บทที่ 3 : ความทรงจำแลกกับฝีมือการทำอาหาร
ชวนเหอซูดปากเพราะเมื่อครู่ก้นเขาไปกระแทกกับหิน “ความจริงแล้วซูฉีก็ดีทุกอย่างเลยนะครับ ยกเว้นเื่หึงหวง พาเธอไปปักกิ่งด้วยก็ไม่ได้แย่เสียทีเดียว คุณชายจะได้เห็นลูกอยู่ในสายตาตลอดด้วย”
โจวเว่ยถอนหายใจ “นายก็รู้ว่าฉันมีพันธะแล้ว”
“นั่นมันเื่ั้แ่เราพึ่งจำความได้นะครับ ป่านนี้คุณหนูคนนั้นอาจจะแต่งงานแล้วก็ได้” ชวนเหอไม่คิดเลยว่าในใจของคุณชายยังติดใจเื่คู่หมั้นวัยเด็กอยู่อีก นั่นมันเื่นานมากแล้ว
“ไม่ ฉันได้จดหมายจากเธอ ไม่รู้เหมือนกันว่าหล่อนหาฉันเจอได้ยังไง เธอบอกว่าตอนนี้อยู่ปักกิ่งแล้ว ทำงานเป็เสมียนเล็กๆ กำลังหาทางติดต่อออกไปต่างประเทศตามหาพ่อแม่ของฉันแล้วก็ครอบครัวเธอบางคนที่ลี้ภัยไปด้วย” โจวเว่ยเล็งเห็นถึงความพยายามของหญิงสาว เขาดีใจมากที่ได้รับจดหมายจากเธอ ความจริงแล้วโจวเว่ยมีคุณลุงเป็นายทหารใหญ่ อีกฝ่ายเตรียมงานและที่ทางไว้ให้เขาหลบภัยตอนเกิดจลาจลแล้ว ทว่าโจวเว่ยเห็นว่าตนเองเป็ผู้ชาย ทนลำบากได้ เขาจึงยกมันให้คู่หมั้นสาวแทน เขาไม่รู้ว่าผู้เป็ลุงส่งหล่อนไปอยู่ที่ไหนในทีแรก เพราะปักกิ่งวุ่นวายมาก ตอนนี้คงสงบลงมาก ลุงของเขาจึงให้เธอกลับเข้าเมืองหลวง
คนมีความรู้และอุดมการณ์ย่อมพูดคุยกันรู้เื่กว่าสาวชาวบ้าน ที่วันๆ รู้จักแต่การหึงหวง สี่เดือนนี้เพียงพอแล้ว ใช่ว่าเขาไม่เคยเปิดใจให้ซูฉี แต่พฤติกรรมของอีกฝ่ายทำให้ความอดทนของเขาหมดลง
“จริงเหรอครับ!? แบบนั้นดีเลย เราจะได้ข่าวคราวของพวกนายผู้เฒ่าบ้าง เป็ห่วงทุกคน ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของผมจะเป็อย่างไรบ้าง” บิดามารดาของชวนเหอแก่ชราแล้ว พวกท่านขึ้นเรือหนีตายไปกับพวกนายใหญ่ โดยบอกให้ลูกชายดูแลปกป้องตัวเองและนายน้อยด้วย
“ฝ่ายผลิตของหมู่บ้านเราเหมือนจะได้รับรางวัลอะไรสักอย่างที่ปักกิ่ง นายต้องคว้าโอกาสนี้กลับไปที่นั่น กลับไปดูบ้านของเราว่าตอนนี้มันเป็ของใครไปหรือยัง” ความไม่สงบทำให้พวกเขาเองไม่รู้แม้กระทั่งว่าตอนนี้บ้านหลังใหญ่ถูกยึดไปแล้วหรือยัง ที่ห้องลับใต้ดินของบ้านยังมีสมบัติอีกมากถูกซ่อนไว้
“เ้าปังเต๋อนั่นเสนอหน้ากับหัวหน้าฝ่ายผลิต บอกว่าจะยอมเสียสละเป็ตัวแทนไปรับรางวัลเอง!”
