ผู้ใหญ่บ้านซื้อไก่ย่างหนึ่งตัวและเหล้าแรงหนึ่งไห เมื่อกลับถึงหมู่บ้านก็ขึ้นเขาไป ไม่รู้ว่าขึ้นไปรายงานเื่นี้ให้สหายเก่าที่ล่วงลับไปแล้วฟังหรือไม่
คนตระกูลหลี่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อได้เห็นหนังสือสัญญาต่างก็มีความสุขยิ่งนัก
ทุกคนต่างก้าวเข้าไปดูและัั จากนั้นก็ยิ่งกระตือรือร้น ทุ่มเทให้กับการทำความสะอาดบ้านใหม่ด้วยความเบิกบานใจ
ห้องด้านตะวันออกของเรือนหลักเป็ที่พักของแม่เฒ่าหลี่และเจียอิน ส่วนห้องด้านตะวันตกเป็ที่พักของเจียเหรินและพี่น้อง
สำหรับห้องทางทิศใต้ของเรือนปีกตะวันออกยกให้สามีภรรยาหลี่เหลาเอ้อร์ ในขณะที่ห้องทางทิศเหนือยกให้หลี่เหลาซาน
และห้องทางทิศใต้ของเรือนปีกตะวันตกยกให้หลี่เหลาซื่อกับเถาหงอิง ส่วนห้องทางทิศเหนือถูกปิดไว้เพื่อใช้เป็ห้องเก็บของชั่วคราว
ห้องเล็กสองห้องด้านข้างแบ่งเป็ห้องสำหรับชายและหญิงเพื่อใช้ล้างหน้าแปรงฟันอาบน้ำ อีกทั้งยังสามารถใช้ตากชุดชั้นในและของจำพวกนั้นได้ด้วย
ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วนใจเมื่อต้องพักอาศัยอยู่ร่วมกันหลายคน
ฤดูหนาวในเมืองหลวงไม่ถือว่าอบอุ่น ดังนั้นในทุกห้องจึงมีเตียงเป็เตียงดินเผาให้ความร้อน ซึ่งทำให้คนตระกูลหลี่ยิ่งพึงพอใจมากขึ้น
หลี่เหลาเอ้อร์เดินตามหลังมารดา พร้อมกับรีบจดรายการสิ่งของที่จำเป็ออกมา
เสื่อปูเตียงดินเผา กระดาษติดหน้าต่างใหม่ น้ำมัน เกลือ น้ำปรุง น้ำส้มสายชู ข้าว แป้ง ธัญพืช น้ำมันพืช อ่างดินเผา ถังดินเผา แทบทุกอย่างต้องซื้อเพิ่มทั้งสิ้น
แม่เฒ่าหลี่รับตัวเจียอินมาอุ้ม แล้วนำเงินมอบให้เถาหงอิงกับจ้าวอวี้หรู โดยมีหลี่เหลาซื่อและเจียอี้ตามไปด้วย เพื่อรีบเข้าไปในเมืองเพื่อเลือกซื้อของ
เจียอินช่วยอะไรไม่ได้ จึงพยายามไม่สร้างความวุ่นวาย เวลาปวดปัสสาวะหรือหิวก็จะส่งเสียงอ้อแอ้เบา ๆ หากเบื่อมากก็นอนหลับไป
ความว่านอนสอนง่ายเช่นนี้ ทำให้แม่เฒ่าหลี่และคนในครอบครัวยิ่งมีความสุข ใครเดินผ่านมาก็ต้องขอหอมแก้มเล็ก ๆ ของนาง
ตระกูลหลี่วุ่นวายกันขนาดนี้ ย่อมเกิดเสียงดังไม่น้อย คนในหมู่บ้านจึงได้ยินเื่นี้เข้า
หญิงสามคนที่กลับจากนา มารวมตัวกันพูดคุยซุบซิบอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
“ข้าได้ยินภรรยาผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ในเรือนหลังใหญ่ที่ตีนเขามีคนย้ายเข้าไปอยู่แล้ว”
