วันต่อมา เสียงไก่ขันั้แ่ฟ้ายังไม่สาง แสงตะวันยังไม่สาดแสงขึ้นเบื้องบน พลอยที่ตื่นเช้าตามประสาของเธอล้างหน้าล้างตาอย่างรวดเร็วและเรียบร้อย ก่อนจะเดินไปปลุกน้องชายที่หลับไม่ยอมตื่นด้วยความที่ยังเด็ก สมัยเธอเป็เด็ก เธอก็ตื่นสายเช่นนี้เหมือนกัน แต่ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเธอกลายเป็นักศึกษาทหาร และมันกลายเป็นิสัยของเธอมาจนถึงบัดนี้
“พ่อนิล พ่อนิล ตื่นเถิด เช้าแล้ว” พลอยเขย่าร่างเล็กที่นอนขดอยู่ในผ้าห่มเก่าผืนบาง กระท่อนหลังนี้มีผ้าห่มเพียงสองผืนเท่านั้น และพ่อเฒ่าได้สละผ้าผืนนี้ให้กับเด็กน้อย ด้วยกลัวว่าจะเป็ไข้จากลมเย็นตอนกลางคืน
“ยังไม่สว่างเลยขอรับคุณพี่พลอย ขอน้องนอนต่อนะขอรับ” น้ำเสียงออดอ้อน นิลซุกหน้าลงกับผ้าห่มอย่างเอาแต่ใจ เขารู้ว่าพี่สาวต้องตามใจเขา แต่หารู้ไม่ว่า พี่สาวคนนี้นั้นไม่ใช่คนเดิมที่จะตามใจเขาได้ทุกเื่อีกต่อไปแล้ว
“ไม่ได้นะพ่อนิล วันนี้เราต้องออกเดินทางกันแล้ว พี่เรืองตื่นก่อนนานแล้วหนา” ว่าแล้วก็เขย่าตัวเด็กชายไปมาด้วยหมายจะทำให้ตื่น เธอไม่กล้ารุนแรงกับนิลนัก เพราะอีกฝ่ายยังอายุน้อยมากอยู่ และก็ดูจะบอบบางไม่สามารถทานทนแรงของเธอไหว
“แต่น้องยังง่วงอยู่เลยขอรับ” นิลบ่นอุบทั้งที่ยังหลับตาอยู่ เขาลืมไปหมดสิ้นว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่บ้าน ด้วยอ่อนแรงจากการเล่นมากไปเมื่อวานยังคงส่งผลให้เขานอนขดอยู่บนเสื่อ นิลขยี้ตากึ่งหลับกึ่งตื่น จึงมองไม่เห็นรอยยิ้มแสยะของพลอยที่ดูชั่วร้ายนัก
“ไม่ได้ ถ้าไม่ลุก… พี่จะ…” ขยับมือเข้าไปในผ้าห่ม พลอยเอ่ยเสียงเย็นเนิบนาบทำเอานิลขนหัวตั้งขึ้นมาทันที
“ไม่เอาขอรับ ลุกขอรับ น้องลุกแล้วขอรับ” ลุกพรวดขึ้นจากที่นอน นิลวิ่งออกจากกระท่อมจ้าละหวั่นเพื่อไปล้างหน้าล้างตา เมื่อคืนเขาถูกคุณพี่พลอยของเขากลั่นแกล้งโดยการจั๊กจี๋จนดึก ตอนแรกมันก็สนุก ไปๆมาๆ นิลเริ่มรู้สึกขยาดเสียมากกว่า คุณพี่พลอยของเขาไม่เคยเล่นหัวกับเขาเช่นนี้ ใจหนึ่งก็ดีใจ แต่เขาบ้าจี้ คุณพี่พลอยของเขาได้ล่วงรู้ความลับอันดำมืดนี้เข้าให้เสียแล้ว!
