสั่งอาหารตามใจชอบ นางก็อดคิดฟุ้งซ่านไม่ได้
ไม่ใช่ความผิดของนาง
นางไม่ใช่ทารกแท้จริง หลังจากดื่มนมมาสองวัน ก็อยากรับประทานอาหารรสจัดจ้านจนแทบบ้า
โดยเฉพาะยามที่ด้านนอกหนาวเหน็บเช่นนี้ เหมาะกับการรับประทานหม้อไฟที่ส่งไอร้อนฉุยยิ่งนัก
‘แล้วยังผักกาดขาวสดกรอบ ล้างให้สะอาด แกะเป็ชิ้น ๆ แยกใบกับก้าน ใส่ลงในหม้อทีละส่วน ต้มจนใสนวล นุ่มและหวานหอม’
ฮือ ๆ
เซียวฉู่ฉู่น้ำลายไหลอย่างห้ามไม่อยู่
หลิ่วฉานเหนียงที่อุ้มนางอยู่ก็รู้สึกสนใจ
ฟังดูแล้ว หม้อไฟนี้ต่างจากหม้ออุ่นที่พวกนางเคยรับประทาน
นางอยากลองมาก แต่ก็ไม่อาจสั่งอาหารตามที่ลูกสาวคิด เพราะเช่นนั้นจะเป็การเผยความลับต่อหน้าฮ่องเต้ว่านางได้ยินเสียงในใจของบุตรสาว
หลิ่วฉานเหนียงจึงได้แต่อดทน คิดในใจว่ารอกลับถึงเรือนน้อยของนาง จะปิดประตูแล้วให้นางกำนัลสั่งหม้ออุ่นเล็ก ๆ มาลองทำตามที่บุตรสาวว่า
ขณะที่กำลังอดทนอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงท้องร้องดังมาจากตำหนักด้านข้าง
หลิ่วฉานเหนียงเงยหน้าขึ้น เห็นใบหูของฮ่องเต้เซียวอวิ๋นโจวแดงเรื่อ
พระองค์หิวแล้ว!
เซียวอวิ๋นโจว ผู้เป็ที่เคารพสูงสุดของหมื่นคน
เขาดำรงตำแหน่งฮ่องเต้ ปกติเสวยอาหารชั้นเลิศ มีของดีมากมาย
แต่ตอนนี้พอได้ฟังธิดาตัวน้อยพรรณนาถึงหม้อไฟ ยิ่งฟังก็ยิ่งหิว
เขาเป็ถึงฮ่องเต้ อยากเสวยอะไรย่อมไม่ต้องปิดบัง!
เขาสังเกตเห็นว่าสีหน้าของหลิวผินยังคงปกติ ไม่หวั่นไหวต่อเสียงในใจของธิดา ก็รู้ว่านางคงไม่ได้ยิน มีเพียงเขาผู้เป็บิดาเท่านั้นที่ได้ยินความคิดขององค์หญิงน้อยที่์ประทานมา!
"แค่ก"
"เว่ยเจิ้ง เ้าไปบอกโรงครัวหลวง วันนี้เรา้าหม้ออุ่น"
"เนื้อวัวและเนื้อแกะให้หั่นเป็ชิ้นกว้างหนึ่งนิ้ว ยาวเท่าฝ่ามือ บางราวกับกระดาษ แล้วจัดใส่จานนำมา"
"จากนั้นส่งผักกาดขาวอ่อนสดและต้นฮกเกี้ยนมาด้วย"
'ทำไมท่านพ่อฮ่องเต้ถึงรู้วิธีเสวยหม้อไฟด้วยนะ!'
ฉู่ฉู่รู้สึกตกตะลึง
'ที่นี่มีหม้อไฟมาั้แ่แรกหรือ?'
เซียวอวิ๋นโจวมีสีหน้าภาคภูมิใจ แต่ไม่แสดงออกทางแววตา สั่งขันทีต่อไป "ไปถามดูว่ายังมีผักอะไรในโรงครัวหลวงที่สามารถใส่ในหม้ออุ่นได้อีก..."
