
....ค่ำคืนปกคลุมสำนักอวิ๋นหลินด้วยม่านหมอกหนาทึบ เสียงลมพัดพลิ้วผ่านช่องหน้าต่างโบราณ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงัดที่แอบแฝงความลึกลับอย่างบอกไม่ถูก
หานเหวินและเจี้ยงหยวนเดินเลาะตามชั้นหนังสือโบราณในหอตำรายาลับชั้นบนสุดของหอปรุงยาเซียน หนังสือโบราณเรียงรายนับพันเล่ม แต่ไม่มีเล่มไหนที่ตรงกับข้อมูลที่พวกเขา้า
“ดูเหมือนแค่เปิดหอตำราเข้ามายังไม่พอ... ความลับแท้จริงอยู่ในนี้แหละ แต่พวกมันก็ซ่อนกันดีไม่ใช่เล่น” หานเหวินพูดด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง พลางลูบมือไปตามปกหนังสือเก่า ๆ ที่ปกคลุมด้วยฝุ่นหนา
เจี้ยงหยวนลอบมองรอบห้อง ยิ้มกวน “โชคดีนะที่ข้ามากับคนฉลาดอย่างเ้า ไม่งั้นคืนนี้ข้าคงต้องนั่งเมาท์มอยกับไอ้พวกยันต์ประหลาดนั่นทั้งคืน”
หานเหวินพ่นลมหายใจออกมา “ท่านไม่เคยจริงจังเลย”
“จริงจังกับเื่ไม่จริงจังน่ะเหรอ? ข้าไม่ถนัด” เจี้ยงหยวนตอบ พร้อมหยิบตำราเก่าๆ หนึ่งเล่มออกมาเปิดดู
พวกเขาค้นหาตำราเป็ชั่วโมง เริ่มรู้สึกถึงความตึงเครียดที่ค่อยๆ ก่อตัวจากความลึกลับในห้องสมุด แต่ยังไม่มีอะไรจับต้องได้
จนกระทั่งเจี้ยงหยวนเหลือบไปเห็นตำราโบราณ 5 เล่มวางทิ้งไว้ที่โต๊ะทำงานเก่า ๆ ดูเหมือนตั้งใจวางไว้เป็พิเศษ
“นี่มันอะไร? ดูเหมือนจะไม่ได้วางสุ่ม ๆ” เจี้ยงหยวนพูด พลางชี้ไปที่ตำราทั้ง 5 เล่ม
หานเหวินเดินเข้าไปใกล้ ใช้ปลายนิ้วแตะที่ปกหนังสือแต่ละเล่มแต่ละเล่ม ก่อนจะพูดอย่างระมัดระวัง “ลองเอามาวางไว้ตรงแท่นหินกลม ๆ ตรงกลางห้องสิ อาจจะเป็กุญแจเปิดอะไรบางอย่างก็ได้”
เจี้ยงหยวนยักคิ้ว แล้วยิ้มเ้าเล่ห์ “ถ้าไม่ใช่... ข้าคงต้องมานั่งเฝ้าห้องนี้แทนอาจารย์แล้วล่ะมั้ง!”
ทั้งคู่สังเกตเห็นว่ายันต์โบราณบนปกตำราทั้ง 5 เล่มนั้นมีลวดลายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และมีช่องว่าง 5 ช่องบนผนังที่มียันต์สลักไว้เหมือนกัน
“เ้าคิดว่ายันต์พวกนี้เกี่ยวข้องกันรึเปล่า?” หานเหวินถาม
“บอกได้เลยว่าใช่! แต่ต้องหาวิธีจับคู่และวางตำราให้ถูกที่ถูกทางล่ะ ถึงจะเปิดทางลับนี้ได้” เจี้ยงหยวนตอบพลางยักไหล่ พร้อมกัดแขวะ “ดูท่าอาจารย์หยางจะแก่มากถึงมากที่สุด ถึงกับทำค่ายกลนี้ซับซ้อนจนศิษย์แทบตาย... หรือว่าจะอยากให้พวกเราฝึกสมองมากกว่าฝึกปรุงยา?”
