ตอนที่ 109 บุตรคนที่สามของมหาเสนาบดีซานโดซ่า
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมืองเซลโล่เป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรฮาดา อย่างน้อยๆ มันก็ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นเมืองที่มีทรัพยากรถึงสี่เหมืองที่มีชื่อเสียง
ผู้คนทั้งเมืองหายไปในคืนเดียวแบบนี้ทางการย่อมต้องส่งคนมาตรวจสอบ
เฟิร์สที่ตรวจสอบความทรงจำของผู้ที่เดินทางเข้ามาในเมือง เขาก็ได้รู้ว่าอาณาจักรได้ส่งดยุกถึงสามท่านเดินทางมาที่นี่ เขาจึงตัดสินใจที่จะไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไป
“ดยุกสามคนนั้นอาจจะไม่เป็นปัญหาสำหรับฉันในตอนนี้ แต่เกรงว่าพวกเขาจะไม่ได้มากันสามคนดังที่มีข่าว เมืองเซลโซ่ถูกโจมตีขนาดนี้อาณาจักรจะต้องส่งคนระดับขอบเขตราชวงศ์มาอย่างแน่นอน”
“ขอบเขตราชวงศ์คงมีพลังไม่ต่างไปจากสัตว์ประหลาดเฒ่านั่น แต่ที่จะต่างออกไปคือพวกเขาจะค้นหาและพบกับที่ซ่อนของฉัน ต่อให้ฉันไม่เกี่ยวข้องกับคนพวกนั้น ฉันก็จะติดรากแหไปกับพวกนั้นด้วย ... ช่างโชคไม่ดีเลยที่ฉันต้องไปจากที่นี่แล้ว”
เฟิร์สจำเป็นต้องไปจากที่นี่อย่างจนใจ
แต่ถึงอย่างนั้นภายในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาก็เก็บเกี่ยวประโยชน์จากเหมืองนี้มามากพอควร
เพราะในตอนนี้ร่างของอีวาได้บรรลุไปถึงขอบเขตดยุกขั้นสูงเรียบร้อยแล้ว
ขาดเพียงอีกก้าวเดียว ร่างนี้ก็จะเข้าสู่ขอบเขตราชวงศ์
แต่เฟิร์สสัมผัสได้ว่าการจะเข้าสู่ขอบเขตราชวงศ์นั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ช่องว่างระหว่างขอบเขตดยุกขั้นสูงกับขอบเขตราชวงศ์ขั้นแรก แม้จะห่างกันเพียงแค่หนึ่งระดับ แต่กลับมีระยะห่างมหาศาล
อีกทั้งก่อนหน้านี้เฟิร์สยังเคยลองเชิงสัตว์ประหลาดเฒ่าตนนั้นมาบ้างแล้ว และผลปรากฏว่าเขาไม่สามารถคุกคามวิญญาณของสิ่งมีชีวิตตนนั้นได้เลย มันไม่เหมือนตอนที่เขาสู้กับอลองโซ่เลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนั้นอีวาพอที่จะแตะต้องอลองโซ่ได้บ้าง
จากการคาดการณ์จึงมีความเป็นไปได้เดียวว่าสัตว์ประหลาดเฒ่าตนนั้นอาจจะอยู่ในขอบเขตราชวงศ์ที่สูงกว่าขั้นแรก
ระหว่างทั้งสองขอบเขตมันยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ ตัวตนอย่างขอบเขตราชวงศ์ เขาจึงไม่อาจยั่วยุได้ และเขาก็ไม่ต้องการเสี่ยงที่จะยั่วยุพวกเขาด้วย