เมื่อล้างหน้าล้างตากันเสร็จสรรพ ทุกคนก็พากันเดินออกมาจากกระท่อม ตาเฒ่านั่งอยู่บนแคร่โดยมียายเฒ่าง่วนอยู่กับการจัดการอาหาร
“เอ้อ กินข้าวกินปลาก่อนเข้าไปในตลาดเถอะ เอ้านี่ ข้าปิ้งปลาไว้ให้ พวกเอ็งจักได้ไว้กินระหว่างทาง กว่าจะไปถึงปากน้ำโพของวันสองวัน” ยายเฒ่าส่งห่อใบตองเล็กๆหลายห่อให้กับเรือง ด้านในเป็ข้าวและปลาปิ้งเอาไว้แก้หิวยามเดินทาง พลอยซึ่งในน้ำใจของยายเฒ่า เธอจึงไหว้ขอบคุณด้วยความจริงใจ
“ขอบน้ำใจคุณยายมากนะจ๊ะ” ใบหน้างามประดับไปด้วยรอยยิ้มหวานไหว
“ไหว้พระเถอะลูก ข้าถูกชะตาเอ็งยิ่งนัก อยากให้พวกเอ็งอยู่ที่นี่เสียด้วยซ้ำ เป็สีสันชีวิตของข้ากับตาเฒ่า” ยายเฒ่ารับไหว้พลางให้พรแก่พลอย มือแก่ชราลูบหัวเด็กหญิงเบาๆ น้ำเสียงนั้นเอ่ยขึ้นเศร้าใจกึ่งเสียดาย แต่ในเมืองชีวิตลิขิตให้เป็เช่นนี้ ย่อมมิมีใครฝืนได้
“เอาไว้พวกข้าจะกลับมาเยี่ยมคุณตากับคุณยายบ่อยๆนะจ๊ะ” พลอยเอ่ยปลอบใจคนเบื้องหน้า
“ฮ่าฮ่า พวกเอ็งไม่ต้องมาหลอกคนแก่อย่างพวกข้าดอก เอาเป็ว่ารักษาเนื้อรักษาตัวให้รอดพ้นภัยให้ดี พวกข้าอยู่กันสองคนแบบนี้มานานนมแล้ว ไม่ต้องห่วงอันใด” ยายเฒ่าที่รู้ดีว่าพลอยอยากปลอบใจก็เอ่ยให้เด็กหญิงหายห่วง เธอรู้ดีว่านี่คือการพบกันครั้งสุดท้าย ชีวิตของเธอกับตาเฒ่านั้นกำลังมอดดับลง เหลือเวลาอีกเพียงไม่นาน
“จ้ะ” พลอยเอ่ยรับคำอย่างเศร้าสร้อย แต่เธอมีภาระที่ต้องรับผิดชอบเรืองและนิล เธอจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ หากคุณหญิงกานดารู้ว่ามีคนให้ความช่วยเหลือพวกเธอ ทั้งตาเฒ่าและยายเฒ่าก็อาจจะถูกลูกหลงตามไปด้วย ทางที่ดี เธอควรจะรีบไปจากที่นี่เสียดีกว่า
“จะว่าไป แกงงูเมื่อวานก็รสดีอยู่นะขอรับ น้องชอบ” นิลน้อยที่จีบข้าวเข้าปากโพล่งขึ้นมา เขายังคงนึกถึงเนื้องูที่รสััราวกับไก่และเครื่องเทศที่หอมอร่อยอยู่ราวกับว่ากำลังได้กิน
“เอาไว้พี่จะทำให้เ้ากินดีหรือไม่” พลอยเปิดโหมดเอาใจน้องชาย แม้น้องชายคนนี้จู่ๆก็ได้มาอย่างงงๆ แต่เธอก็ยินดีรับเอาไว้ อายุอานามของนิลกับพลอยรดานั้นห่างกันเทียบเท่าแม่กับลูก หากบอกว่าพลอยมองว่านิลเป็ลูกก็อาจจะถูกต้องมากกว่าเป็น้อง
“ดีขอรับ” ยิ้มรับร่าเริง เด็กชายกินข้าวต่ออย่างเอร็ดอร่อย ในดวงตาไม่มีความกังวลใดๆ เด็กน้อยช่างซื่อบริสุทธิ์ยิ่งนัก
“คุณยายจ๊ะ ช่วยบอกสูตรแกงงูเมื่อวานให้ข้าได้หรือไม่ เ้าจะกละตัวน้อยนี้ท่าทางจะติดใจเข้าเสียแล้ว” เพื่อเอาใจเด็กน้อยผู้นี้ คนที่ได้ชื่อว่าเป็พี่อย่างพลอยก็ต้องถามหาเอาสูตรอาหารจากยายเฒ่า เรืองขำออกมาน้อยๆ ไม่นึกเลยว่าผู้รากมากดีอย่างคุณนิลจะหลงใหลอาหารป่าเอาได้