หนึ่งในหญิงเ่าั้พักอยู่ข้างบ้านผู้ใหญ่บ้าน จึงรีบแบ่งปันเื่ราวที่เพิ่งได้รับรู้มาให้คนอื่นฟัง
“เรือนหลังนั้นถูกซื้อไปแล้วหรือ? ใช้เงินไปเท่าไหร่กัน? ช่างใจกล้าจริง ๆ พวกเขาไม่รู้หรือว่าจางเหล่าขุยตายอย่างไร?” บางคนอุทานด้วยความใ
“ได้ยินว่าหนึ่งร้อยตำลึงเชียวนะ ครอบครัวนั้นจ่ายเงินไปโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาเลย”
หญิงผู้นั้นทำท่าทางตื่นเต้น ราวกับว่านางอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่แม่เฒ่าหลี่จ่ายเงินด้วยตัวเอง
“ครอบครัวนี้รวยจริง ๆ แม้เรือนหลังนั้นจะมีเื่เล่าชวนขนลุกอยู่บ้าง แต่ก็เป็เรือนที่ดีอย่างแท้จริง ได้ยินว่าตอนที่จางเหล่าขุยสร้างต้องใช้เงินกว่าหนึ่งร้อยตำลึง ตอนนี้รวมที่ดินอีกสิบหมู่แต่ราคาแค่หนึ่งร้อยตำลึง คนที่มาใหม่ได้กำไรเห็น ๆ !”
“นั่นสิ ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าครอบครัวนั้นเพิ่งมาพึ่งพิงญาติในหมู่บ้านเราเมื่อวาน แต่ญาติไม่ยอมรับพวกเขา พวกเขาจึงต้องซื้อที่พักเอง ไม่รู้ว่าญาติบ้านไหนตาบอด ถึงได้ปฏิเสธญาติที่รวยขนาดนี้ให้พ้นประตูบ้าน”
ภรรยาของหลิวเถี่ยจู้ที่ยืนอยู่ไม่ไกล เมื่อได้ยินแล้วใบหน้าก็เปลี่ยนสีจากเขียวเป็แดง รู้สึกเสียดายจนลำไส้แทบจะกลายเป็สีเขียว
นางหันหลังแล้วรีบวิ่งไปยังเรือนที่ตีนเขาทันที...
คนตระกูลหลี่กำลังวุ่นวายกันอย่างขะมักเขม้นอยู่ด้านใน พื้นหินสีเขียวถูกฉีดล้างด้วยน้ำจนสะอาดสะอ้าน ดูสดชื่นสบายตา
ภรรยาของหลิวเถี่ยจู้ยืนมองอยู่นานจนิญญาล่องลอย ไม่รู้ตัวเลยว่ากลับบ้านมาได้อย่างไร
ขณะนั้นสะใภ้กัวกำลังก่อไฟทำอาหาร ระหว่างที่กำลังจะอ้าปากด่าลูกสะใภ้ที่ี้เี ก็ได้ยินว่าตระกูลหลี่ซื้อเรือนด้วยเงินหนึ่งร้อยตำลึง
นางะโพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที
“เป็ไปไม่ได้ ตระกูลหลี่รวยขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่!”
หากรู้เช่นนี้ เมื่อวานพวกเขาควรจะประคบประหงมคนตระกูลหลี่ให้ดี ต่อให้ต้องไล่ไปก็ควรหลอกเอาเงินออกมาก่อน!
“ไปดูทางนั้นกัน!”
สะใภ้กัวคิดอย่างไรก็ไม่ยอมแพ้ แม่เฒ่าหลี่เป็ป้าของพวกเด็ก ๆ ตอนนี้ร่ำรวยแล้ว จะปล่อยให้หลานชายลำบากได้อย่างไร?
นางต้องรีดเงินจากมือแม่เฒ่าหลี่ออกมาให้ได้!
