‘นี่เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหม กำลังจะได้เป็นจอมยุทธแล้วหรือนี่ สงสัยต้องออกตามหาอาจารย์ไม่ก็เข้าร่วมกับสำนักดัง เดี๋ยวนะไม่เอาดีกว่า ไปหาสำรวจเดินดูตามใต้หุบเขาหน่อยก็ดี เผื่อฟลุ๊คเจอวิชาเจ๋งๆจะได้เอามาฝึก แต่ไม่อยากจะเชื่อเลยจะมีโอกาสพบเจอน่าอัศจรรย์แบบนี้ ต่อไปคงต้องเป็นจอมยุทธเยลแล้วสินะ แต่ไม่สิ จอมยุทธเยแล้วกัน หรือจะเป็นเว้ยดี เว่ยก็น่าสนใจ เอาเป็นเว่ยดีกว่าออกจีนๆดี ส่วนนามสกุลก็ตั้งง่ายๆไปก็ได้ เอาเป็น แซ่เหมาดีไหมนะ เหมาเว้ย เหมาเว่ย!’ชายหนุ่มครุ่นคิดขณะขับรถขนเครื่องใช้ส่วนตัวย้ายเข้าไปอยู่โกดังอย่างเต็มตัว พลางหัวเราะอย่างขบขันราวกับคนเสียสติ”ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
‘จะเริ่มต้นยังไงดีล่ะเนี่ย เราก็ไม่ได้มีพื้นฐานและความเข้าใจเกี่ยวกับลมปราณกำลังภายในอะไรพวกนั้นจริงๆสักหน่อย มันคงไม่ง่ายที่จะใช้ชีวิตในโลกที่ไม่รู้จักอย่างกับพระเอกในนิยายซะด้วยสิ แต่เดี๋ยวนะ หลักๆเลยต้องคุมจุดเชื่อมระหว่างโลกนี้กับโลกโน้นให้ได้ซะก่อน ทุกอย่างต้องเป็นความลับ อย่างน้อยต้องหาทางเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมร้างก่อนที่จะมีใครได้มันไป ไหนจะเรื่องทดสอบเทคโนโลยี่ที่มีในโลกนี้กับโลกนั้นด้วย พวกสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตจะยังใช้ได้อยู่รึเปล่านะ โอ๊ยย..ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ค่อยๆหาทางดูก็แล้วกัน’
แท้ที่จริงนั้น ในความคิดของชายหนุ่มก็ถือได้ว่ายังมีเรื่องให้คิดกังวลอยู่หลายส่วน การที่คนจากโลกนี้จะเข้าไปอยู่และเอาตัวรอดให้ได้ในโลกที่ไม่รู้จัก ก็นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ต้องนำมาวางแผนให้รอบคอบเป็นอย่างยิ่ง เพราะหาไม่แล้วหากก้าวพลาดเพียงครึ่ง ย่อมหมายถึงชีวิตที่ต้องตกอยู่ในอันตราย ไม่เท่ากับเป็นการรนหาที่ตายหรอกหรือ?
‘ปู่คงเคยไปมาแล้วแน่ๆ ไม่งั้นจะทำทางลงไปแบบนั้นได้ยังไง แต่ว่าปู่ท่านก็เสียไปแล้ว เราจะไปหาข้อมูลจากที่ไหนได้อีกล่ะเนี่ย แล้วจะไปทำอาชีพอะไร จู่ๆไปเป็นจอมยุทธมันคงไม่ง่ายแบบนั้นหรอกมั้ง เดี๋ยวนะ อย่างแรกต้องเริ่มจากพื้นฐานก่อน เอาเป็นว่าเปิดโรงเตี๊ยมไปเลยแล้วกันง่ายดี ส่วนเรื่องเงินและเรื่องซื้อโรงเตี๊ยมค่อยไปหาทางเอาข้างหน้าดูก็ได้’เยลยังคงเพ้อฝันถึงชีวิตใหม่ที่กำลังจะทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล
แอ๊ดดดดดด.....!!!!