หานเหวินขำ “ก็ได้ผลนะ เ้ายังมองออกด้วยหรือว่ายันต์พวกนี้หมายถึงอะไร?”
เจี้ยงหยวนเดินไปสำรวจลวดลายยันต์บนปกตำราแต่ละเล่ม “ยันต์แต่ละเล่มมีรูปแบบคล้ายกัน แต่มีความต่างนิด ๆ หน่อย ๆ เหมือนรหัสลับของอาจารย์ ที่บอกให้วางตำราในลำดับและตำแหน่งเฉพาะ”
“ลองดูที่ผนังสิ เ้ายันต์นั่นกับยันต์บนตำรานั่น มันมีจำนวนเส้นและทิศทางเหมือนกันเป๊ะ ๆ” หานเหวินชี้
“ถูกต้อง แต่เดี๋ยวก่อน!” เจี้ยงหยวนกางหนังสือออก พร้อมชี้ไปที่ตัวอักษรโบราณ “นี่คือคำใบ้ที่แท้จริง อาจารย์หยางไม่ได้อยากให้เราวางตำราแค่ตรงช่อง... แต่ต้องวางตาม 'ทิศทาง' และ 'ลำดับ' ของยันต์เหล่านี้ด้วย!”
หานเหวินเลิกคิ้ว “ทิศทางกับลำดับ?”
“ใช่! เหมือนกับหมากรุกที่ต้องวางถูกช่อง ถูกตาที่สุดเท่านั้น ถึงจะได้เปรียบ” เจี้ยงหยวนเปรียบเทียบพร้อมยิ้มกวน “แถมถ้าเล่นผิดตำแหน่ง อาจารย์แกคงหัวเราะอยู่ข้างหลังแล้วล่ะมั้ง”
ทั้งสองเริ่มพยายามจับคู่ยันต์บนปกตำรากับยันต์บนผนัง พลางหมุนตำราไปมาเพื่อหาทิศทางที่ลงตัวที่สุด
“อักษรโบราณบอกว่า ‘เส้นทางของหงเซียงต้องคดเคี้ยวเหมือนสายน้ำ’ แปลว่าเราต้องวางตำราให้มันเดินเป็เส้นโค้ง ไม่ใช่ตรง ๆ” หานเหวินพูดเสียงต่ำ
“ดีมาก หานเหวิน! นี่แหละเหตุผลที่ข้าบอกว่าอาจารย์แกอยากให้พวกเราทำงานสมองมากกว่าปรุงยา” เจี้ยงหยวนพูดพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์ แล้วทำท่าท้าทาย “มาเถอะ ลองวางตำราแบบนี้ แล้วถ้าพลาดละก็ ข้าจะฟ้องอาจารย์หยางว่า ‘พวกเ้ายังไม่ผ่านเกณฑ์ความเฉียบคมของสมอง’”
หานเหวินพยักหน้า แล้ววางตำราทีละเล่มตามลำดับที่ตีความจากยันต์และคำใบ้
พอวางเล่มสุดท้าย เสียงกลไกในผนังดังขึ้น “ครืดด...” แสงสีเงินวูบวาบไหลออกมาจากยันต์บนผนังและแท่นหิน
แท่นหินเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ เปิดเผยช่องลับที่มีปุ่มรูปดอกไม้โบราณ
“อาจารย์หยางนี้ ไม่ได้แค่แกล้งให้เราเหนื่อย แต่ยังทดสอบความใจเย็นและความละเอียดลอออีกด้วย” หานเหวินถอนหายใจ
เจี้ยงหยวนยิ้มแสบ “ข้าบอกแล้วไงว่าอาจารย์แกแก่เกินกว่าจะทำอะไรง่าย ๆ แบบนี้ ถ้าเป็ข้า ข้าคงลุกขึ้นมากวนอาจารย์แกให้เลิกแก่ซะั้แ่แรก”
หานเหวินหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ กดปุ่มดอกไม้
ประตูไม้โบราณค่อย ๆ เปิดออก เป็ห้องเก็บตำราเล็ก ๆ แต่ลึกลับ
....ในห้องเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวนี้ เงียบสงัดอย่างน่าขนลุก มีตำราวางไว้เพียง 5 เล่ม หานเหวินกับเจี้ยงหยวนยืนก้มหน้าจ้องตำราโบราณที่ราวกับซ่อนความลับที่หนักอึ้งเกินกว่าจะบรรยายเป็คำพูดได้ ความมืดและความเย็นจับจิตใจทั้งสองคนให้เยือกเย็น
หานเหวินหยิบตำราเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนและลายมือโบราณที่แทบจะเลือนลางตามกาลเวลา หน้าปกหนังสือทำจากหนังสัตว์เก่าแก่ ตราประทับสำนักอวิ๋นหลินประทับลึกด้วยหมึกทองคำจาง ๆ
หานเหวินพูดกับเจี้ยงหยวนว่า “นี่แหละ… ที่พวกเราตามหา”
หานเหวินค่อย ๆ เปิดหน้าตำราอย่างระมัดระวัง พร้อมอ่านเสียงเบา ๆ แต่ทุกตัวอักษรในนั้นกลับกลายเป็เหมือนคำสาปที่ซึมซับเข้าไปในหัวใจ
“ดอกหงเซียงสีดำ ไม่ใช่แค่สมุนไพรธรรมดา แต่มันคือ ‘คำสาปเื’ ที่ถูกปลุกด้วยน้ำตาของการทรยศและความเกลียดชังจากบรรพบุรุษผู้เคยสาบานปกป้องสำนัก”
เจี้ยงหยวนพึมพำเสียงเย็น “คำสาปนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำลายแค่ร่างกาย แต่มันทำลาย ‘ิญญา’ และ ‘ความทรงจำ’ ของผู้ถูกัั เหมือนมันค่อย ๆ กัดกร่อนจิตใจจนกลายเป็ความว่างเปล่า”
หานเหวินรู้สึกคล้ายถูกจับขังในห้วงมืด “ในตำราบอกว่าดอกไม้ดอกนี้เกิดจาก ‘น้ำตาสุดท้ายของผู้ทรยศ’ ที่ทิ้งรอยบาปลึกลงในสายเืของสำนักอวิ๋นหลิน...”
เจี้ยงหยวนเหลือบตามองกระดาษที่ฉีกมาจากสมุดบันทึกของเฒ่าฉีเตาที่พวกเขาถืออยู่ “ข้อความพวกนี้เป็กุญแจคำสาปที่เชื่อมโยงดอกหงเซียงสีดำ”
เสียงหัวใจของทั้งคู่เต้นแรง ราวกับมีเงามืดซ่อนอยู่ในห้องนั้นด้วย
“มันบอกว่าถ้าคำสาปนี้ถูกปลดปล่อย… สำนักอวิ๋นหลินจะ ‘ล่มสลาย’ อย่างไม่มีวันฟื้นคืน
เจี้ยงหยวนยิ้มเย็น “พูดง่าย ๆ คือ… พวกเรากำลังถือะเิเวลาที่พร้อมจะะเิใส่สำนักนี้ทุกเมื่อ ถ้าพวกเราไม่รู้จักใช้มันให้ถูกทาง”
หานเหวินสะดุ้งกับคำพูดนั้น “แล้วทำไมท่านเซียนน้ำตาถึงต้องซ่อนความลับนี้ไว้? ทำไมไม่ทำลายทิ้งซะ?”