หลิวเถี่ยจู้และหลิวไหลฝูก็คิดเช่นเดียวกัน ทั้งครอบครัวจึงมุ่งหน้าไปยังตีนเขาอย่างพร้อมเพรียง
“ไอ้หยา พี่หญิง ท่านนี่ก็นะ ทำไมจากไปโดยไม่บอกพวกเราสักคำ เมื่อเช้านี้ข้ายังสั่งให้ลูกสะใภ้ทำกับข้าวไว้ให้พวกท่านเลย พอเปิดประตูมาพวกท่านก็หายตัวไปเสียแล้ว”
ทันทีที่เข้าเรือน สะใภ้กัวก็รีบเข้าไปประจบแม่เฒ่าหลี่ ท่าทางกระตือรือร้นกว่าเมื่อวานหลายเท่าตัว
แม่เฒ่าหลี่ปรายตามองนางแวบหนึ่ง แล้วตอบกลับอย่างเ็า “พวกเ้าไม่ได้กลัวว่าพวกข้าจะเกาะบ้านเ้าหรือ?”
สะใภ้กัวรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่ยังคงหน้าด้านแก้ตัว
“พี่หญิงเข้าใจผิดแล้ว ท่านก็เห็นว่าบ้านเราจน มีห้องอยู่เพียงไม่กี่ห้อง ข้าก็แค่กลัวว่าพี่หญิงจะรังเกียจเท่านั้นเอง”
พูดจบนางก็กวาดสายตามองเรือนหลังใหญ่ด้วยความโลภ แล้วถามว่า “พี่หญิง ข้าได้ยินว่าท่านซื้อเรือนหลังนี้แล้วหรือ? ไอ้หยา ที่นี่รกเหลือเกิน ต้องจัดระเบียบใหม่หมด ข้าจะให้เถี่ยจู้และพวกเขาช่วยจัดการให้”
หลิวเถี่ยจู้และพวกทำทีเป็ถกแขนเสื้อขึ้นเพื่อช่วยงาน แต่สายตากลับจับจ้องอยู่ที่ห่อสัมภาระของตระกูลหลี่
ประจวบเหมาะกับที่หลี่เหลาซื่อและเถาหงอิงกลับมาจากข้างนอก เมื่อเห็นคนตระกูลหลิวอยู่ที่นี่ ต่างก็มีสีหน้าไม่ดี
หลี่เหลาซื่อไล่ตะเพิดทันที “พวกเราไม่้าความช่วยเหลือจากพวกเ้า รีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
เดิมทีหลิวไหลฝูก็ไม่ชอบขี้หน้าหลี่เหลาซื่ออยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดนี้ ความริษยาและความไม่ยินยอมในใจก็ปะทุขึ้นราวกับไฟ
“ก็แค่ซื้อเรือนหลังหนึ่ง เ้ามีอะไรน่าภูมิใจนัก? ข้าจะบอกพวกเ้าให้ บ้านเราอยู่ที่หมู่บ้านนี้มาสิบกว่าปีแล้ว หากกล้าล่วงเกินบ้านเรา พวกเ้าไม่มีทางใช้ชีวิตในหมู่บ้านนี้ได้อย่างสงบสุขแน่!”
เจียอินเพิ่งถูกเถาหงอิงอุ้มขึ้นมา ยังคงงัวเงียจากการนอน พอได้ยินคนตระกูลหลิวะโโวยวายเช่นนี้ ก็ยิ่งรู้สึกรำคาญ
นางจึงรวบรวมแรงที่มีะโร้องไห้ออกมาเสียงดัง!
เื่นี้ราวกับไปแหย่รังแตน คนตระกูลหลี่ทิ้งงานในมือแล้วกรูกันเข้ามาทันที
“ฝูหนิ่วเป็อะไรไป? ใหรือ?”
“ต้องใแน่ ๆ เพิ่งตื่นมาก็ได้ยินเสียงหมาเห่า!”
