บัณฑิตหลงยุคกับจอมยุทธบ้าพลัง

    บทที่ 2

    หลังจากได้ทานซาลาเปาไส้หมูของโปรดแล้ว บัณฑิตหนุ่มก็กลับไปนั่งเรียบร้อยอยู่ที่ด้านหลังเคาน์เตอร์เช่นเดิม และรอผู้สนใจเข้ามาสมัครเรียนอย่างมีความหวัง‘ที่จริงจะเป็นใครก็ได้เถอะที่จะมาจ้างเรา แค่ให้เขียนจดหมายเล็กๆน้อยๆก็ยังดี เราก็ไม่ได้คิดเงินแพงแท้ๆ พวกชาวบ้านจะไปเสียเงินจ้างคนตัวหนังสือสวยๆราคาแพง แถมรอนานอีกทำไมกันนะ เฮ้อ!’ เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มต้องถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย แต่จู่ๆจางซานก็เบิกตากว้างเหมือนว่าเขาจะนึกอะไรออก ชายหนุ่มหยิบสมุดโน๊ตปกหนาสีน้ำตาลที่อยู่ตรงหน้าออกมาเปิดไปที่หน้าว่าง พร้อมกับจับดินสอเตรียมจดอะไรบางอย่างลงไป‘อืม...จะเริ่มเขียนอะไรก่อนดีนะ?’ ชายหนุ่มพิจารณาในใจเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มต้นเขียน ‘ไดอารี่ การย้อนเวลาของลู่จิ้นเหอ วันที่ 1 ศักราชเฟยซุ่ยปีที่ 3550 ก่อนวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ 3 วันนับจากวันแรกที่ผมมาถึงยังเมืองหยุนไห่ ในปีศักราชเฟยซุ่ยที่ 3549 จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาประมาณ 10 เดือนแล้ว เรื่องราวดีร้ายมากมายเกิดขึ้นมาในชีวิต แต่ยังไงผมก็ยังต้องสู้ต่อไป ที่เพิ่งมาเริ่มเขียนไดอารี่ในวันนี้ก็คงเพราะเพิ่งจะว่างละมั้ง และคงต้องย้อนไปเริ่มต้นว่าผมมาที่นี่ได้ยังไง ผมลู่จิ้นเหอ อายุ 25 ปี เป็นเจ้าหน้าที่ภัณฑารักษ์ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ขณะที่ผมกำลังปีนนั่งร้านขึ้นไปตรวจสอบรอยแตกเสียหายที่ด้านหลังเศียรของรูปหล่อสำริดเทพเจ้าแห่งกาลเวลา สูงเท่ากับตึก 4 ชั้น ที่เพิ่งขนส่งมาถึงพิพิธภัณฑ์ตอนตี 3 ซึ่งตอนนั้นผมกำลังง่วงมากๆเลยพลัดตกลงมาหัวกระแทกพื้น เสียชีวิต ผมมั่นใจว่าตัวเองตายแล้วนะ แต่สุดท้ายก็ไม่ตาย จริงๆก็ตายนั่นแหละ แต่วิญญาณมันดันลอยไปเข้าร่างเด็กหนุ่มอายุ 18 ที่ชื่อจางซานที่น่าจะตายไปแล้วนี่สิ แถมไม่พอตอนที่ฟื้นขึ้นมาตัวผมกำลังนอนอยู่ในโลงศพพอดีอีกด้วย โชคยังดีที่ไม่ถูกฝังทั้งเป็น จากนั้นผมก็มีชีวิตอยู่ต่อในฐานะจางซาน คนรับใช้ประจำตัวจางเลี่ยงหวง ผู้อาวุโสเจ็ด แห่งสำนักบัณฑิตผิงจิ้งเต๋อ สำนักบัณฑิตชื่อดังติด 1 ใน 3 อันดับแรกของแคว้นสุ่ยเลยทีเดียว สำนักแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขาไป๋หลงซาน ที่อยู่ในการดูแลของเมืองเล็กๆ ชื่อเมืองหยุนไห่ ผมที่มีทั้งความทรงจำ และร่างกายที่แข็งแรงของจางซานทำให้สามารถทำงานในหน้าที่คนรับใช้ได้อย่างชำนาญทันทีที่พักฟื้นหลังออกมาจากโลงศพได้ แม้ว่าในชีวิตก่อนจะเคยอยู่อย่างสุขสบาย ใช้ชีวิตวัยรุ่นชิลๆ เรียนหนังสือสาขาที่ชอบ จบมาทำงานที่รักในพิพิธภัณฑ์ แต่ก็สามารถปรับตัวได้ในที่สุด แม้ว่าคนในยุคสมัยนี้ที่คนในอนาคตเรียกว่ายุคมหาสงคราม