จู่ๆรถยนต์ที่เยลเป็นผู้ขับก็หยุดลงอย่างกระทันหันโดยการกระทืบเท้าเหนียบเบรค เมื่อจู่เขาก็คิดได้ว่าอาจจะต้องเป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมจึงนึกบางสิ่งขึ้นมาในระหว่างนั้น นอกจากจะต้องเปิดให้คนเข้าพักแรมแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องมีคืออาหารเลิศรสไว้ให้แขกผู้มาเยือนในทุกๆวันอีกด้วย
“ต้องมีอาหารขายด้วยสิ งบซื้อวัตถุดิบก็ไม่ค่อยมีซะด้วย งั้นเริ่มจากขายมาม่าก่อนก็แล้วกัน มันแปลกใหม่และหวังว่าจะถูกปากคนที่นั่นบ้างสิน่า”เยลพึมพำถึงสิ่งที่กำลังจะลงมือกระทำ พร้อมกันนั้นก็หยิบถุงผ้าที่เก็บมาได้จากศพผู้ที่ถูกยิงตายก่อนหน้านี้ขึ้นมาเปิดดู”ก้อนพวกนี้คงจะเป็นสิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนในโลกโน้นแน่ๆ ทำจากเงินและทองคำแท้ๆ ว่าแต่มันเรียกสกุลเงินอะไรนะ แต่รีบไปหาซื้อของจำเป็นและรีบกลับไปเลยดีกว่า อดใจรอไม่ไหวแล้ว”
ว่าแล้วชายหนุ่มพลันรีบออกรถมุ่งไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตระหว่างทาง เพื่อหาซื้อสิ่งของที่พอจะนึกได้ก่อนจะเดินทางกลับไปยังโกดังทันที ขณะนั้นเองในหัวสมองของเขาก็เริ่มมีความคิดต่างๆนาๆ ทั้งเรื่องที่จะทำต่อไปหลังจากนี้โดยไม่ขาดสาย
‘แค่นี้ก็น่าจะครบแล้ว เล่นซะเงินหมดกระเป๋าเลยเรา แต่ก็เพื่ออนาคตและชีวิตใหม่ ไม่ว่ายังไงต้องลองสู้ดูสักตั้ง แต่ว่าคงต้องเริ่มจากเป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมจริงๆก่อนจะเปลี่ยนไปทำกิจกาจอย่างอื่น ทำซ่องก็น่าสนใจ หรือจะเปิดเป็นร้านอะไรต่อดี ไว้กิจการลงตัวและหาทางป้องกันบ่อน้ำนั่นได้อย่างมั่นคง ค่อยหาทางเป็นจอมยุทธก็ยังไม่สายนี่หว่า ไม่สิ ทำไปพร้อมๆกันก็ได้ สนุกล่ะคราวนี้ ยังไงเราก็ยังมีเครื่องทุ่นแรง มีอาวุธปืนที่ทันสมัยกว่าอยู่ในมือล่ะนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!’
.
.
.
เมื่อกลับมาถึงโกดัง เยลจึงเร่งรีบยกสิ่งของที่นำมาเข้าไปจัดเก็บยังภายในอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เริ่มทำการสำรวจตรวจดูโทรศัพท์มือถือจนแน่ใจแล้วว่า สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตไม่อาจนำไปใช้ในโลกโน้น เพียงแค่เดินผ่านไปถึงใจกลางเส้นทางใต้ดิน สัญญาณทุกอย่างพลันได้หายไปราวกับได้ผ่านเข้าไปยังสถานที่ที่ไม่ปรากฏบนโลก
“ใช้ไม่ได้อย่างที่คิด ที่นี่คงเป็นต่างโลกจริงๆนั่นแหละ เห็นทีโทรศัพท์นี่คงทำได้แค่บันทึกภาพและอะไรอีกนิดหน่อย”เยลพึมพำกับตัวเองก่อนที่จะเดินพ้นไปถึงสุดปลายทาง
นอกจากเขาจะรีบขึ้นไปยังด้านบน สิ่งแรกที่ทำคือการเร่งหาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับโลกใบนี้ให้ได้โดยเร็ว และแม้ว่าการแต่งกายของเขาที่สวมเพียงเสื้อยืดและกางเกงขาสั้น ออกจะแสนธรรมดาในโลกที่จากมา ทว่า ในโลกแห่งนี้กลับเป็นสิ่งที่แปลกตาโดยแท้จริง
และสิ่งเดียวที่เยลนำติดตัวมาด้วยโดยไม่ยอมให้ห่างกาย เป็นปืนพกที่เขาใช้สังหารผู้ที่เข้ามาหาเรื่องเมื่อวันก่อนมิใช่สิ่งใดอื่น สำหรับผู้ที่ไม่มีวิชาติดตัวอย่างเขา ปืนดังกล่าวนับเป็นสิ่งเดียวที่จะสามารถพึ่งพาได้ในยามนี้
‘เข้าไปถามเด็กคนนั้นดีกว่า น่าจะพอได้ข้อมูลเพิ่ม หวังว่าเรื่องการตายเมื่อวันก่อน จะยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือของเรานะ’เยลก้าวเดินไปบนถนนภายในเมืองอันเต็มไปด้วยผู้คนเดินผ่านสัญจร
จากที่เยลได้เห็น บ้านเรือนส่วนใหญ่รอบข้างล้วนถูกสร้างขึ้นจากไม้โดยที่แตกต่างจากโลกที่จากมาอย่างเด่นชัด ผู้คนที่พบเห็นต่างก็ใช้ชีวิตประจำวันด้วยเครื่องแต่งกายไม่ต่างกับชาวจีนสมัยโบราณ ส่วนใหญ่จะสวมชุดนอกคลุมทับโดยที่มีแขนกว้างทั้งหญิงและชายไม่ต่างกันนัก
“น้องชาย พี่ชายมีเรื่องต้องการจะถามเจ้าสักเล็กน้อย หากยอมตอบทุกอย่าง สิ่งนี้จะเป็นของเจ้าทันที”เยลทำการหลอกล่อโดยที่ต้องการจะมอบก้อนเงินเป็นค่าตอบแทนในการตอบคำถาม
“พี่ชายตัวประหลาด ท่านแน่ใจนะว่าจะให้เงินก้อนนั้นแก่ข้า ตั้งห้าตำลึงแลกกับการตอบคำถามท่าน”เด็กน้อยเพศชายยิ้มร่าพลางยื่นมือคว้าก้อนเงินในมือเยลทันที
ฟืบ!