'อ๋อ ฟักเขียวกับหัวไชเท้าหั่นบาง ๆ ต้มจนเกือบละลาย พอเข้าปากก็ได้รสชาติ ละลายราวหิมะ...'
'ต้องมีวุ้นเส้นด้วย! หรือโยนเส้นบะหมี่ลงไปในหม้อไฟ หลังจากทานเนื้อทานผักเต็มที่แล้ว ดูดวุ้นเส้นสักเส้น หรือบะหมี่นวดมือ ช่างเป็ความสุขจริง ๆ ~'
เซียวอวิ๋นโจวกลืนน้ำลายอย่างไม่ให้ใครสังเกตเห็น "เว่ยเจิ้ง เ้าไปดูที่โรงครัวเอง ผักตามฤดูกาลอะไรที่หั่นได้ให้หั่นบาง ๆ อันไหนหั่นไม่ได้ให้เลือกเอาที่อ่อน วันนี้ไม่ต้องเตรียมข้าว ให้โรงครัวหลวงเตรียมแป้งดิบมาแทน"
พูดจบ เขาก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงหันไปมองหลิ่วผิน "อาฉาน เ้า้าอะไรเพิ่มหรือไม่? "
หลิ่วผิน “...”
ท่านสั่งของจากโรงครัวมาหมดแล้ว ยังจะถามข้าอีก!
เซียวอวิ๋นโจวเห็นหลิ่วผินอึ้งไปตอบไม่ถูก ก็อดรู้สึกเห็นใจไม่ได้
มีเพียงฮ่องเต้อย่างเราที่ได้ยินเสียงในใจของธิดา แม้แต่หลิ่วผินผู้เป็มารดาแท้ ๆ ยังไม่ได้ยิน
ช่างน่าสงสารหลิ่วผินจริง มีสมบัติล้ำค่าอยู่ข้างกายแท้ ๆ แต่นางกลับไม่รู้
แต่ไม่เป็ไร ต่อไปเราจะคอยคุ้มครองหลิ่วผินผู้เป็มารดา
นางให้กำเนิดธิดาที่ดีแก่เรา นับว่าบุญกุศลสมบูรณ์แล้ว
เซียวอวิ๋นโจวรู้สึกเห็นใจอยู่พักหนึ่ง ก็กลับมารู้สึกภูมิใจอีกครั้ง
"อาฉาน ให้เราอุ้มธิดาหน่อย"
เขาสั่งให้ขันทีนำอ่างน้ำมา ล้างมือให้สะอาด แล้วจึงอุ้มฉู่ฉู่ไว้ในอ้อมกอด
"ฉู่ฉู่ เดี๋ยวดูบิดากับมารดาของเ้ารับประทานหม้อไฟนะ เด็กดี"
เซียวฉู่ฉู่ “...”
เสียงร้องไห้ดังขึ้นมาทันที
ไม่นานหม้อไฟก็ถูกยกมาเสิร์ฟ
เซียวอวิ๋นโจวกับหลิ่วผินต่างเสวยอย่างสดใหม่และเข้าถึงรสชาติ
โดยเฉพาะฮ่องเต้เซียวอวิ๋นโจว นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นอาหารสดวางอยู่บนโต๊ะเสวย ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะบาง ๆ ผักกาดขาว...
ยังมีเครื่องเคียงดั้งเดิม ที่ไม่ผ่านการปรุงก็ถูกยกมาเสิร์ฟ ทั้งกระเทียมสับ ต้นหอมซอย น้ำมัน และพริกแห้ง...
เขาอุ้มฉู่ฉู่ไว้ ทำตามคำแนะนำในใจของนาง นำเนื้อวัวแผ่นบางจุ่มในน้ำแกงเผ็ดร้อนประมาณสิบลมหายใจ แล้วตักขึ้นมาใส่ในถ้วยน้ำมันงาที่ขันทีผสมไว้ตรงหน้า
หลังจากคลุกเคล้ากับน้ำมันงา เนื้อก็ดูใสวาววับ โรยด้วยต้นหอมเขียวสดและกระเทียมสับ เมื่อใส่เข้าปาก ดวงตาของเขาก็เปล่งประกาย
"อืม ไม่นึกว่าหม้อไฟที่เทพเซียนมาเข้าฝันบอกข้าเมื่อคืน จะอร่อยถึงเพียงนี้!"
