หมอประจำหมู่บ้านหัวเราะ“หนูน้อยคนนี้น่ารักและกตัญญูจริงๆเด็กผู้หญิงนี่แหละที่อ่อนโยนกับใจที่สุด”
ซูเจียวเจียวเผยรอยยิ้มบนใบหน้า“หยวนหยวนเป็นเด็กดีมากจริงๆ ค่ะ แถมยังน่ารักด้วย”
รู้สึกเหมือนการเป่าเพี้ยงๆของหลิวหยวนหยวนช่วยให้ความเจ็บปวดลดลงไปได้จริงๆ
พอหมอประจำหมู่บ้านพันแผลเสร็จเซียวหยวนหมิงก็มาถึงพอดี
เขาดูเหมือนจะวิ่งมาอย่างรีบร้อนเหงื่อไหลท่วมศีรษะ ลำคอ และทั่วทั้งร่างกาย เสียงหอบหายใจของเขาหนักหน่วงแต่ดวงตาคู่นั้นกลับจับจ้องอยู่ที่ซูเจียวเจียวอย่างไม่ละสายตา
“เจียวเจียว คุณเป็นยังไงบ้าง? ล้มเจ็บหนักหรือเปล่า?”
เซียวหยวนหมิงเดินเข้าไปในห้องตรวจขนาดเล็กถามด้วยใบหน้ากังวลขณะที่สายตาของเขามองไปยังมือของซูเจียวเจียวที่ถูกพันด้วยผ้าก๊อซและพบว่าทั้งข้อมือและฝ่ามือของเธอถูกพันผ้าก๊อซไว้
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันที“ทำไมล้มจนเจ็บหนักขนาดนี้!”
“อาหมิง คุณมาได้ยังไงคะ?” ซูเจียวเจียวมองเขาอย่างประหลาดใจเธอไม่คิดเลยว่าเขาจะมาที่นี่ในตอนนี้ เพราะยังไม่ถึงเวลาเลิกงานเลย
หญิงสาวเบิกตากลมโตชื้นน้ำมองเขา
หัวใจของเซียวหยวนหมิงเต้นแรงเขากุมมือที่บาดเจ็บของเธอเบาๆ “ล้มได้ยังไง?”
ซูเจียวเจียวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันแค่เดินไม่ระวังเองคุณยังไม่เลิกงานไม่ใช่เหรอคะ? แล้วนี่รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่?”
เซียวหยวนหมิงตอบ“เมื่อกี้ผมกำลังแบกไม้ลงมา แล้วบังเอิญเจอพี่สาวเธอบอกว่าคุณมาที่นี่ ผมก็เลยรีบมาดู”
ดวงตาของเขาฉายแววลึกซึ้งขณะมองเธอ“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? คุณบอกผมไม่ได้จริงๆหรือ?”
ซูเจียวเจียวมองหมอประจำหมู่บ้านที่อยู่ข้างๆแล้วยิ้ม“คุณกังวลอะไรขนาดนั้นเล่า ดูสิคะ ฉันไม่เป็นอะไรหรอกแค่เดินไม่ระวังจนลื่นล้มเอง”
เซียวหยวนหมิงเข้าใจความหมายของซูเจียวเจียวทันทีเขาย่อตัวลงตรงหน้าซูเจียวเจียว “ผมจะแบกคุณกลับบ้าน”
ซูเจียวเจียวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย“ฉันแค่บาดเจ็บนิดหน่อยเองนะคะ”
“ขึ้นมา”
เสียงทุ้มต่ำเย็นชาของชายหนุ่มดังขึ้นในอากาศแฝงความหมายที่ยากจะปฏิเสธได้
ซูเจียวเจียวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยทำได้เพียงคลานขึ้นไปบนหลังของเขาอย่างเชื่อฟัง
เซียวหยวนหมิงยืนขึ้นมองหนูน้อยที่อยู่ตรงเท้า “หยวนหยวนหนูเดินกลับเองได้ไหมครับ?”