“เื่นี้ไม่ยาก ทำให้เ้านั่นไปไหนไม่ได้ก็พอ” โจวเว่ยไม่กังวลกับเื่นี้ เขามียาถ่ายติดตัวมาด้วย ปกติเขาเป็คนท้องผูกมาก แต่่ตกยากนี้ไม่ค่อยมีอาหารตกถึงท้อง ทำให้อาการไม่รุนแรงเหมือนแต่ก่อนที่มีของกินมากมาย
โจวเว่ยไปเองไม่ได้ เพราะั้แ่ที่เขาแต่งงานกับซูฉี งานของเขาที่ได้รับส่วนใหญ่จะเป็งานเกี่ยวกับประมง ตัวแทนที่ไปรับรางวัลจะมีหัวหน้าฝ่ายผลิตหนึ่งคน ชาวบ้านที่ทำงานขยันขันแข็งหนึ่งคน และยุวปัญญาชนหนึ่งคน ชาวบ้านนั้นถูกเลือกไว้แล้ว ดังนั้นคนที่เขาพอจะยื่นมือแทรกได้คงมีแต่เ้าปังเต๋อ
เขาจะวางยาเ้าปังเต๋อนั่น แม้จะรู้สึกผิดแต่คนเราย่อมมีความเห็นแก่ตัวกันทุกคน อีกอย่างเ้านั่นชอบแอบอู้ตอนทำงาน ไม่เห็นจะตั้งใจทำอะไร วันๆ เอาแต่พูดเื่ชาวบ้าน
อีกด้านหนึ่ง ซูฉีถูกผู้เป็ยายลากมาช่วยกันทำอาหาร ซูฉีทำอาหารได้อร่อย เพราะมักจะอยู่บ้านตอนผู้เป็ตากับยายออกทะเลไปหาปลา คุณยายเซี่ยไม่อยากให้หลานสาวเสียใจจึงชวนคุยเื่ต่างๆ ซูฉีมีโอกาสได้ถามเื่ที่สงสัยหลายอย่าง โดยเฉพาะคำพูดที่ไม่เหมือนยุคสมัยของเธอ คนยุคนี้ไม่พูดเ้าคะเ้าค่ะกัน แต่จะพูดสั้นๆ แค่ครับ คะ ค่ะ เท่านั้น และไม่แทนตัวเองว่าข้ากับเ้า แต่แทนตัวเองว่าฉันกับคุณแทน
ซูฉีเรียนรู้เื่เหล่านี้อย่างรวดเร็ว โชคดีที่คุณยายเล่าเื่ราวคร่าวๆ ของชีวิตเธอ ว่าเป็หลานสาวคนเดียวของบ้าน บิดาแต่งงานมีลูกใหม่ ดวงของเธอกินวงศ์ตระกูลจึงถูกส่งตัวมาอยู่กับตายายั้แ่เด็กๆ ส่วนครอบครัวใหม่ของบิดาทำงานโรงงานอยู่ในอำเภอ บิดาเธอเองก็เป็ถึงรองนายอำเภอ เรียกได้ว่ามีฐานะดีเลยทีเดียว
ส่วนบ้านคุณตากับคุณยายนี้อยู่หมู่บ้านต้าไห่ เป็หมู่บ้านเล็กๆ ติดชายทะเล เธอมีเพื่อนในหมู่บ้านแค่คนเดียว ชื่อหรงหรง เป็คนสติไม่สมประกอบ ตอนเด็กเป็ไข้ป่า ไม่มีเงินรักษาจนลุกลาม แต่ตอนนี้หรงหรงย้ายตามครอบครัวไปอยู่มณฑลอื่นที่การแพทย์ดีกว่านี้แล้ว
ซูฉีฟังเื่ราวไปมองผู้เป็ยายขอดเกล็ดปลาไป ปลาตัวนี้คือตัวที่โจวเว่ยทำค้างไว้ พอเห็นเธอแขวนคอทุกคนก็ทิ้งทุกอย่างด้วยความใ
เธอเห็นคุณยายทำแล้วรู้สึกคันไม้คันมืออยากช่วย “คุณยายคะ ฉันขอทำเองค่ะ” อดีตต้นเครื่องชาววังถกแขนเสื้ออวดข้อมือขาวผ่อง
คุณยายดีใจมากที่หลานสาวไม่เสียใจเื่ถูกสามีทิ้ง ทั้งยังมีอารมณ์ทำอาหาร “เอาเลยฉีฉีทำเลย ระวังมือด้วยนะ ว๊ายตาเถร!”