เจี้ยงหยวนเลิกคิ้ว “ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักมาพร้อมกับความเ็ปที่ไม่มีใครอยากยอมรับ เห็นได้ชัดว่ามี ‘ใครบางคน’ ที่้าเก็บรักษาและปกป้องมัน เพื่อแลกกับราคาที่ใครก็ไม่อยากจ่าย”
เสียงลมหายใจราวกับกลายเป็สายลมเย็นะเืในห้องเล็ก ๆ
“นี่คือ ‘บาปโบราณ’ ที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านน้ำตาแห่งความทรยศ และพลังนี้ กำลังรอวันที่จะกลับมาสะกดสำนักให้อยู่ในเงื้อมมืออีกครั้ง”
เจี้ยงหยวนกระซิบ “และนั่นหมายความว่า ศัตรูที่แท้จริง อาจไม่ได้มาจากภายนอก แต่มาจาก ‘เงามืด’ ที่ซ่อนอยู่ในสำนักเอง”
หานเหวินจับมือสั่น “เราต้องหยุดมันให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม”
เจี้ยงหยวนสบตาอย่างมั่นใจ “อย่าลืม ถึงข้าจะกวน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาจริง และในครั้งนี้... ข้าจะเป็คนเผชิญหน้ากับเงามืดนั้นเอง”
ความเงียบครอบคลุมห้องเล็ก ๆ เหมือนเวลาหยุดเดิน ทั้งสองคนรู้ดีว่า นี่ไม่ใช่แค่การค้นพบ แต่เป็จุดเปลี่ยนชะตากรรมที่ไม่มีทางหวนกลับ
....เบื้องหน้าของหานเหวินและเจี้ยงหยวนนั่นคือกล่องกระจกแก้วครอบครัวลึกลับ ที่บรรจุดอกหงเซียงสีดำอันงดงามแต่เปี่ยมด้วยพลังอันลึกลับ
เจี้ยงหยวนหัวเราะกวนๆ พลางชี้นิ้วไปที่กลไกวงกลมที่ฝังอยู่ในแท่นหินใต้กล่องแก้ว “ไม่ใช่เื่ง่ายเลย ถ้าไม่วางสมุนไพร 5 ชนิดนี้ลงในตำแหน่งถูกต้องตามตำรา ต่อให้เทพเซียนก็ต้องก้มหน้าทำใจ”
หานเหวินค่อย ๆ หยิบสมุนไพรที่เตรียมมาวางทีละชิ้น บนช่องวงกลมอย่างรอบคอบและใจเย็น
“ชิ้นสุดท้าย...” เขาส่งเสียงเบา ๆ ขณะวางใบสุดท้ายลง
ทันใดนั้น กลไกภายในแท่นหินส่งแสงนวลเรืองรอง ไฟวิ่งผ่านลวดลายแกะสลักบนแท่นอย่างน่าพิศวง
แรงดันของพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นที่เคยขวางกั้นค่อย ๆ ลดระดับลง ดอกหงเซียงสีดำในกล่องแก้วเริ่มถูกเปิดออกด้วยความระมัดระวัง
เจี้ยงหยวนยิ้มมุมปาก “เห็นไหมล่ะ... ความลับระดับนี้ ไม่ใช่ของที่จะได้ง่าย ๆ”
หานเหวินหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนค่อย ๆ ยื่นมือจับดอกไม้ผ่านผิวแก้วที่เย็นเยียบ แต่ทันทีที่ัักลีบดอกไม้ สีดำสนิทแผ่พลังความเย็นะเืเข้าสู่ปลายนิ้วเขา
“อย่าปล่อยมือเด็ดขาด” เจี้ยงหยวนกระซิบ “นี่ไม่ใช่แค่ดอกไม้ แต่เป็คำสาปที่สามารถทำลายได้ทั้งสำนัก... และจิตใจของผู้”
เมื่อดอกไม้ถูกปลดผนึกและจับอยู่ในมือทั้งสอง พวกเขารีบเก็บไว้ในถุงผ้าลึกลับที่เจี้ยงหยวนเตรียมมาอย่างดี
เจี้ยงหยวนยิ้มกวน ๆ “รีบเผ่นกันดีกว่า เด็กน้อย! อย่ามัวแต่มอง!”
