วันเวลาผ่านไปหลังจากกลับมาจากป่าเขตกลาง ตอนนี้ก็ผ่านไปแล้ว 2 เดือน หลิวจื้อโหยว ยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการศึกษาสมุนไพรต่างๆ ตามบันทึกในคำภีร์ปรุงยา ตอนนี้จะเรียกได้ว่าเขามีความสามารถในการปรุงยาเกินขอบเขตของผู้ฝึกหัดปรุงยาแล้วก็ว่าได้
การปรุงยาคือการนำสมุนไพรต่างๆตามตำรับยา มากลั่นตามอัตราส่วน จนเกิดเป็เม็ดยา แน่นอนว่านักปรุงยาทุกคนต้องใช้สมุนไพรจำนวนมากมายในการฝึกฝน ซึ่งก็เป็สาเหตุหนึ่งที่โลกนี้ขาดแคลนนักปรุงยาที่มีฝีมือดี
หลิวจื้อโหยวเก็บคำภีร์ปรุงยาแล้ว จึงมาสำรวจสมุนไพรระดับต่ำชนิดต่างๆที่ตัวเขามีอยู่ เขา้าปรุงยารักษาอาการาเ็และฟื้นฟูลมปราณ เพื่อจะให้การปรุงยาให้มีคุณภาพมากขึ้น ตอนนี้เขาปรุงยาได้บางชนิดแต่คุณภาพในการรักษายังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หลังจากทบทวนตำรับยาในคำภีร์ เขาจึงเลือก 2 ตำรับยาเพื่อมาฝึกหัดในการปรุงยา โดยคำนึงถึงวัตถุดิบที่ตัวเขามีในตอนนี้เป็หลัก
เขาได้เลือก ตำรับยาเม็ดลมหวน ที่มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูลมปราณ กับตำรับยาเม็ดเมฆขาว ที่มีคุณสมบัติรักษาอาการาเ็ ยาเม็ดลมหวนต้องใช้สมุนไพรระดับต่ำจำนวน 10 ชนิดในการกลั่น สวนยาเม็ดเมฆขาว ต้องใช้สมุนไพรระดับต่ำจำนวน 7 ชนิด ในการกลั่น
เมื่อศึกษาและจดจำขั้นตอนและวิธีกลั่นยาให้ขึ้นใจแล้ว หลิวจื้อโหยว จึงจัดการแยกสมุนไพรที่ต้องใช้สำหรับกลั่นยาทั้ง 2 ชนิด
โดยแบ่งได้ตำรับละ 10 ชุด
หลิวจื้อโหยว ยังไม่รีบร้อนที่จะเริ่มปรุงยา
เขากลับไปทบทวนขั้นตอนต่างๆในตำรับยาอีกครับเพื่อความแน่ใจ เพื่อป้องกันการผิดพลาด
ในที่สุดเขาก็เริ่มปรุงยา โดยเลือกที่จะปรุงยาเมฆขาวก่อน เพราะขั้นตอนและวิธีการง่ายกว่ายาเม็ดลมหวน เขาติดไฟและตั้งเตาปรุงยา เมื่อเตาร้อนเขาใส่สมุนไพรระดับต่ำลงไปตามอัตราส่วนและลำดับขั้นตอน ตามตำรับยาที่กล่าวไว้ในคำภีร์
ผ่านไปหลายชั่วยาม
ซี่ ซี่ ซี่
เสียงสมุนไพรระดับต่ำไหม้และส่งกลิ่นออกมาจากเตา
”ล้มเหลวอีกแล้ว นี้เป็ครั้งที่ 5 แล้ว”
หลิวจื้อโหยวคำรามเบาๆ
เขาหยุดกลั่นยาทันที่ เพราะตอนนี้เขาสูญเสียพลังลมปราณเป็จำนวนมาก หน้าเขาซีดขาว เหงื่อออกทั่วตัว
“เราทำตามขั้นตอนตามตำราบอกทุกอย่าง แต่ทำไมถึงไม่สามารถกลั่นยาให้สำเร็จได้”