คุณยายเบิกตาโพลงเมื่อเห็นหลานสาวสุดที่รักใช้มีดกรีดเนื้อปลาอย่างรวดเร็วว่องไว สายตาคนแก่อายุห้าสิบกว่ามองตามไม่ทัน มือขาวกับนิ้วเรียวยาวทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว ปลาชนิดนี้ตัวใหญ่และมีก้างเยอะ แต่หลานสาวของเธอกลับเลาะก้างออกอย่างชำนิชำนาญ ทั้งยังไม่ทำให้เนื้อปลาช้ำแม้แต่น้อย แม้จะน่าหวาดเสียวเพราะความเร็วในการเลาะก้างปลาไปเสียหน่อย
คุณยายเซี่ยคิดในใจว่า นี่คงเป็วิธีระบายความโกรธแบบใหม่ของหลานสาว
ซูฉีไม่รู้ความคิดคนแก่ เธอพยายามลดความเร็วในการใช้มีดให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้คุณยายผิดสังเกต ทว่านั่นก็ยังทำให้คนมองทึ่งอยู่ดี
เนื้อปลาถูกเลาะก้างออกจนหมด ซูฉีหยิบกระปุกที่คิดว่าน่าจะเป็เครื่องปรุงมาเปิดดมดู มีสามกระปุก แต่ละกระปุกมีเครื่องปรุงอยู่อย่างละนิดอย่างละหน่อย มีเกลือ น้ำตาลกรวด น้ำมันงา
เธอไม่แน่ใจว่ายุคนี้การทำเกลือผิดกฎหมายหรือเปล่า แต่ดูจากเกลือในกระปุกแล้วก็คงไม่ถูกกฎหมายนัก เพราะมันเหลืออยู่ไม่มาก ทั้งที่บ้านอยู่ติดทะเล
เธอทาน้ำมันงาจนทั่วเนื้อปลา ก่อนจะโรยเกลือลงไป จากนั้นไปดูเตาซึ่งตอนนี้ไฟแรงมาก เธอต้องชักฟืนออกมาหลายท่อน คุณยายอยากถามว่าฉีฉีว่าทำไมต้องใส่น้ำมันงา เราจะย่างปลาไม่ได้ทอดปลาเสียหน่อย แต่หล่อนเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของหลานสาวแล้วไม่อยากขัดจังหวะ
ซูฉีจดจ่อกับการทำอาหาร เมื่อไฟร้อนได้ที่ เธอนำปลามาย่าง ไม่นานก็สุกน่ากิน ซูฉีเสียดายที่ไม่มีงาโรยเพิ่มความหอม “คุณยายคะ อาหารเสร็จแล้ว”
คุณยายเซี่ยกลืนน้ำลาย กลิ่นปลาย่างหอมจนคุณตาเซี่ยต้องเดินมาดูในครัว ปกติหลานสาวทำอาหารอร่อยอยู่แล้ว แต่วันนี้มันดูเต็มไปด้วยกลิ่นและรสชาติ
คุณตาเอ่ยชม “ฉีฉีวันนี้ย่างปลาได้น่ากินเหลือเกิน น่าแปลก ความจำเสื่อมทุกอย่าง แต่จำวิธีทำอาหารได้”
ซูฉีรู้ว่าทุกคนต้องสงสัย เธอจึงแต่งเื่ราวคร่าวๆ เตรียมเอาไว้แล้ว “ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนจมน้ำ ความเย็นแทรกเข้ามาในหัว ทุกอย่างกระจัดกระจาย ความทรงจำทุกอย่างหายไป แต่มีเื่น่าแปลกมาก วิธีการทำอาหารมากมายถูกจับยัดเข้ามาในหัว ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็แบบนี้ได้อย่างไรค่ะ”
คุณตากับคุณยายเซี่ยตั้งใจฟังจนตาไม่กะพริบ เป็คุณยายที่ตบโต๊ะเสียงดัง “เป็แบบนี้เอง! เคยได้ยินคำว่าได้อย่างเสียอย่างมานักต่อนัก พึ่งประจักษ์กับตาตัวเองก็วันนี้เอง!”
“ฉีฉีเื่นี้ตาว่ามันก็มีส่วนดี” คุณตาว่าแล้วก็หยิบตะเกียบมาคีบปลากิน ทันทีที่อาหารเข้าปาก ดวงตาแก่ชราเบิกโต “อร่อย! ปลากับเครื่องปรุงก็ไม่ต่างจากเดิม แต่ทำไมรสชาติคนละเื่กับเมื่อก่อนเลย!?”
