ข่าวการพบกะโหลกศีรษะของผู้ตายได้รับแจ้งเข้ามาตอนใกล้จะเลิกงาน สถานที่ที่พบคือใต้ศาลาชมวิววัดเทียนจื่อ เมืองเทียนฉาง
วัดเทียนจื่อตั้งอยู่ในย่านคึกครื้นกลางเมืองเทียนฉาง เป็สถานที่ที่พลาดไม่ได้สำหรับคนที่มาท่องเที่ยวเมืองเทียนฉาง พูดได้ว่าทั้งวันที่นี่มีคนเดินเข้าออกตลอดไม่ขาดสาย
แต่ในเวลานี้ถนนหน้าวัดเทียนจื่อทั้งเส้นถูกตำรวจใช้เทปสีขาวตัดน้ำเงินล้อมไว้อย่างแ่า บรรดาคนช่างสงสัยทำได้เพียงยืนมุงดูอยู่นอกเส้นกั้น และเขย่งเท้ามองดูความเคลื่อนไหวที่อยู่ด้านใน
เมื่อรถนิติเวชของจางถงปรากฏขึ้นที่ปากทางเข้าวัดเทียนจื่อ ฝูงชนที่มุงดูต่างรู้สึกตื่นเต้น รถสีดำที่มีอักษรขนาดใหญ่สะดุดตาว่า 'นิติเวช' ติดอยู่ แล่นผ่านเทปกั้นเข้าไปจอดที่หน้าวัดเทียนจื่อ
จางถงและพานเจี้ยนลงมาจากรถอย่างรวดเร็ว เปิดประตูหลังรถ แล้วเริ่มเตรียมกล่องเครื่องมือ
"ดูสิ หมอนิติเวชมาแล้ว..."
"ยังเป็ผู้หญิงอีกด้วยนะ สวยขนาดนี้ มาทำงานแบบนี้น่าเสียดายจริงๆ "
"แพทย์นิติเวชมาแสดงว่ามีคนตายจริงๆ ด้วย!"
"แพทย์นิติเวชสาวคนนี้ยังเด็กอยู่เลยนะ"
พานเจี้ยนได้ยินเสียงซุบซิบเหล่านี้ก็อดพูดเสียงเบาขึ้นมาไม่ได้
"คุณหมอจาง พวกเขากำลังพูดถึงคุณหมออยู่น่ะครับ"
จางถงยักไหล่ ยิ้มไม่แยแส "ให้พวกเขาพูดไปเถอะ ยังไงฉันก็ชินแล้ว" แต่แล้วสีหน้าเธอก็จริงจังขึ้น พูดเร่ง "เอ้า รีบหน่อย มัวแต่โอ้เอ้อยู่นั่นแหละ สถานที่เกิดเหตุไม่รอใครหรอกนะ"
พานเจี้ยนย่นปาก แล้วเดินถือกระเป๋าเครื่องมือหนักๆ ตามหลังจางถงที่เดินอย่างเร่งรีบไปยังประตูใหญ่วัดเทียนจื่อ
เห็นหวังย่าหนานกำลังนั่งยองๆ หันหลังให้อยู่ข้างศาลามาแต่ไกล กำลังพินิจพิเคราะห์อะไรบางอย่างอยู่ ด้านข้างมีจ้าวหยุนคู่หู ซึ่งเป็ตำรวจหนุ่มหน้าตาใจดีกำลังซักถามข้อมูลจากตำรวจลาดตระเวนที่สวมเครื่องแบบอยู่
"ย่าหนาน ศพล่ะ" จางถงเดินเข้ามาใกล้ พร้อมวางกล่องเครื่องมือลงบนสนามหญ้า
หวังย่าหนานลุกขึ้นยืน มือขวาที่สวมถุงมือชี้ไปยังถุงกระสอบสี่เหลี่ยมที่อยู่ห่างไม่ถึงครึ่งเมตร ไม่พูดไม่จา ถุงกระสอบมีสีแดงตัดกับสีน้ำเงินและค่อนข้างใหม่ ตัวถุงโป่งพอง
จางถงก้าวขึ้นหน้ามาสองสามก้าว ก้มศีรษะมุดเข้าไปใต้ขอบไม้ที่ใช้ตกแต่งตรงศาลาชมวิว ไม่นานนักก็โผล่ศีรษะออกมา "คนที่พบศพไม่ได้ขยับของที่อยู่ด้านในนะ?"
