วาสนาที่ไร้ใจ
ตอนที่ 2
…สิบปีก่อน ณ จวนแม่ทัพใหญ่
อปราชัยจากแคว้นทางเหนือที่เหิมเกริมตั้งตนเป็ปรปักษ์กับแคว้นใหญ่ แม่ทัพเว่ยนำทัพสู้รบจนมีชัย ฮ่องเต้ดีพระทัยพระราชทานยศเป็อ๋อง จัดงานเฉลิมฉลองให้กว่าสามราตรี
“หยางเอ๋อร์ เ้าพาลี่เอ๋อร์ไปดูหุ่นกระบอกตรงนู้นสิลูก” เว่ยฮูหยินบอกบุตรชายตัวเองให้พาบุตรสาวของสหายรักไปชมสิ่งที่คนวัยเด็กน่าจะเพลินตาเพลินใจมากกว่านั่งฟังผู้ใหญ่สนทนาเื่บ้านเมือง จะได้สร้างความสนิทสนมแก่เด็กทั้งสองไปในตัวด้วย
“ลี่เอ๋อร์อยากคอยพี่ใหญ่ก่อนเ้าค่ะ หยางหยางคอยอีกหน่อยได้หรือไม่” นางหันไปบอกกับเว่ยตงหยางหลังเอ่ยกับเว่ยฮูหยินแล้ว
ในขณะที่พี่ชายของนางกำลังคีบหมูผัดเปรี้ยวหวานใส่ปากอย่างไม่ลืมหูลืมตา จากนั้นก็ยกมือขึ้นโบกพัลวัน บอกเป็นัยๆ ให้นางและสหายของเขาไปดูหุ่นกระบอกก่อนได้เลย ทางนี้เพลิดเพลินกับรสชาติของคาวหวานจนจะสำลักอยู่รอมร่อ สำหรับหยวนเฟยหลงแล้วนั้น
“หยางหยาง ลี่เอ๋อร์ชอบอันสีแดงนั่น หยางหยางยกมันให้ลี่เอ๋อร์จะได้มั้ย” สาวน้อยหยวนซูลี่เอ่ยขอหุ่นกระบอกชิ้นสีแดงที่เพิ่งได้มาเป็ของรางวัลจากคณะการแสดง เนื่องจากเว่ยตงหยางสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับของล้ำค่าจากทะเลสาบตงไห่ได้ รางวัลหนึ่งชิ้นจึงตกเป็ของเขาและยื่นให้คุณหนูหยวนด้วยหนึ่งชิ้น
แต่นางกลับไม่พอใจแล้วเอ่ยสลับของรางวัลเสียนี่ เว่ยตงหยางก็ยิ้มแย้มแล้วยื่นส่งให้คนตัวน้อยด้วยความเต็มใจ และเอ็นดูในความน่ารักของหยวนซูลี่
“เ้าอยากได้สิ่งใดอีกหรือไม่ ถ้าอยากได้ข้าจะไปร่วมเล่นโยนลูกธนูลงกระบอกตรงนู้นมาให้อีก” เว่ยตงหยางเอ่ยถามเด็กสาวพร้อมพยักหน้าไปทางอีกฝั่งซึ่งกำลังท้าดวลโยนธนูลงกระบอก เพราะหากชนะก็จะได้ของรางวัลมาเพิ่มอีก
เมื่อเขาเห็นหยวนซูลี่ชอบอะไร เขาก็เต็มใจจะยกของที่คนขี้อ้อนชอบให้ได้เสมอ แม้ว่าของสิ่งนั้นจะเป็ของของเขาหรือต้องพากเพียรหามันมาก็ตาม
“ไม่แล้วเ้าเ้าค่ะ ลี่เอ๋อร์ได้แค่นี้ก็พอแล้ว” หยวนซูลี่เอ่ยบอกกับเว่ยตงหยางพร้อมส่งยิ้มเป็ประกายสดใส
เว่ยตงหยางเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูในความน่ารักและช่างเจรจาของสาวน้อย เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอามือลูบหัวของนางอย่างอ่อนโยนและยิ้มให้สตรีขี้อ้อนไปด้วย