เฟิร์สเดินทางออกมาจากเหมืองศิลาสายเลือดได้อย่างง่ายดาย ไม่มีใครสามารถสังเกตเห็นการเข้าออกของเขา
เขาเดินทางออกจากเมืองเซลโล่ก่อนที่เหล่าดยุกจะมาถึง
“การบ่มเพาะเท่านี้ คงเป็นเพียงพอที่จะปีนป่ายขึ้นไปบนภูเขาเทพได้แล้ว” เฟิร์สกล่าวระหว่างที่เขานั่งอยู่บนหลังของอินทรีแดง
ความจริงแล้วผู้บ่มเพาะขอบเขตดยุกขึ้นไปมีความสามารถที่จะใช้พลังสายเลือดในการบินได้ แต่ระยะทางระหว่างภูเขาเทพกับเมืองเซลโล่ไม่ใช่สั้นๆ แม้การนั่งอินทรีแดงจะช้ากว่ามาก แต่ก็สามารถทำให้เขาประหยัดพลังไปได้อย่างมหาศาล
อีกทั้งในช่วงเวลากลางคืน การอาศัยอยู่บนหลังอินทรีแดงยังนับว่าปลอดภัยกว่าพักแรมด้านล่างมาก
ปัญหาของการสลับร่างคือช่วงเวลากลางคืน หากเกิดสิ่งไม่คาดฝันเฟิร์สได้ฝังคำสั่งลงบนอินทรีแดงให้ปลุกตนเองตื่นทันที นั่นหมายความว่าทั้งเฟิร์สและอีวาสามารถตื่นขึ้นมาหากเกิดอันตรายนั่นเอง
“หากมีพลังอักขระคงจะง่ายกว่านี้” เฟิร์สเอ่ยพึมพำ
“ด้วยตัวตนของฉันในตอนนี้นับว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งในโลกนี้ได้ หากไม่เผชิญหน้ากับขอบเขตราชวงศ์หรือจักรพรรดิก็ไม่มีใครสามารถคุกคามฉันได้ อีกทั้งคนพวกนั้นก็เหมือนขนฟินิกซ์เขายูนิคอร์น ไม่ใช่ตัวตนที่จะพบกันได้ง่ายๆ แต่น่าเสียดายที่พวกลัทธิกระหายชีวากลับโผล่ออกมาในช่วงเวลานี้ มันจึงไม่ใช่เวลาที่จะเผยความสามารถออกมาอย่างโจ่งแจ้งได้”
“มีเพียงฐานะของศิษย์จอมปราชญ์เท่านั้นถึงจะรับรองความปลอดภัยจากพวกลัทธิกระหายชีวาได้ การอยู่ใต้ปีกของขอบเขตจักรพรรดิเท่านั้นถึงสามารถปกป้องอีวาและครอบครัวของเธอ”
เด็กหนุ่มครุ่นคิดคาดการณ์ระหว่างเดินทาง
ซึ่งในเวลาเดียวกันบนท้องฟ้าเหนือเมืองเซลโล่ที่เคยรุ่งโรจน์ก็ปรากฏคนกลุ่มหนึ่งร่อนลงมา
พวกเขาคือชายสามคนในชุดขุนนางชั้นสูง
ทั้งสามเป็นชายหนุ่มหนึ่งคน ชายวัยกลางคนหนึ่งคน และชายสูงวัยหนึ่งคน
กลิ่นอายอันสูงส่งที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกเขาล้วนไม่ธรรมดาทั้งสิ้น
“เป็นพวกลัทธิกระหายชีวิตอย่างแน่นอน ไม่นานมานี้พวกมันพึ่งบุกเมืองเซียน่าไป ตอนนี้ก็มาที่เมืองเซลโล่ เห็นได้ชัดว่ามันเลือกเมืองที่ติดชายแดนและมีผู้เห็นเหตุการณ์จากเมืองใกล้ๆ แจ้งว่าเมืองเซลโล่ถูกปกคลุมด้วยเงามืดที่เคลื่อนมาจากอาณาจักรเซสก้า” ชายหนุ่มผู้เป็นดยุกเอ่ย
“การที่มันทำเช่นนี้ทำให้พวกเราคาดเดาไม่ได้เลยว่ามันมีถิ่นฐานมาจากพื้นที่ใด” ดยุกวัยกลางคนเอ่ย