"น่าจะไม่ได้ขยับ เพราะว่าตำรวจลาดตระเวนของสถานีตำรวจท้องที่เป็คนพบ พอเห็นของด้านในผิดปกติ เขาก็รีบแจ้งศูนย์ข้อมูล" หวังย่าหนานเพยิดคางไปทางด้านข้าง
"เขายังอยู่ตรงนั้นแหน่ะ จ้าวหยุนกำลังสอบถามเขาอยู่ มีอะไรเหรอ ข้างในมีอะไรขาดไปหรือไง"
จางถงส่ายหน้า แล้วหันไปสั่งพานเจี้ยน "ช่วยฉันลากมันออกมาหน่อย ฉันว่าข้างในก็คือของที่เรากำลังหากันอยู่นั่นแหละ!"
พานเจี้ยนรีบเดินขึ้นมา สองมือที่สวมถุงมือคว้าปลายทั้งสองด้านของกระสอบ แล้วช่วยกันลากกระสอบออกมาจากศาลาชมวิวกับจางถง
ถุงกระสอบสูงประมาณเจ็ดสิบห้าเิเ กว้างหกสิบเิเ ไม่ได้ใหญ่มากแต่ว่าหนักเอาการ มองจากด้านนอกก็รู้เลยว่าด้านในต้องยัดของที่ไม่ปกติไว้แน่นอน จางถงรูดซิปปิดถุงกระสอบไว้ตั้งนานแล้ว
"เสี่ยวถง เธอจะจัดการมันเมื่อไหร่"
"เดี๋ยวฉันจะกลับกรมเลย เธอเสร็จแล้วก็เข้ามาหาฉันได้เลย"
"ได้" พูดเสร็จ หวังย่าหนานก็เดินไปหาจ้าวหยุนที่อยู่ไม่ไกลออกไป
จางถงพาพานเจี้ยนที่หิ้วกระเป๋าเครื่องมือ คนนึงอยู่หน้าคนนึงอยู่หลังช่วยกันยกถุงกระสอบขึ้นรถ
ระหว่างทางกลับกรม พานเจี้ยนขับรถไปฮัมเพลงไป หน้าตาพออกพอใจ
จางถงขมวดคิ้ว "เ้าเด็กนี่ไปก่อเื่อะไรมาอีกล่ะ"
“คุณหมอจาง วันนี้ไม่รู้สึกสบายหูกว่าทุกวันเหรอครับ"
จางถงคิดตามไม่ทัน "นายหมายถึง?"
พานเจี้ยนหัวเราะทะเล้น "ก็นักข่าวจ้าวคนนั้นไงครับ คุณไม่ได้ให้ผมหางานให้เขาทำหรอกเหรอครับ ตอนนั้นผมก็เดาออกแล้วว่าคุณต้องไม่ชอบให้เขาคอยตามพวกเรา มาเกะกะเวลาทำงาน พอถึงที่เกิดเหตุเห็นคนตายก็ร้องหาแม่ คุณหมอเดาสิครับว่าผมไปทำอะไรมา"
"ไม่ต้องมาเล่นลิ้นเลย รีบบอกมาเร็ว ถ้านายทำนอกลู่นอกทางล่ะก็ หัวหน้าหลี่ไม่ยกโทษให้นายแน่ นักข่าวนั่นเป็ถึงแขกวีไอพีเชียวนะ พวกเราต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ของกรมด้วย"
"ไม่หรอกครับ คุณหมอจาง ก็พวกอุปกรณ์หากินของเราพวกนั้น แล้วยังห้องชันสูตรทั้งห้องอีก งานทำความสะอาดเยอะแยะจะตายไป!" พานเจี้ยนแสยะยิ้มจนตาหยี "ในที่สุดผมก็เป็อิสระซักที!"