"ทำไมเ้าไม่ลองชิมดูเล่า สนมที่รัก~ "
หลิ่วฉานเหนียงได้เลื่อนขั้นเป็สนมที่รักแล้ว
แต่นางก็ไม่หวั่นไหวกับความโปรดปรานหรือการดูถูก นางทำตามฮ่องเต้อย่างสบาย ๆ ลวกผักกาดขาว และในพริบตาก็รู้สึกถึงรสชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจที่บุตรสาวบรรยาย
ไม่นานฮ่องเต้กับนางก็เสวยอาหารบนโต๊ะจนหมดเกลี้ยง
เซียวอวิ๋นโจวโปรดปรานเนื้อแพะม้วนเป็พิเศษ มักจะเสวยครั้งละสามถึงห้าชิ้น ไม่นานก็หมดไปสี่จานเต็ม
จนกระทั่งเว่ยเจิ้งเกรงว่าเขาจะย่อยไม่ทันจึงทัดทาน เขาจึงจำใจหยุด แต่ก็ยังเสวยเส้นหม้อไฟอีกสองชามเล็ก
หลิ่วฉานเหนียงชอบผักกาดขาวอ่อนในหม้อไฟ เต้าหู้แข็ง และเครื่องในเป็ดกรอบเป็พิเศษ นางเกือบจะรับประทานหมดคนเดียว แทบไม่เหลือให้ฮ่องเต้เลย
เว่ยเจิ้งจ้องตาเขม็ง
แต่เซียวอวิ๋นโจวกลับไม่โกรธแม้แต่น้อย
ช่างเป็หลิ่วผินที่จริงใจอะไรเช่นนี้!
เมื่อก่อนเวลากุ้ยเฟยอยู่ต่อหน้าเขา มักจะรับประทานทีละน้อย มีปริมาณเท่านกตัวเล็ก ๆ
แต่ล้วนเป็การแสร้งทำทั้งสิ้น!
ตอนนี้เขายิ่งรู้สึกว่าความจริงใจช่างมีค่าเพียงใด!
ทั้งสองรับประทานจนปากเปื้อนน้ำมันแดง เมื่ออิ่มแปล้พอจึงหยุด
‘ท่านพ่อฮ่องเต้ถึงกับมีเทพเซียนมาเข้าฝันด้วยหรือ?’
เซียวฉู่ฉู่มองพวกเขารับประทานอาหาร ยิ่งคิดก็ยิ่งตกตะลึง
นางอ่านนิยายมามากมาย ทั้งการข้ามเข้ามาในนิยายและการเกิดใหม่ล้วนไม่ใช่เื่แปลก การเข้าฝันจะนับเป็อะไร
‘ท่านพ่อฮ่องเต้รู้หรือไม่ว่า การจัดการปัญหาน้ำท่วมในลุ่มแม่น้ำหวงเหอครั้งนี้จะล้มเหลวอย่างรวดเร็ว เขื่อนจะแตกอีกครั้ง ราษฎรจะไร้ที่อยู่อาศัย ผู้คนาเ็ล้มตายนับหมื่น และยังจะเกิดโรคระบาดอีกด้วย!’
เซียวอวิ๋นโจวที่กำลังอิ่มหนำสำราญอยู่นั้นชะงักไปทันที
‘โอ้ เทพเซียนองค์นี้ช่างไม่น่าเชื่อถือเลย ทำไมถึงได้มาเข้าฝันท่านพ่อฮ่องเต้แค่เื่อาหารการกิน เทพเซียนองค์นี้ยังใช้ได้หรือไม่!’