จะมีการแบ่งชนชั้นชัดเจน แต่เหล่าบัณฑิตทุกคนในสำนักผิงจิ้งเต๋อก็ไม่เคยกดขี่รังแกบ่าวรับใช้เหมือนกับในละครหลังข่าวสักนิด แถมถ้าหากบ่าวคนไหนมีพรสวรรค์อ่านออกเขียนได้ดี ยังสามารถยกฐานะกลายมาเป็นศิษย์ได้อีกด้วย แต่ความสงบสุขจากการเรียนรู้วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ของผมก็ต้องจบลง เมื่อ…’ บัณฑิตหนุ่มเขียนได้ถึงตรงนี้ ตัวเขาก็ต้องหยุดลงเพราะมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในสำนักพอดี พวกเขามีด้วยกัน 5 คนแต่งตัวด้วยชุดคลุมสีขาวแบบบัณฑิตเช่นเดียวกับจางซาน เพียงแต่ว่ามัดมวยผมกลางศีรษะนั้นมีปิ่นหยกประดับอยู่ บัณฑิตทั้งห้าคนกวาดสายตามองไปทั่วทั้งสำนักหยุนหลงด้วยท่าทางเชิดหยิ่ง และสุดท้ายพวกเขาก็เหลือบสายตามองต่ำมายังเจ้าสำนักหนุ่มเป็นสายตาเดียว“เจ้าคือจางซานอย่างนั้นรึ?”บัณฑิตหนุ่มที่ท่าทางเหมือนกับจะเป็นหัวหน้ากลุ่มเป็นคนเอ่ยขึ้น“ข้าจางซาน ไม่ทราบว่าพวกท่านมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้รึขอรับ?” จางซานประสานมือคารวะแล้วกล่าวถามตามมารยาท แม้ความรู้สึกจะบอกว่าพวกบัณฑิตเหล่านี้มาหาเรื่องเขามากกว่า“ไม่ได้มีธุระสำคัญอะไรหรอก ข้าแค่บังเอิญผ่านมาทางนี้ และเห็นป้ายมากมายติดอยู่ด้านนอก จึงเข้ามาที่นี่เพื่อชื่นชมสำนักสอนหนังสือเปิดใหม่เท่านั้น” บัณฑิตหล่อเหล่าผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มกล่าวบอกจุดประสงค์“เอ่อ...ถ้าอย่างไรเชิญพวกท่านนั่งพักก่อน ข้าจะขอเลี้ยงน้ำชาท่านแขกผู้มีน้ำใจมาเยี่ยมเยือนสักหน่อยเป็นอย่างไร” จางซานรีบต้อนรับรับด้วยอัธยาศัยไมตรี แม้ว่าด้วยตาเจ้าเล่ห์ของเหล่าบัณฑิตนั้นจะจับจ้องมาที่ตัวเขาตาไม่กระพริบเหมือนดูตัวประหลาด“ไม่ดีกว่า! ข้าไม่อยากรบกวน ถ้า...” แขกผู้มาเยือนตอบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่เขายังไม่ทันจะกล่าวจบ ก็มีเสียงกล่าวแทรกขึ้นมาก่อน“คุณชายจูเกาไม่ดื่มชาราคาถูกของเจ้าหรอกนะ จางซาน!” บัณฑิตลูกไล่หน้าตาจืดจางตะโกนโพล่งขึ้นมา จนทุกคนถึงกับหันไปมองอย่างไม่เข้าใจ เหมือนว่ามุขนี้จะไม่ได้เตี๊ยมกันไว้ก่อน เมื่อเจ้าสำนักได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับโกรธทันที เขาไม่คิดว่าผู้มาเยือนจะไม่ไว้หน้าเขาเช่นนี้ เพราะถ้ารังเกียจกันนักก็ไม่ควรจะเหยียบย่ำเข้ามาตั้งแต่แรก แต่ถึงอย่างไรจางซานก็ยังคงไม่อยากมีเรื่องกับกลุ่มคนตรงหน้า เขาได้แต่เก็บอารมณ์โกรธเอาไว้พร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ หลังจากที่ได้ยินคำกล่าวไม่สุภาพของลูกน้องตัวเอง จูเกาก็รีบพูดเปลี่ยนสถานการณ์ในทันที เพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ของตัวเองต้องขายหน้าไปกว่านี้ แม้จะอยู่ต่อหน้าผู้ที่ดูต่ำต้อยกว่าอย่างจางซาน“นี่ ไม่เอาน่า อย่าได้กล่าวว่าเจ้าของบ้านเขาเช่นนั้น