…สามปีที่แล้ว
“ลูกไม่หมั้นขอรับ!” เว่ยตงหยางบอกปฏิเสธเสียงแข็ง
“อย่างไรเ้าก็ต้องหมั้น!” แม่ทัพเว่ยไม่ยอมแพ้บุตรชายเช่นกัน ตอบกลับเสียงเข้มไม่ต่างจากเว่ยตงหยางเลย
สองพ่อลูกพูดคุยกันเื่การหมั้นหมายระหว่างสองตระกูลใหญ่มาหนึ่งชั่วยามกว่าๆ แล้ว แต่ก็ยังไม่มีการยินยอมและข้อยุติจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม่ทัพเว่ย้าให้บุตรชายของตนและบุตรสาวของสหายได้หมั้นหมายกัน เพื่อเกื้อหนุนงานในราชสำนักให้มั่นคง
เว่ยตงหยางหันหน้าไปมองมารดาของเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ ให้เกลี้ยกล่อมบิดาช่วยเขาหน่อย เขาเบื่อที่จะเถียงแล้ว และรู้ว่าถ้าเถียงต่อไปโดยไม่มีเสียงสนับสนุนก็คงไม่จบแน่ๆ
ชายหนุ่มจึง้าให้มารดาเอ่ยอะไรสักอย่างออกมา และเอนเอียงมาทางเขา เสียงของตัวเองก็จะเป็ต่อบิดา สองต่อหนึ่งเสียง ชนะขาดลอย
“เฮ้อ ท่านพี่เ้าเ้าคะ” พอเว่ยฮูหยินเห็นสายตาขอความช่วยเหลือจากบุตรชาย นางก็อดไม่ได้ที่จะออกเสียงเพื่อยุติการโต้แย้งระหว่างสองพ่อลูกลง
“...” เว่ยตงหยางหันไปอมยิ้มและยักคิ้วให้บิดาเป็การเยาะเย้ย
“...” แม่ทัพเว่ยก็หันไปส่งสายตาอ้อนๆ ให้ฮูหยิน
“ท่านพี่ไม่ต้องรอให้หยางเอ๋อร์ตอบรับหรอกเ้าค่ะ เพราะถึงลูกจะบอกว่าไม่อย่างไร เขาก็ต้องหมั้นกับลี่เอ๋อร์เพื่อไม่ให้ตำแหน่งซื่อจื่อตกไปอยู่ในมือของคุณชายรองอยู่ดี”
“ท่านแม่!” เว่ยตงหยางทำเสียงประท้วงคำพูดของมารดา ด้วยเพราะเว่ยฮูหยินยกเื่ตำแหน่งซื่อจื่อมาเป็ข้อต่อรอง
“ฮ่าๆ ตกลงตามนี้” แม่ทัพเว่ยหัวเราะเยาะเว่ยตงหยาง และเดินมาโอบเอวภรรยาพาเดินหนีบุตรชายออกจากห้องโถงกลางเรือนใหญ่ไป
ส่วนเว่ยตงหยางก็โมโหบิดามารดาของเขาที่บังคับให้เขาหมั้นกับคนที่ตัวเองไม่ชอบ พาลไปโกรธตัวต้นเหตุที่ต้องหมั้นกับเขาด้วย สตรีไร้มารยาทนั่นคงมาออดอ้อนขอบิดากับมารดาให้เขาหมั้นกับตน ส่วนบิดามารดาก็คงเห็นดีเห็นงามเพราะหยวนซูลี่เป็บุตรสาวของสหายรัก และมีส่วนเกื้อหนุนในงานราชการอยู่ไม่น้อย เลยตกลงให้เขาหมั้นกับนางซึ่ง้าผูกมัดเขาไว้ด้วยสถานะคู่หมั้นที่น่ารำคาญนี่
เว่ยตงหยางได้แต่ข่มอารมณ์โมโหของตัวเองเอาไว้ และเดินออกจากจวนหลังใหญ่ไปหาที่สงบสติอารมณ์