“โอ๊ย ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แต่รีบกินข้าวเข้าถอะ เดี๋ยวจะสายเอาหนา” ยายเฒ่าหัวเราะร่า เธอจัดแจงเร่งให้เด็กทั้งสามรีบกินข้าวเสีย เพราะตอนนี้ตะวันเริ่มขึ้นมาสายโด่งแล้ว
“เราออกเดินทางกันได้แล้ว พวกเอ็งเตรียมของเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่” เมื่อกินข้าวกันจนอิ่มหนำ ตาเฒ่าก็กำชับคนทั้งหมดให้ตรวจดูความเรียบร้อย
“เก็บของหมดแล้วจ้ะตา” เรืองเอ่ยพลางตบย่ามเบาๆเป็สัญญาณว่าเธอเก็บของได้หมดจดไม่มีสิ่งใดบกพร่อง พวกเธอยืนมองยายเฒ่าที่ดวงตาฝ้าฟางตรงหน้า
“ถ้าอย่างนั้นพวกข้าลานะจ๊ะคุณยาย” พลอยเอ่ยพลางไหว้ลาคนที่ให้ที่พักพิงแก่เธอถึงสองคืน
“ฉันลาจ้ะ” เรืองพูดขึ้นบ้าง เธอรู้สึกผูกพันกับที่นี่อย่างบอกไม่ถูก
“กระผมลาขอรับ” นิลน้อยเลียนแบบพี่สาวและบ่าว แม่พลอยมักจะสอนให้นิลวางตัวดีและมีมารยาทต่อผู้าุโ ซึ่งนิลนั้นก็เชื่อฟังอย่างดี
“เอ้าๆ ไปเถอะ มัวร่ำลา เดี๋ยวจะไม่ได้ไปกันพอดี” น้ำตาคลอเบ้าแต่ก็อายเด็กทั้งสาม ยายเฒ่ารีบตะเพิดให้พลอยและอีกสองคนเดินทางเข้าเมืองละโว้
เดินกันอยู่ราวหนึ่งชั่วโมง ตาเฒ่าพาเด็กทั้งสามเข้ามายังชุมชนที่มีผู้คนหนาแน่น เมืองลพบุรีในสมัยปัจจุบันไม่ได้มีประชากรมากนัก หากแต่ละโว้นั้นเป็เมืองกรุงเก่าของอาณาจักรทวาราวดี ทำให้ผู้คนอยู่อาศัยและค้าขายกันอยู่เนืองแน่น
“เอ้านั่น ถึงแล้วตัวเมืองละโว้ พวกเอ็งเดินอยู่แถวนี้ไปก่อนนะ ข้าจะไปทำธุระครู่หนึ่ง แล้วค่อยพาพวกเ้าไปหาคนรู้จักของข้า” ตาเฒ่าเดินไปพร้อมกับไม้ค้ำยันข้างกาย พลอยเอ่ยรับคำเขาแค่สั้นๆ
“ได้จ้ะตา”
“คนเยอะไม่แพ้กรุงศรีเลยนะเ้าคะคุณพลอย” ชะเง้อคอมองอย่างตื่นเต้น เรืองเอ่ยกับนายของเธอที่ดูจะสำรวมกว่ามาก คนเท่านี้ไม่ได้ถือว่ามาก หากเทียบกับการไปสนามบินหรือสถานีขนส่ง นี่ยังนับว่าน้อย
“งั้นรึ” พลอยถามด้วยอารมณ์ขันๆ
“เ้าค่ะ แต่ฝาหรั่งก็มีมาก เดินระวังกันด้วยนะเ้าคะ” ทำตัวเป็คนอายุมากสุด เรืองกางปีกปกป้องพลอยและนิลเอาไว้ข้างหลัง แต่หารู้ไม่ว่าไอ้เ้าตัวจ้อยตัวแสบนั้นวิ่งไปทางอื่นแล้ว กว่าจะรู้ตัวก็ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วมาจากอีกทาง
“คุณพี่พลอยขอรับ คุณพี่พลอย น้องอยากได้กล้วยปิ้งขอรับ” นิลชี้มือชี้ไม้ไปยังกล้วยปิ้งร้านข้างทาง กลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอ แม้แต่พลอยเองก็อยากได้สักไม้เช่นกัน แต่ทว่าเด็กน้อยที่กำลังตื่นเต้นกับของกินจึงไม่ทันระวัง ว่าเขากำลังถอยไปชนกับคนตัวสูงด้านหลัง
“ระวังเ้าค่ะ คุณนิล” เรืองกรีดร้องออกมา