เยลส่ายมือหลบพลางเอ่ยต่อว่า”ช้าก่อน เจ้าต้องตอบคำถามพี่ชายก่อนนะ เงินนี่ถึงจะเป็นของเจ้าเข้าใจไหม? แต่ว่านะ พี่ชายมิได้เป็นตัวประหลาดอย่างที่เจ้าคิด พี่ชายชื่อเหมาเว่ยอย่าเรียกตัวประหลาด”
“ได้สิพี่เหมา ท่านเรียกข้าว่าอาเปาก็ได้นะ แต่ทำไมท่านถึงแต่งกายประหลาดนัก?”
“เอาเถอะน่า มาเริ่มคำถามแรกเลยแล้วกัน.......”
เยลหรือในโลกนี้ตั้งใจจะใช้ชื่อว่าเหมาเว่ย ก็เร่งตั้งคำถามในสิ่งที่เขาต้องการโดยทั้งหมดนี้ยังกินเวลาไปมากเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการที่เหมาเว่ยตั้งใจหาข้อมูลกับเด็กน้อยเช่นนี้ ก็เพียงเพราะนึกถึงเรื่องวุ่ยวายที่จะตามมาภายหลังหากตัดสินใจถามผู้ที่มีอายุเท่ากันหรือมากกว่า
"ขอบคุณท่านมากนะพี่เหมา"
และสิ่งที่ได้ฟังก็ส่งผลให้เขาเข้าใจพื้นฐานที่สมควรจะรู้มากขึ้น นอกจากนั้น ยามนี้เหมาเว่ยยังเดินไปเลือกซื้อชุดใหม่เพื่อเปลี่ยนให้เข้ากับโลกใบนี้มากขึ้น เขาเลือกชุดสีขาวโดยมีที่คาดเอวสีดำตัดกันกับชุด ซึ่งโดยรวมก็ส่งผลให้เขาดูเป็นคนในโลกใบนี้มากยิ่งขึ้นอย่างถนัดตา
“ขอบคุณครับ เถ้าแก่ นี่เงินห้าตำลึง”เหมาเว่ยส่งก้อนเงินให้เถ้าแก่ร้านขายชุดหลังจากที่เปลี่ยนชุดที่เลือกซื้อจนเรียบร้อย โดยต่อมาก็เร่งเดินทางมุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อไปทันที
“ขอบคุณ ขอบคุณ”
จุดหมายต่อไปของชายหนุ่มนั่นก็คือการไปทำเรื่องขอเช่าโรงเตี๊ยมที่ถูกทิ้งร้างเพื่อเปิดกิจการ แน่นอน สิ่งเหล่านี้ก็ได้จากการถามไถ่เถ้าแก่ร้านขายชุด ส่วนสิ่งที่ได้รับรู้มาจากเด็กน้อยก่อนหน้านี้ ก็มีทั้งสกุลเงินในโลกนี้ที่นำมาใช้กัน
เริ่มจากเงินตราน้อยที่สุดเรียกว่าอีแปะ ต่อมาก็คือตำลึงเงินหรือที่เรียกสั้นๆว่าตำลึง และที่มีค่าที่สุดก็คือตำลึงทอง โดยอัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่หนึ่งร้อยอีแปะเท่ากับหนึ่งตำลึงและหนึ่งร้อยตำลึงจะเท่ากับหนึ่งตำลึงทอง
ส่วนเรื่องอื่นๆที่เหมาเว่ยได้ทราบมาก่อนหน้านี้ ก็เป็นเรื่องยิบย่อยพื้นฐานทั่วไป แต่ทว่า เรื่องปราณหรือกำลังภายและวิชาการต่อสู้นั้น เขาคงต้องอาศัยจากผู้รู้ท่านอื่นเพราะเด็กน้อยเช่นนั้นได้บอกข้อมูลให้แก่เขาเพียงว่า การฝึกฝนปราณนั้นจะแบ่งออกไปเป็นขั้นๆหลายระดับ ทว่า พอถามถึงชื่อเรียกขาน อาเปาก็เอาแต่ส่ายหน้าไม่อาจอธิบายให้ชายหนุ่มเข้าไปอะไรไปมากกว่านี้