จางถงส่ายหน้าจนปัญญา ไม่พูดอะไรต่อ หันกลับไปมองวิวนอกหน้าต่างด้วยความกลัดกลุ้มต่อ
หวังย่าหนานมองพื้นที่เป็ดินเหนียวใต้ศาลาชมวิว ก็อดหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้ แม้แต่รอยเท้าสักรอยยังไม่มี สถานที่เกิดเหตุสองที่ก่อนหน้าก็เป็แบบนี้ ดูท่าแล้วฆาตกรเลือกสถานที่แบบนี้เป็ที่ทิ้งศพ จะต้องเตรียมการมาก่อนเป็แน่
ตอนนี้มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น หล่อนไม่ต้องหันกลับไปดูก็รู้ว่าใครเดินมา "จ้าวหยุน ตำรวจคนนั้นพูดว่าไงมั่ง"
"เขาสังเกตเห็นก็เพราะว่ามีคนมาแจ้งความ ตอนนั้นศาลาชมวิวยังมีคนอยู่ ทุกวันเวลาบ่ายสองโมงวัดเที่ยนจื่อจะมีการแสดงโชว์ ผู้คนพลุกพล่าน!"
"กล้องวงจรปิดใกล้ๆ ล่ะ ตรวจเจออะไรมั้ย"
"กล้องวงจรปิดตรงมุมนี้ไม่มีครับ มีแค่บนถนนตรงประตูหน้าวัดเทียนจื่อ แต่ว่าวัดมีทางเข้าออกถึงห้าทาง การจะตามหาก็ยากพอควรเลยครับ"
อยู่ๆ สมองของหวังหย่าหนานก็มีบางสิ่งแวบขึ้นมา เธอหันกลับไปจ้องจ้าวหยุนเขม็ง สีหน้าที่เคร่งเครียดทำเอาจ้าวหยุนใ "เมื่อกี้นายบอกว่ามีคนโทรแจ้งความ ตำรวจลาดตระเวนนายนั้นถึงได้ไปดูที่ใต้ศาลา?"
"ครับ" จ้าวหยุนกางสมุดโน้ตในมือออก เปิดไปยังหน้าที่จดข้อมูลไว้
"ผู้แจ้งความเป็ชายอายุห้าสิบปีกว่า แจ้งว่ามีของอะไรไม่รู้วางอยู่ใต้นั้น อาจจะมีใครลืมทิ้งเอาไว้ เพราะว่าใต้ศาลานอกจากขยะของนักท่องเที่ยวแล้ว ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีก แต่กระเป๋าใบนั้นกลับวางอยู่โดดๆ ใบเดียว ก้มลงไปมองก็เห็นเลย สะดุดตามาก!"
หวังย่าหนานขมวดคิ้ว คิดทบทวน "วัดเทียนจื่อมีการแสดงอลังการ น่าจะมีคนใช้มือถือถ่ายรูปไว้ แล้วกระเป๋าหนักขนาดนี้ จะต้องเคลื่อนย้ายไม่ง่ายนัก นายรีบสั่งให้คนไปรวบรวมโทรศัพท์มือถือของคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ขอแค่ถ่ายบรรยากาศของงานตอนนั้นไว้ หาได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ถ้าไม่ได้จริงๆ ให้ลงประกาศทางทีวี ขอความร่วมมือกับผู้ชมทางบ้าน"
"ทราบแล้วครับ" จ้าวหยุนยัดสมุดบันทึกกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แล้วรีบออกไปอย่างรวดเร็ว
หวังย่าหนานหันกลับไปมองศาลาที่เงียบวังเวง ขณะที่หล่อนกำลังถอนหายใจ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา
"หวังย่าหนานพูด นั่นใคร"
"หน่วยพิสูจน์หลักฐานครับหัวหน้าหวัง ได้ผลตรวจพิสูจน์ซองจดหมายกับช่อดอกลิลลี่ที่คุณส่งมาเมื่อเช้าแล้วครับ คุณสะดวกจะเข้ามารับตอนไหน หรือว่าจะให้ทางเราส่งไปให้ที่ห้องทำงาน"
หวังย่าหนานครุ่นคิด แล้วพูดตัดบท "เดี๋ยวฉันเข้าไปเอาเอง"