“โอ๊ย” เสียงของนิลเปล่งออกมายามที่ก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น เด็กชายเห็นพี่สาวกับเรืองวิ่งหน้าตั้งมาทางเขา ในใจก็รู้สึกผิดน้อยๆ
“พ่อนิล เป็เยี่ยงไรบ้าง” พลอยถามพลางสำรวจว่ามีรอยแผลใดบนร่างกายของน้องชายหรือไม่ เมื่อพบว่าไม่มีอันใด เธอจึงกล่าวขอโทษคนที่นิลพลาดไปชน เขาเป็ชาวตะวันตกมีเรือนผมหยิกสีทองและดวงตาสีฟ้าอมเทา
“ขอโทษด้วย น้องของข้าไม่ทันระวัง ท่านเป็อะไรหรือไม่” พลอยพูดภาษาอังกฤษกับเขา หวังว่าชายผู้นี้จะไม่ใช่ชาวโปรตุเกส ฝรั่งเศส หรือฮอลันดานะ
“มิเป็อะไร แม่หญิงน้อย” อีกฝ่าย ตอบกลับมาเป็ภาษาอังกฤษเช่นกัน นั่นทำให้พลอยโล่งใจ เพราะอย่างน้อยก็สื่อสารกันรู้เื่ ดวงตาสีฟ้าเทาพินิจพิเคราะห์เด็กหญิงตรงหน้าที่แต่งตัวสามัญไม่สะดุดตา แต่ทว่าดวงหน้านั้นงดงามยิ่งกว่าสตรีใดในอยุธยาที่เขาเคยเห็น
“คุณพลอยพูดภาษาฝาหรั่งเป็ด้วยหรือเ้าคะ” เรืองกระซิบกับพลอยเบาๆ เธอไม่แปลกใจอะไรอีกแล้วหากเ้านายของเธอมีความสามารถอะไรแปลกๆ
“อื้ม เป็นิดหน่อยน่ะ” พลอยยิ้มบางให้กับคนข้างๆ
“ไม่ทราบว่าแม่หญิงมีนามว่าอะไร ข้าไม่เคยเจอแม่หญิงอายุน้อยเช่นท่านพูดภาษาของข้าได้คล่องแคล่วเช่นนี้มาก่อน” ชายอังกฤษเอ่ยถามพลอยด้วยความสงสัย แต่ก็เพียงสงสัยเท่านั้น เขามิได้มีความสเน่หาในตัวนาง เพราะอายุนั้นแตกต่างกันมาก และเขาไม่ใช่พวกชอบเด็ก
“ฉันชื่อพลอย แล้วท่านล่ะ” พลอยเอ่ยตอบและถามกลับอย่างเป็พิธี เธอไม่ได้อยากรู้อะไรจริงจังเกี่ยวกับเขามากมายนัก
“ผมชื่อฟิลิปส์ มาจากอังกฤษ บ้านของแม่หญิงอยู่แถวนี้หรือ” ชายชาวต่างถิ่นยังคงถามไม่เลิก เธอจึงตัดสินใจอยู่เป็คู่สนทนาให้เขาสักพัก เดี๋ยวเขาคงจะไปเอง
“ฉันไม่ใช่คนแถวนี้ แค่ผ่านทางมา ท่านมาค้าขายรึ” สีหน้าคาดหวังหมองลง เขาเอ่ยตอบกับพลอยว่า
“ไม่ใช่ ผมมาท่องเที่ยวและเขียนบันทึกที่นี่ และจะไปอีกหลายเมือง” น้ำเสียงนั้นดูมีความภูมิใจ เขาชอบที่จะบอกใครๆว่าเขาเป็นักสำรวจ
“ขอให้ท่านโชคดีกับการเดินทาง” พลอยเอ่ยตัดบท ทำให้ฟิลิปส์รู้ว่าพลอย้าจบการสนทนาเท่านี้ เขาจึงถอดหมวกและโค้งให้กับพลอยอย่างสุภาพ
“แม่หญิงด้วยเช่นกัน”
แต่ทว่าก่อนที่ฟิลิปส์จะเดินจากไป พลอยนึกขึ้นได้ว่าเธอมีสิ่งที่เธอต้องรู้ เธอจึงเรียกเขาไว้ด้วยความตระหนก
“เดี๋ยวก่อน ท่านรู้หรือไม่ว่าปีนี้ปีอะไร” เด็กหญิงถามด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะนั่นเป็สิ่งที่สำคัญกับเธอมาก
“รู้สิ ปีนี้ปี ค.ศ. 1680 ยังไงล่ะ” พูดจบ ฟิลิปส์ก็ยิ้มบางๆให้กับเธอแล้วเดินจากไปปะปนกับผู้คนในตลาด แม้ว่าเขาจะสูงโดดเด่นเกินชาวอยุธยา แต่ไม่นานเขาก็หายไปจากคลองสายตาของเธอ