ทว่าตอนนั้นเองความว่างเปล่าด้านข้างพวกเขาก็ปรากฏระลอกคลื่น
คนแคระชายผู้สวมเกราะเหล็กสีเงินอันงามสง่าพลันก้าวออกมา
ทันทีที่ดยุกทั้งสามสังเกตเห็น พวกเขาก็โค้งศีรษะทำความเคารพคนผู้นี้ทันที
“ท่านซิลมา”
แท้จริงแล้วคนแคระที่ชื่อซิลมาผู้นี้ก็คือบุตรคนที่สามของมหาเสนาบดีซานโดซ่าที่สามสิบสี่ บุรุษผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสองขอบเขตจักรพรรดิของอาณาจักรฮาดา และเป็นผู้สำเร็จราชการแทนกษัตริย์อีกด้วย
ครั้งนี้มหาเสนาบดีให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้จึงส่งบุตรชายคนที่สามของตนเองมา
ต้องรู้ไว้ว่าคนแคระซิลมาผู้นี้ แม้จะมีร่างกายที่พิการแต่กลับมีพลังบ่มเพาะอยู่ในขอบเขตราชวงศ์เลยทีเดียว
ในโลกนี้ผู้มีการบ่มเพาะขอบเขตดยุกสามารถเหาะเหินบนอากาศได้ แต่หากสำเร็จถึงขอบเขตราชวงศ์พวกเขาก็สามารถเคลื่อนย้ายพริบตาได้
การปรากฏตัวของซิลมาที่ก้าวเดินออกมาจากระลอกคลื่นจึงเป็นการเคลื่อนย้ายพริบตานั่นเอง
การคาดการณ์ของเฟิร์สนั้นไม่ผิดไปเลยแม้แต่น้อย โชคดีที่เขาหนีออกจากเมืองนี้ไปก่อนคนผู้นี้จะเดินทางมาที่นี่
บุคลิกของซิลมานั้นเย็นชา บรรยากาศรอบกายของเขานั้นเย็นเยียบ เนื่องจากเขาเกิดมาเป็นคนแคระ ร่างกายไม่สมประกอบเหมือนพี่น้อง จึงเป็นปมด้อยของตนเอง แต่ด้วยความมานะบากบั่นจึงสามารถสำเร็จจนอยู่ในขอบเขตราชวงศ์ได้
เมื่อเป็นตัวตนขอบเขตราชวงศ์ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถดูหมิ่นเขาได้
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีใจเคลือบแคลงในความรักของบิดาอยู่ดี
“นอกจากผู้คนถูกกลืนกินไปหมดแล้ว มีอะไรผิดปกติอีกบ้าง” น้ำเสียงที่สุขุมของซิลมาเอ่ยขึ้น
“เหตุการณ์ทุกอย่างเป็นเหมือนเมืองเซียน่า แต่ยังมีสิ่งผิดสังเกตอยู่อย่างหนึ่งก็คือคุณภาพของศิลาสายเลือดจากเหมืองดูจะลดลงเป็นอย่างมาก” ดยุกหนุ่มกล่าวรายงาน
ทว่าตอนนั้นเองดยุกชราก็เอ่ยออกมาเช่นกัน
“จากที่ข้าสืบมาเรื่องการเสื่อมคุณภาพของศิลาสายเลือดนั้นเกิดขึ้นก่อนหน้าวันที่ลัทธิกระหายชีวาบุกมาที่นี่อยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครทราบสาเหตุ เรื่องนี้เป็นคำบอกเล่าของคนงานที่หนีเข้าไปในเหมือง ... เอ๊ะ! จริงสิ ... ยังมีเรื่องประหลาดอีกอย่างหนึ่ง”
“ว่ามา” ซิลมาเอ่ยอย่างเย็นชา