ทั้งที่เรายังไม่ได้ลองชิมชาของเขาด้วยซ้ำ ข้าต้องขออภัยแทนสหายด้วยนะ ถ้าเช่นนั้นขอตัวก่อน” น้ำเสียงที่ตำหนิลูกน้องของบัณฑิตต่างสำนักนั้นฟังดูไม่จริงจังเอาเสียเลย และหลังจากที่พวกเขาออกไปก็ยังหัวเราะสะใจเสียงดังอย่างเยาะเย้ย ซึ่งจางซานก็ได้ยินมันชัดเจน แต่ก็ถือว่าโชคดีที่คนเหล่านั้นไม่ได้อยู่นานไปกว่านี้ เพราะว่าเพียงบัณฑิตทั้งห้าลับสายตาไป ด้านหลังร้านก็เกิดเสียงโครมครามเหมือนกับใครโยนข้าวของ และจากนั้นครู่เดียวชายผิวคล้ำก็โผล่พรวดผ่านม่านกั้นประตูหลังเข้ามาในร้าน พร้อมกับมีดผ่าฟืนเล่มโตในมือของเขา“เฮ้ย! นั่นเจ้าจะทำอะไร หลี่ซื่อ!” จางซานร้องเรียกทันทีที่เห็นเพื่อนอของเขาถือมีดเล่มโต และกำลังจะวิ่งออกจากหน้าร้านไป“ข้าจะไปสั่งสอนพวกมัน! มันหยามเกียรติสำนักเราถึงเพียงนี้ คิดว่าตัวเองใหญ่โตคับฟ้ามาจากไหนรึไงกัน!” หลี่ซื่อโพล่งความในใจออกมาเสียงดัง“พอๆ หยุดเลย วางมีดลงก่อน! เจ้าไปทำอย่างนี้ที่ด้านนอกก็มีแต่ต้องกลายเป็นผิด ใช้สติใจเย็นๆสหายข้า” บัณฑิตหนุ่มรีบเข้าไปขวางหน้าบ่าวรับใช้พร้อมกับจับแขนเขาไว้แน่นไม่ให้ไปไหน แต่แววตาของเขาก็ยังเต็มไปด้วยความเศร้าสลด“บัดซบ!” หลี่ซื่อได้แต่ก้มหน้าพร้อมกำหมัดแน่นอยู่อย่างนั้น ชายหนุ่มแทบทนไม่ได้ที่มีคนมาลบหลู่สำนักที่เป็นดั่งความหวังสุดท้ายของผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว แววตาโกรธเกรี้ยวยังไม่อาจลบเลือนไปได้ง่าย แม้ว่าภายในสำนักหยุนหลง ชายหนุ่มทั้งสองจะเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ จากความไร้ซึ่งปัญญาที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้สำนักได้ แต่ทางด้านชายป่าตะวันตกของเมืองหยุนไห่ เหล่าผู้ชอบใช้แต่เพียงพละกำลังแก้ไขปัญหากลับหัวเราะยินดีสุดเสียง“ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ” ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่บึกบึน 5 คนกำลังเดินไปด้วย หัวเราะไปด้วยอย่างสะใจ และมีความสุขในแบบของตัวเอง“พวกมันนี่โง่จริงๆเลยนะลูกพี่ อ้างตัวเองเป็นจอมยุทธผู้ผดุงคุณธรรม ผ่านศึกมานับไม่ถ้วน แต่กลับถูกหลอกง่ายๆ จนไปไกลเกือบถึงชายแดนตะวันตกโน่น! ฮ่าๆๆ” ชายร่างผอมในชุดชาวบ้านเก่าๆหันไปกล่าวกับชายร่างใหญ่หัวล้านวัยกลางคนที่แต่งกายคล้ายๆกัน“ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ สุดท้ายแผนการที่เราวางเอาไว้ก็จะสำเร็จในวันพรุ่งนี้ แล้วพวกเราก็จะรวย ฮ่าๆๆ” ชายหัวล้านตอบกลับอย่างสะใจ“กองโจรไฮ่หลาง ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เหนือใครทั้งปวง ฮ่าๆๆ” ชายตัวอ้วนด้านหลังสุดตะโกนดีใจด้วยเช่นกัน“เฮ้ย! หุบปากเลยไอ้อ้วน นี่ใกล้จะถึงเมืองหยุนไห่อยู่แล้ว ถ้ามีใครมาได้ยินจะสงสัยเราได้” หัวหน้ากลุ่มหันไปต่อว่า“อ่า...ขออภัยขอรับลูกพี่ แหะๆ” ชายอ้วนถึงกับตอบรับหน้าจ๋อย