และอีกเรื่องสำคัญที่เหมาเว่ยได้ทราบจากปากอาเปา ก็เป็นเรื่องราวของเมืองแห่งนี้ โดยที่นี่ถือเป็นหนึ่งในเมืองของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซ้ำแล้วโลกใบนี้ก็ยังมิได้มีเพียงผู้ฝึกยุทธเพียงอย่างเดียว นอกกำแพงออกไปยังเป็นสถานที่ที่อันตรายเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย และคนที่นี่ก็ได้เรียกขานมันในชื่อว่า สัตว์ปีศาจ
‘ตื่นเต้นโคตรๆที่โลกนี้มีสัตว์ประหลาดด้วย สงสัย AK47 คงจะไม่พอ เห็นที่จะต้องมีอาร์พีจีติดมาด้วยคราวหน้า’เหมาเว่ยเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มุ่งไปตามเส้นทางที่ได้ทราบมาจากเมื่อครู่ พลางนึกถึงชีวิตการผจญภัยในโลกใบนี้ไปพลางๆ’แต่หวังว่าเงินในถุงนี้จะพอเช่าโรงเตี๊ยมร้างนั่นนะ แต่ถ้าเหลือก็จะได้จ้างคนมาช่วย ได้เสี่ยวเอ้อขยันๆสักคนสองคนก็น่าจะพอ แต่ไว้มีเงินมากกว่านี้ค่อยขอซื้อขาดภายหลัง’
ปึกกก!!
“โอ๊ยย!”
ตุบบ ตุบบ!
จู่ๆขณะที่เหมาเว่ยเดินใจนึกเพ้อฝันอยู่นั้น เขาก็เดินชนเข้ากับร่างๆหนึ่งจนทั้งคู่ต่างล้มลงกับพื้น แต่ทว่า สิ่งที่เกิดต่อจากนี้ก็ยังมิได้จบลงเพียงเท่านั้น เมื่อผู้ที่ชายหนุ่มเดินไปชนหาใช่บุคคลธรรมดาไม่ แม้ต่อมาจะรีบขอโทษขอโพยก็ตามที
"ขออภัยแม่นาง ข้ามิได้ตั้งใจ ข้าผิดเองที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือจนไปชนเข้ากับเจ้า”เหมาเว่ยรีบเอ่ยออกไปโดยไวและพบว่าผู้ที่ชนเป็นหญิงงามนางหนึ่งในอาภรณ์สีฟ้าสดใส’โคตรงาม ขาวจั๊วะ หญิงสาวในโลกกำลังภายในมันต้องอย่างนี้สิ หมวยๆขาวๆหน้าตาจิ้มลิ้มของชอบ!!’
ชิ้งง ชิ้งงง ชิ้งงง ชิ้งงงงงง!!!
ทันใดนั้นเหมาเว่ยพลันถูกรุมจ่อด้วยของมีคมมากมายจากเหล่าหญิงสาว ที่ต่างเข้ามาห้อมล้อมชี้กระบี่เล่มงามจากแทบทุกทิศ ราวกับเป็นการปิดกั้นทางหลบหนีก็มิปาน พร้อมกันนั้นก็มีเสียงหญิงสาวรอบข้างตวาดลั่นโดยไม่เป็นมิตรเท่าใดนัก
“นี่เจ้าจงใจเดินชนศิษย์น้องข้าใช่รึไม่ อยากตายใช่ไหม?”
‘เดี๋ยวสิ แค่เดินชนแค่นี้ถึงกับจะฆ่ากันเชียวหรอ ครั้งก่อนก็ทีหนึ่งแล้ว โลกนี้มันยังไงกัน?’เหมาเว่ยฉีกยิ้มอย่างเป็นมิตรและเอ่ยขึ้นว่า”ใจเย็นๆก่อนแม่นางทั้งหลาย ข้ามิได้ตั้งใจจริงๆ เหตุใดต้องถึงกับฆ่าแกงกันด้วยเล่า?”