“คุณพลอยเก่งจังเลยเ้าค่ะ ฝาหรั่งพวกนี้ทั้งตัวโตแลน่ากลัวยิ่งนัก เป็เรือง เรืองไม่กล้าคุยด้วยดอกเ้าค่ะ” เรืองเอ่ยอย่างตื่นเต้น แม่หญิงของเธอทั้งงามและเก่งกาจ การบ้านการเรือนก็ไม่มีที่ติ ไม่มีใครเก่งเท่าคุณพลอยของเรืองอีกแล้ว
“เขาเป็คน เราก็เป็คน จะกลัวเขาด้วยเหตุอันใด” พลอยเย้า ทำให้อีกฝ่ายก้มหน้างุดก่อนจะตอบกลับว่า
“ก็เขาไม่เหมือนพวกเรานี่เ้าคะ” ในสายตาของเรือง ชาวตะวันตกล้วนน่ากลัว พวกแขกก็เช่นกัน เห็นจะมีเพียงชาวจีนและญี่ปุ่นที่ไม่น่ากลัวเท่าใดนักสำหรับเธอ
“เ้ารู้หรือไม่ บนโลกนี้มีคนหลายเผ่าพันธุ์ ล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างกันออกไป แต่พวกเราทั้งหมดต่างก็เป็มนุษย์” เด็กหญิงกล่าวอธิบาย หากแต่อีกฝ่ายดูท่าทีแล้วจะงุนงงกับสิ่งที่เธอพูด
“กระไรคือโลก กระไรคืุ์เ้าคะ บ่าวหาเข้าใจไม่เ้าค่ะ” เป็ดังที่เธอคิด เรืองไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย พลอยจึงได้แต่เก็บความขำขันไว้ในใจ
“เอาเถอะ เดี๋ยวข้าจะค่อยๆสอนพวกเ้าไป” เด็กสาวมองเรืองอย่างอ่อนโยน อายุสิบห้าปียังอยู่ในวัยเรียนรู้ ยังสอนได้ เธอเป็ทั้งทหารและครู เธอจึงมีความอดทนที่จะสอนคนอื่นได้ดีกว่าคนทั่วไป
“คุณพี่พลอยสอนน้องพูดภาษาฝาหรั่งด้วยได้หรือไม่ขอรับ” เสียงของเ้าตัวร้ายเจื้อยแจ้วมา พลอยยังไม่ได้ชำระความกับเด็กน้อยผู้นี้เลย และดูเหมือนอีกฝ่ายก็ไม่ได้สลดเลยแม้แต่น้อย
“ได้สิพ่อตัวยุ่ง ว่าแต่จะยังกินกล้วยปิ้งอยู่อีกหรือไม่” พลอยกระเซ้าแหย่น้องชายตน สายตาขำขันนั้นทำให้นิลรู้ว่าเขาต้องโดนดีทีหลังเป็แน่
“กินขอรับ ว่าแต่ กล้วยปิ้งภาษาฝาหรั่งพูดว่ากระไรหรือขอรับคุณพี่พลอย” พยายามเปลี่ยนเื่ เป็ครั้งแรกที่มีคนขอให้เธอสอนภาษาอังกฤษให้ เพราะถ้าให้พูดกันตามจริง ภาษาอังกฤษของเธอนั้นอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น ไม่ได้เก่งกาจแต่แค่พอสนทนารู้เื่
“กริลล์ บานาน่า” พลอยตอบน้องชายที่เอื้อมมือไปกล้วยปิ้งมาหนึ่งไม้จากคนขาย
“กริ้ว บ่าหนาหนา เช่นนี้หรือขอรับ” แม้สำเนียงจะดูแปร่งไปบ้าง แต่พลอยก็ดูพอใจกับความหัวไวของเ้าตัวน้อยคนดีมากเลยทีเดียว
“ไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียงหนา คิกคิก” เด็กหญิงหัวเราะออกมา
“คุณนิลเก่งนักเ้าค่ะ” เรืองเอ่ยชมไม่ขาดปาก พลอยมองเห็นสายตาที่คนขายกล้วยปิ้งมองมา จึงนึกขึ้นได้ เธอกล่าวขำขันกับเรืองว่า
“มัวแต่ชมกัน เอาเบี้ยไปจ่ายพ่อค้าเขาเร็วเข้า” เรืองนั้นรีบล้วงเอาเบี้ยสามอันส่งให้กับคนขาย ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความอับอาย
“