พวกเขาแล่นผ่านทางเดินแคบ ทางออกของหอปรุงยาพวกเขาต้องผ่านค่ายกลกลางคืนที่เปิดทำงานเต็มกำลัง ฝีเท้าทั้งสองเร็วขึ้น พร้อมทั้งความมุ่งมั่นที่จะหนีให้พ้น
ในที่สุด ทั้งคู่ทะลุประตูค่ายกลออกมาได้โดยหวุดหวิด หายใจถี่ ๆ ท่ามกลางสายลมหนาวเย็นในยามค่ำคืน
“นี่แหละ ความลับที่ซ่อนอยู่ในสำนักอวิ๋นหลิน... และดอกหงเซียงสีดำที่จะเปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล” หานเหวินพูดเสียงเบา
เจี้ยงหยวนยิ้มกวน “และข้าก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกอย่าง แม้ว่าจะต้องโดนพวกอาจารย์แก่ ๆ ด่าหูดับเป็ครั้งที่ร้อย”
ทั้งสองเดินห่างออกไปในเงามืด ทิ้งความลับและความหวังไว้เื้ั.
ในเงามืดของป่าไผ่ที่แผ่กิ่งก้านไหวไปตามลมเย็น หานเหวินและเจี้ยงหยวนหยุดยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงหายใจที่ราบเรียบท่ามกลางความเงียบสงัด
เจี้ยงหยวนลูบหลังคอแล้วทำหน้าเ้าเล่ห์ “เฮ้! ดูนายสิ หน้าบูดบึ้งเหมือนกินมะม่วงดิบทั้งหวีเลยนะ ข้าจะบอกให้... ถ้าข้าเป็นาย ข้าจะรีบเปลี่ยนหน้าก่อนที่พวกศิษย์แก่จะตามมาหาเื่อีก”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ แล้วยิ้มกวน ๆ “ข้าบอกเลยนะ วันนี้ข้าแต่งตัวดูดีสมกับเป็ศิษย์ขั้นสูง แถมยังหนีออกมาได้แบบนี้ เหมือนเทพเซียนผู้ชนะา แต่นายน่ะ... ดูเหมือนโดนหม้อข้าวหม้อแกงไล่ออกมาเลย!”
เจี้ยงหยวนหัวเราะเสียงดัง “ถ้านายยังทำหน้าหมองแบบนี้ ต่อไปข้าจะเรียกพวกหมาป่าไล่ล่าเ้าคนเดียวแน่! แต่ถ้าข้าไม่ช่วยนาย วันนี้คงได้กินมาม่าตุ๋นในป่าแทนข้าวสวยอร่อย ๆ แบบนี้”
เขาเดินวนรอบ ๆ พลางแซว “แต่ก็ไม่แปลกหรอกนะ ที่นายจะดูเหมือนคนถูกเตะตัดขา เพราะเวลาที่ใช้หนีออกมา ข้าน่ะทำงานหนักกว่าที่นายคิดเยอะ!”
หานเหวินถอนหายใจ แต่ก็อดยิ้มบาง ๆ ไม่ได้
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง หานเหวินกวาดมือวาดลวดลายพลังเซียนสีเงินวาบวับรอบตัว เขาปล่อยพลังเย็นเฉียบแผ่ซ่าน
มือของเขาเคลื่อนไหวช้า ๆ แต่นิ่งแน่วแน่ ส่งพลังเข้าสู่ร่างของเจี้ยงหยวน
เจี้ยงหยวนสบตาหานเหวิน ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ซีดลงจนหมดแรง
“ข้าขอโทษ...” หานเหวินเอ่ยเสียงแ่
เจี้ยงหยวนหลับตาลงอย่างสงบ ร่างล้มลงในเงามืดของป่าไผ่
หานเหวินถอนหายใจหนัก ใบหน้าเต็มไปด้วยความขัดแย้งและเศร้า
หยาดน้ำตาเล็ดรอดจากดวงตา ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ หายลับเข้าไปในความมืด.....