“ผู้ที่รอดตายมาได้เล่าว่าที่พวกเขารอดตายมาได้เพราะผู้กลืนกินเกิดการคลุ้มคลั่งจนฆ่ากันเอง น่าเสียดายที่เจ้าพวกนี้ขี้ขลาดเกินไปจึงไม่กล้าออกจากเหมือง จึงไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างนอก และผู้ที่รอดตายมาได้ก็มีเพียงกลุ่มของพวกเขาเท่านั้นที่วิ่งเข้าไปในเหมืองศิลาสายเลือด ส่วนคนงานของเหมืองอื่นๆ กลับไม่รอดตายเลยแม้แต่คนเดียว”
ตอนนั้นเองคนแคระผู้สูงศักดิ์ก็มีแววตาไหววูบ
“ข้าจะไปตรงที่เหมืองนั่น เรื่องนี้ต้องรายงานท่านมหาเสนาบดีโดยละเอียด”
ทันทีที่กล่าวจบร่างของซิลมาก็กลายเป็นเส้นแสงสีน้ำเงินตรงดิ่งไปยังเหมืองศิลาสายเลือดอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่คนของอาณาจักรฮาดากำลังค้นหาคำตอบอยู่นั้น เฟิร์สที่มีส่วนในเรื่องนี้กลับนั่งบ่มเพาะอยู่บนหลังอินทรีแดงอย่างสบายใจ
แน่นอนว่าหลังจากที่เขาออกมาจากเหมืองศิลาสายเลือด เขาได้เก็บเกี่ยวพวกมันบรรจุไว้ในแหวนเก็บของจำนวนไม่น้อย
แม้จะรู้ว่าศิลาสายเลือดจำนวนนี้ไม่เพียงพอต่อการทะลวงขอบเขตราชวงศ์ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรติดมือมาเลย
ระหว่างที่เขาบ่มเพาะพลังไปนั้น จิตของเฟิร์สก็พยายามขุดค้นความสามารถของพลังสายเลือดโลกลวงอยู่ตลอดเวลา
“เมื่อร่างนี้เข้าถึงขอบเขตดยุกแล้วดูเหมือนว่าความสามารถของมันจะทำอะไรได้มากกว่าทำให้คนตกอยู่ในภวังค์ การป้อนความทรงจำลงในวิญญาณคือหนึ่งในนั้น แต่น่าเสียดายการกระทำนี้มีผลต่อผู้ที่มีพลังรบต่ำกว่าเท่านั้น ผู้ที่แข็งแกร่งจะกำจัดสิ่งแปลกปลอมในความทรงจำได้อย่างง่ายดาย แต่ถึงอย่างนั้นความสามารถนี้ก็น่ากลัวมาก มันไม่ต่างจากการสะกดจิตเลยแม้แต่น้อย แต่การสะกดวิญญาณดูจะมีผลร้ายแรงกว่าการสะกดจิต” เฟิร์สกล่าววิเคราะห์ เพราะการกระทำใดๆ ต่อวิญญาณจะมีผลร้ายแรงกว่าการกระทำต่อกายหยาบในทุกด้าน
เช่นหากใส่ความทรงจำว่ารู้สึกเจ็บปวดเหมือนโดนฟัน แม้ร่างกายจะไม่มีบาดแผลแต่ความเจ็บปวดในดวงวิญญาณจะส่งผลทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาจริงๆ
ทักษะของสายเลือดโลกลวงนี้จึงถือว่าโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก
แต่หากเป้าหมายเป็นผู้มีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง พวกเขาก็จะสามารถลบมันได้อย่างง่ายดาย
ระหว่างเดินทางเฟิร์สพยายามขุดค้นทักษะอื่นๆ ที่อยู่ในพลังสายเลือดนี้ หากเขาค้นพบทักษะอื่นๆ ในวันข้างหน้าอีวาก็จะกลายเป็นผู้ไร้เทียมทานอย่างแท้จริง