ซูฉีพยักหน้า “ฉันเห็นวิธีทำอาหารมากมายตอนหมดสติ รสชาติเลยแปลกไปค่ะ”
“ดีจริงๆ แบบนี้ฉีฉีจะได้ทำอาหารให้เ้าตัวเล็กกินของอร่อย ตาเฒ่าพรุ่งนี้ไปซื้อไข่มาสักตะกร้า หาผักดีๆ มาบำรุงฉีฉีกับเหลนด้วยนะ!” คุณยายคิดว่าเป็เช่นนี้ก็ดี หลานสาวเพียงความจำเสื่อม ไม่ได้เป็บ้า ทั้งยังได้สูตรอาหารมากมายมาอีก
คุณตาพยักหน้าเข้าใจแต่ไม่พูดตอบ เพราะตอนนี้ในปากเต็มไปด้วยปลาย่าง คุณยายกลัวหลานกับเหลนในท้องจะอดกินเพราะตาเฒ่าจะกละ เธอแบ่งส่วนของหลานสาวไว้ต่างหาก
ทั้งสามนั่งลงกินอาหารเย็นกันสามคน ซูฉีเพิ่งเคยมีครอบครัว เธอถูกขายเป็นางกำนัลของวังหลวงั้แ่จำความได้ ครอบครัวหน้าตาเป็เช่นไรหล่อนลืมจนหมดสิ้น
วันนี้มีคุณตาคุณยายกับลูกในท้อง เธอรู้สึกเหมือนมันเป็ชีวิตใหม่ที่ดีไม่น้อย เธอมีเื่ที่ยังสงสัยจึงถามออกไปว่า “ตอนนี้ฮ่องเต้คือใครคะ?”
‘พรวด!’ ตาเซี่ยพ่นน้ำที่กำลังดื่มออกมา ส่วนคุณยายสำลักปลาย่าง
“ฉีฉี ตอนนี้เราไม่มีฮ่องเต้มาหลายสิบปีแล้ว ต่อไปหลานอย่าพูดเื่นี้อีกนะ ไม่งั้นทหารแดงจะมาจับตัวไป!” คุณตาต้องเอ่ยเตือน
ซูฉีพยักหน้าอย่างแข็งขัน คุณตากับคุณยายยังเล่าเื่ยุคสมัยนี้ให้เธอฟังอีกมากมาย เช่นการใช้คูปองซื้อสินค้าอาหาร การต้องทำงานแลกแต้มค่าแรง ซูฉีฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยเป็ธรรมเลย ทำงานหนักแต่ไม่มีสิทธิ์ได้กินอิ่ม คุณตากับคุณยายแม้ไม่ผอมแห้งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แต่ก็ควรจะมีน้ำมีนวลกว่านี้
ซูฉีเริ่มคิดถึงอนาคต เธอยังมีลูกน้อยในท้อง ลูกยังต้องกิน โตไปก็ยังต้องเรียน หลังจากนั้นยังต้องออกเรือน เธอต้องคิดเผื่อลูกไว้เยอะๆ ซูฉีเริ่มคิดเื่การค้าเล็กๆ เพื่อเก็บเงินไว้ให้เ้าตัวเล็ก
คุณตายังเล่าเื่ตลาดในตัวอำเภอ จะมีอยู่ตลาดหนึ่งที่ซื้อขายโดยไม่ต้องใช้คูปอง สำหรับชาวบ้านแล้วอาหารหาง่ายกว่าคูปองเสียอีก ต่างกับพวกทำงานในโรงงาน คนพวกนั้นจะได้คูปองมากกว่าพวกเขา แต่อาหารขาดแคลนอย่างหนัก เพราะมีคูปองก็ใช่ว่าจะหาซื้อเสบียงได้ และคูปองเป็ตัวการจำกัดการซื้อของทุกคน เพื่อให้อาหารมีเพียงพอ แม้ไม่อิ่มแต่ก็ไม่อดตาย!
ซูฉีขอคุณตากับคุณยายพาไปเดินตลาดพรุ่งนี้ สองผู้เฒ่าพยักหน้าอนุญาต ในความคิดของซูฉี เธออยากขายของมานานมาก ตอนอยู่ในวังฟังแต่เื่เล่านอกวังจากขันทีที่ออกไปทิ้งของเสีย พวกเขาเล่าว่าตลาดผู้คนพลุกพล่าน ชายหญิงเบียดเสียดกัน แต่ก็คึกคักและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ไม่ระทมหดหู่เหมือนในวังหลวง
พรุ่งนี้ซูฉีจะไปเห็นด้วยตาของตัวเองแล้ว!