แม่เฒ่าหลี่เองก็ปวดใจยิ่งนัก เดิมทีนางยังมีความใจอ่อนให้ตระกูลหลิวอยู่บ้าง แต่มันหายวับไปในทันที
นางอุ้มหลานสาวพลางปลอบโยน พร้อมกับชี้ไปที่ประตูใหญ่เพื่อไล่คน
“รีบไปเสีย ต่อไปไม่ต้องมาอีก เมื่อคืนข้าบอกแล้วว่าหลิวเกินตายแล้ว เราสองครอบครัวตัดขาดกันแล้ว”
“ยายแก่! เ้ากล้าไล่ใคร!”
หลิวไหลฝูอารมณ์ร้อน เงื้อมือจะตบแม่เฒ่าหลี่ แต่ถูกหลี่เหลาซื่อคว้าหมับเข้าที่แขนก่อน
หลิวไหลฝูร้องลั่นด้วยความเ็ป เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผากทันที
สะใภ้กัวคิดจะเข้าไปช่วยลูกชาย แต่ถูกสายตาของหลี่เหลาซื่อข่มจนไม่กล้าขยับเขยื้อน
หลิวไหลฝูเจ็บจนแทบจะสลบ ในขณะที่กำลังมึนงงและรู้สึกราวกับว่าแขนของตนหักแล้ว หลี่เหลาซื่อจึงสะบัดเขาออกอย่างแรง
“ไสหัวไป! อย่าให้ข้าเห็นหน้าเ้าอีก!”
คนตระกูลหลิวรีบเข้าไปพยุงหลิวไหลฝู แล้ววิ่งโซเซออกไปจากบ้าน
เจียอินรู้สึกสะใจยิ่งนัก จึงถ่มน้ำลายใส่แผ่นหลังของพวกเขา
น่าเสียดายที่นางไม่มีแรง น้ำลายจึงไหลย้อยตามมุมปาก ตกลงบนคอของตัวเองแทน
พอดีกับที่แม่เฒ่าหลี่และหลี่เหลาซื่อเห็นฉากนี้เข้า จึงพากันหัวเราะร่า
“ไอ้หยา ฝูหนิ่วบ้านเราเก่งจริง ๆ รู้จักถ่มน้ำลายแล้วด้วย!”
“อย่าเห็นว่าฝูหนิ่วยังเล็กนะ นางแยกแยะได้ว่าใครดีใครชั่ว!”
ทุกคนต่างหัวเราะและหยอกล้อเจียอิน จนทำให้นางหน้าแดง
แม่เฒ่าหลี่โบกมือ พร้อมกำชับลูกหลาน
“ครอบครัวเรามีที่ซุกหัวนอนแล้ว ต่อไปอาจจะมีทั้งเื่ดีและเื่ร้ายเข้ามา แต่พวกเราต้องมีความมุ่งมั่น ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้ชีวิตความเป็อยู่ดีขึ้น!”
คนตระกูลหลี่ขานรับพร้อมกัน “ท่านแม่ไม่ต้องห่วง พวกเราจะตั้งใจทำงาน!”
“ท่านย่า พวกเราก็จะเชื่อฟัง”
เมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน บ้านใหม่ก็ถูกจัดระเบียบจนสามารถเข้าอยู่ได้
เถาหงอิงต้มโจ๊กหม้อใหญ่ ใส่ผักป่าและฉีกไก่ย่างที่ซื้อมาจากในเมือง เพียงเท่านี้มื้อแรกของบ้านใหม่ก็เสร็จสิ้น
ทุกคนล้อมวงนั่งด้วยกัน หากมองข้ามท่าทางน่ารังเกียจของอู๋ชุ่ยฮวาและอู๋เอ้อร์โก่วที่แย่งไก่ย่างกันไป
ทุกคนต่างก็รู้สึกสบายใจอย่างที่สุด
หลังจากรอนแรมหนีตายมาเกือบสองเดือน ในที่สุดก็มีบ้านเสียที
เมื่อเห็นว่ากำลังจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง คนตระกูลหลี่ไม่มีเวลามาซาบซึ้งมากนัก เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาจึงเริ่มวุ่นวายกับการทำงานต่อทันที