หลิวหยวนหยวนยิ้มกว้างเผยฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ “คุณน้าชายแบกน้าสะใภ้กลับไปเถอะค่ะหนูเดินเองได้ น้าสะใภ้บาดเจ็บ ต้องมีคนดูแลนะ”
เซียวหยวนหมิงยิ้ม“หยวนหยวนของเรานี่น่ารักจริงๆ”
เซียวหยวนหมิงแบกซูเจียวเจียวเดินไปตามทางเล็กๆในชนบท โดยมีหลิวหยวนหยวนเดินตามต้อยๆ อยู่ข้างหลัง
“เจียวเจียว ตอนนี้คุณบอกผมได้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เซียวหยวนหมิงเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆจึงเอ่ยปากถาม
ซูเจียวเจียวโอบรอบคอเขาวางศีรษะลงบนไหล่ของเขาเบาๆ แล้วเล่าเรื่องที่เธอเจอโจวเม่ยให้เขาฟัง
ได้ยินดังนั้นสีหน้าของเซียวหยวนหมิงก็พลันมืดครึ้มลง ในที่ที่ซูเจียวเจียวมองไม่เห็นดวงตาของเขามีประกายเย็นชาปรากฏขึ้น ที่แท้ก็โจวเม่ยอีกแล้ว
ซูเจียวเจียวเห็นเขาเงียบไม่พูดอะไรและไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เธอก็เลยเอ่ยขึ้น “ถึงฉันจะเจ็บมือแต่โจวเม่ยเจ็บหนักกว่าฉันเยอะ เธอตกลงไปที่เนินลาดข้างล่างแถมยังอยากให้ฉันช่วยดึงขึ้นมาอีก ฝันไปเถอะ ฉันไม่มีทางดึงโจวเม่ยขึ้นมาหรอกค่ะแต่ฉันบอกแล้วว่าจะไปตามคนมาช่วยเธอ ฉันจะรอให้มืดก่อนแล้วค่อยไปตามคนมาช่วย”
เซียวหยวนหมิงตอบ“เรื่องนี้คุณไม่ต้องกังวลหรอก เดี๋ยวผมจะไปตามคนมาช่วยเธอเอง”
ซูเจียวเจียวพยักหน้า“ได้ค่ะ คุณไปก็ได้”
เมื่อถึงบ้านเซียวหยวนหมิงให้ซูเจียวเจียวพักผ่อนให้เต็มที่ และไม่ต้องไปเก็บใบเฉาก๊วยอีกแล้ว
ถึงแม้เฉาก๊วยจะอร่อยแต่เทียบกับความปลอดภัยของเจียวเจียวแล้ว มันเทียบกันไม่ได้เลยสักนิด
“เข้าใจแล้วค่ะ”
เซียวหยวนหมิงกำชับหลิวหยวนหยวนอีกครั้ง“หยวนหยวน น้าฝากลูกดูแลน้าสะใภ้ด้วยนะจำไว้ว่าอย่าให้น้าสะใภ้เดินไปซนที่ไหน แล้วก็อย่าให้มือโดนน้ำนะรู้ไหม?”
หลิวหยวนหยวนพยักหน้าอย่างจริงจัง“คุณน้าสบายใจได้เลยค่ะ! หนูจะดูแลน้าสะใภ้อย่างดีแน่นอนจะไม่ให้น้าสะใภ้ไปเดินซนที่ไหนเลย แล้วก็จะไม่ให้มือโดนน้ำเด็ดขาดด้วยค่ะ”
พูดพลางมือเล็กๆก็จับมืออีกข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บของซูเจียวเจียว “น้าสะใภ้คะถ้าอยากดื่มน้ำก็บอกหนูนะคะ หนูจะรินให้เอง แล้วน้าสะใภ้ต้องเป็นเด็กดีนะคะอย่าเดินซนไปไหนมาไหน เพราะไม่อย่างนั้นน้าสะใภ้จะไม่ใช่เด็กดีแล้วนะ”
ซูเจียวเจียวมองคนตัวเล็กกับคนตัวโตตรงหน้าก็อดหัวเราะไม่ได้ “จ้าๆ เข้าใจแล้วฉันจะไม่เดินซนไปไหนแล้ว สบายใจได้หรือยังเอ่ย?”
เซียวหยวนหมิงพยักหน้าแล้วหันหลังเดินจากไป
…
“มีใครอยู่ไหมคะ? ช่วยด้วย!”
โจวเม่ยร้องจนเสียงแหบแห้งร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมกับสาปแช่งซูเจียวเจียวอย่างเกรี้ยวกราด
ใบหน้าของเธอซีดเผือดราวกับกระดาษเหงื่อไหลท่วมหน้าผาก ทั้งร้อนทั้งเจ็บปวดผสมปนเปกัน ทำให้เธอทรมานเกินจะทานทน
ทั้งหมดเป็นเพราะซูเจียวเจียวนางสารเลวนั่น!