เซียวฉู่ฉู่ที่ไม่ได้รับประทานหม้อไฟ แต่ได้กลิ่นจนท้องอืดไปหมด ตอนนี้รู้สึกหงุดหงิดเป็อย่างมาก
น้ำเสียงจึงไม่ค่อยดีนัก
นางไม่ทันสังเกตว่าฮ่องเต้เซียวอวิ๋นโจวที่อุ้มนางอยู่นั้น มือที่ถือตะเกียบชะงักค้างไปแล้ว
เซียวอวิ๋นโจวทั้งใและสงสัย
ลุ่มแม่น้ำหวงเหอจะเกิดเขื่อนแตกอีกในเร็ว ๆ นี้?
เป็ไปไม่ได้!
เมื่อคืนเขาเพิ่งมีเวลาว่างนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร ก็เพราะสิบกว่าวันที่ผ่านมาเขายุ่งอยู่กับการหารือกับเสนาบดีกรมพระคลัง และเสนาบดีกรมขุนนางเกี่ยวกับการรับมือปัญหาเขื่อนแตกในลุ่มแม่น้ำหวงเหอ
เมื่อวันที่สามสิบเดือนที่แล้ว น้ำได้ท่วมล้นจนท่วมบริเวณแถบหยางซาน ทำให้มีผู้อพยพนับหมื่น
เขารีบส่งข้าหลวงตรวจการไปบรรเทาทุกข์และจัดการผู้อพยพ
เขายังสั่งให้กรมชลประทานรีบเร่งไปหยานซาน เพื่อช่วยเหลือท่านผู้ว่าการท้องถิ่นจัดการปัญหาน้ำท่วม
เมื่อวานเพิ่งมีจดหมายจากสถานีม้าเร็วแจ้งว่า ได้ควบคุมเขื่อนที่แตกได้แล้ว และซ่อมแซมทางน้ำเสร็จสิ้น
แล้วจะเกิดเขื่อนแตกได้อย่างไร?
ทั้งแผ่นดินไหวและเขื่อนแตกอีกครั้ง นี่มิใช่การลงโทษจาก์หรอกหรือ!?
สีหน้าของเซียวอวิ๋นโจวเปลี่ยนไปอย่างมาก
‘ท่านพ่อฮ่องเต้ ขุนนางตรวจการและขุนนางกรมชลประทานที่ท่านส่งไปนั้น ที่จริงแล้วไม่เชี่ยวชาญเื่การจัดการน้ำท่วมเลย’
เซียวฉู่ฉู่นึกถึงเนื้อหาในนิยาย
นางจำได้ว่าน้ำท่วมครั้งนี้ทำให้เขื่อนแตกหลายครั้งติดต่อกัน
‘อีกไม่นานปัญหาน้ำท่วมจะเกิดขึ้นอีก จากทิศเหนือของเมืองไคเฟิงห้าลี้ ไปทางตะวันออกถึงเมืองเฉินโจว เมืองเซี่ยงเฉิง เมืองไท่เหอ เมืองอิ่งโจว... ท่วมหมดทุกที่’
เซียวอวิ๋นโจวถึงกับทานหม้อไฟไม่ลงทันที!
‘ต่อมาในปีถัดไป แม่น้ำหวงเหอยังทำลายพื้นที่เพาะปลูกอีกนับไม่ถ้วน…’
‘ทำให้อำนาจของราชวงศ์ตกต่ำลงอย่างมาก และนี่ก็เป็จุดเริ่มต้นของความพ่ายแพ้ต่อการรุกรานของชาวหยวนในภายหลัง’
เซียวฉู่ฉู่นึกถึงด้วยความเศร้าสลด แต่แล้วดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที
‘จนกระทั่งปีที่สาม มีขุนนางบัณฑิตขั้นห้านามว่าพานจี๋ ได้ส่งของกำนัลให้สำนักราชเลขาธิการ จึงได้รับตำแหน่งผู้ดูแลการจัดการเส้นทางน้ำ และสามารถควบคุมดูแลเส้นทางน้ำได้อย่างมั่นคง’
“!”
เซียวอวิ๋นโจววางตะเกียบลงดังปัง