ถ้าไม่ใช่เพราะซูเจียวเจียวละก็เธอจะตกอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร!
เธอตะโกนมาตั้งนานแล้วยังไม่เห็นแม้แต่เงาคนเลย!
บ้าเอ๊ย!
คนแถวนี้ตายกันหมดแล้วหรือไง?
อีกทั้งที่นี่ยังกันดารยิ่งกว่าที่ใดไก่ยังไม่ออกไข่ นกก็ไม่ถ่ายมูล เธอจะไม่ย่างกรายมาที่นี่อีกเป็นอันขาด!
นอกจากนี้ซูเจียวเจียวน่ะเหรอ หล่อนมันคนใจร้ายชัดๆ!
ฉันก็แค่ถามไปไม่กี่คำเองเธอก็ไม่ยอมบอก แถมยังทำให้ฉันล้มลงมาอีก!
ซูเจียวเจียวไปนานขนาดนี้แล้วยังไม่กลับมาแสดงว่าต้องไม่ได้ไปตามคนแน่!
เธอจงใจแกล้งฉัน!
จงใจไม่ตามคนมาช่วยฉัน!
โจวเม่ยพยายามปีนขึ้นไปเองทว่าเพราะขาของเธอเจ็บเกินไปก็เลยปีนไม่ขึ้น ถ้าไม่เจ็บขาละก็เธอคงปีนขึ้นไปได้สบายๆ ตั้งนานแล้ว
ในขณะนั้นโจวเม่ยเหมือนได้ยินเสียง ‘ฟ่อๆ’
เธอมองกลับไปก็เห็นงูตัวหนึ่งกำลังเลื้อยเข้ามาหา พร้อมกับแลบลิ้นยาวๆ ออกมา
“กรี้ดดดดด! งู!”
โจวเม่ยกรีดร้องเสียงดังเธอตกใจจนใบหน้าซีดเผือดกว่าเดิม สองขาก็ถอยหลังไปเรื่อยๆ“อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา ฮือๆๆ … มีใครอยู่ไหม มีใครอยู่ไหมคะ…ช่วยด้วย!”
โจวเม่ยไม่ทันระวังจึงหกล้มไปด้านหลังร่างทั้งร่างกลิ้งลงไปด้านล่าง จนหายลับไปในพงหญ้า
หลังจากที่โจวเม่ยกลิ้งตกลงไปแล้วร่างหนึ่งก็เดินออกมาจากหลังต้นไม้ นั่นคือเซียวหยวนหมิง
เซียวหยวนหมิงก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วคว้าคองูตัวนั้นขึ้นมา แล้วมองพงหญ้าด้านล่างด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะหันหลังเดินจากไป
แค่งูทางมะพร้าวที่ไม่มีพิษก็ตกใจขนาดนี้แล้ว
เซียวหยวนหมิงกลับไปที่ถนนสายหลักและพบกับหลี่เอ้อร์โก่วและหลี่ต้าเฉวียนที่เพิ่งแบกไม้ลงมาพอดี
หลี่ต้าเฉวียนถาม“พี่อาหมิง เมื่อกี้ไปไหนมา ทำไมไปนานจัง?”
เซียวหยวนหมิงตอบ“ผมเจอเจียวเจียว เธอบอกว่ายุวชนโจวตกลงไปที่เนินลาดด้านล่างให้มาตามคนช่วยดึงเธอขึ้นมา”
พอได้ยินว่าเป็นโจวเม่ยหลี่ต้าเฉวียนก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นชีวิตคนเขาก็เลยถาม “ที่ไหนล่ะ? พี่นำทางไปเลย”
ทว่าหลี่เอ้อร์โก่วที่อยู่ข้างๆได้ยินดังนั้นก็รีบทิ้งไม้ลงทันที “เซียวหยวนหมิงยุวชนโจวตกลงไปที่ไหน? ผมจะไปช่วยด้วย!”
เซียวหยวนหมิงทอดสายตาไปยังหลี่เอ้อร์โก่วอย่างมีความนัย“ได้สิ นายไปกับเราเถอะ เพิ่มอีกคนก็เพิ่มแรงอีกหนึ่ง”
ได้ยินดังนั้นหลี่เอ้อร์โก่วก็เผยสีหน้ายินดี เขาไม่คิดเลยว่าเซียวหยวนหมิงจะพูดง่ายขนาดนี้แถมยังตอบรับเขาอีกด้วย!