“คะ...ใคร...อ่อก!”
พอมันเปิดปากจะพูด ผมก็ใช้พลังจิตดันลิ้นให้ปิดหลอดลม
“บอกว่าให้หุบปากไง”
ผมโยนเขาขึ้นไปบนดาดฟ้า แล้วมองมาทางผู้ติดตามที่อยู่ข้างล่าง พวกนั้นยังคงยืนสูบบุหรี่ด้วยท่าทีสบายๆ
แน่นอนว่ายังไม่รู้ตัว
ผมย้ายสายตาไปยังไอ้หางหมู มันกำลังดิ้นรนเอามือล้วงเข้าไปในปากพยายามเอาลิ้นออกมา
“อือ อือ!”
“เสียแรงเปล่า”
คราวนี้มันหันหลังกลับและพยายามหนีจากผม ผมถอนหายใจเล็กน้อยและใช้พลังจิตดึงเท้ามันเอาไว้
-ตึง
เขาล้มหน้าคว่ำลงไปกับพื้นแต่ก็ยังดิ้นรนจะหนีต่อ ผมจับแขนเขาไพล่หลังแล้วพูดว่า
“อยากลงไปข้างล่างเหรอ ให้โยนลงไปดีไหม”
ตอนขึ้นมาบนนี้ มันจำได้หรือเปล่า
เขาส่ายหัวไปมา เผยให้เห็นสีหน้าที่แสดงออกว่ายอมแพ้ ผมมองท่าทางของเขาแล้วก็รู้สึกแปลก ๆ
มันยอมแพ้ง่ายเกินไป
ตอนนั้นภาพของคิมแจโอที่จ้องจะทำร้ายตลบหลังผมด้วยการแสดงว่ากลัวนักกลัวหนาก็ซ้อนทับขึ้นมา
“อย่าบอกนะ...”
ผมรูดซิปกระเป๋าใบใหญ่ ข้างในเต็มไปด้วยแบงก์ห้าหมื่นวอนเป็มัด ๆ
-ตุบบบ
ผมพลิกกระเป๋าให้ลอยอยู่ในอากาศ เงินร่วงลงมาเต็มพื้น ผมพลิกกระเป๋าเปล่าไปมาและทันทีที่นำแผ่นรองก้นกระเป๋าออก ก็พบเครื่องติดตามขนาดเล็ก
“กะแล้วว่าต้องเป็แบบนี้”
พอผมทำลายเครื่องติดตามนั่น ไอ้หางหมูสีหน้าซีดเผือดทันที
“อือออ...”
“เอาล่ะ จะอธิบายสถานการณ์ตอนนี้ให้ฟัง ตั้งใจฟังล่ะ”
ในขณะที่พูด ผมก็เก็บเงินเข้ากระเป๋าไปด้วย
“คนเก็บเงินกู้หายตัวไปพร้อมกับเงินที่เก็บมาอุปกรณ์ติดตามก็ถูกตัดสัญญาณไปทันที มันหมายความว่าไงน้า”
“.....!”
“เออใช่ ต้องปิดโทรศัพท์ด้วย”
ผมพลิกเสื้อของเขาและปิดโทรศัพท์
“เข้าใจไหม”
เขาพยักหน้า
ผมคลายลิ้นของมันออก แต่ก็ไม่ลืมที่จะขู่ว่าถ้าส่งเสียงออกมาผมจะดึงลิ้นมันออกมาทั้งยวง
“ฉันจะถามคำถามแกสักสองสามข้อ”
“ครับ”
“ชื่อ”
“ชะ...ชินจุงวอนครับ”
“สังกัด”
“บีดี กรุ๊ป…”
“ช่างมันเถอะ อยู่ฝ่ายไหนในแก๊งัดำ”
“ลูกพี่...คังชินแจครับ”
คังชินแจอีกแล้วสินะ
ผมสืบเกี่ยวกับแก๊งัดำมา พวกมันถูกแบ่งออกเป็สองฝ่าย ผมลักพาตัวเขามาเพื่อตามหาที่อยู่ของชเวชิลซังแต่ทุกครั้งที่ผมตามสืบเื่ ก็เจอแต่คนที่อยู่ฝ่ายคังชินแจ จนผมสงสัยว่าพวกคนที่อยู่ฝ่ายของโอฮยอนโจไปอยู่ที่ไหนกันหมด
“ถ้าอย่างนั้น แกก็รู้จักชเวชิลซังเป็อย่างดีเลยสินะ อย่ามาบอกว่าไม่รู้นะ”
“ลูกพี่ชิลซัง ทำไม...”
“คำถามน่ะ ฉันถามได้แค่คนเดียว”
ผมถามข้อมูลเกี่ยวกับชเวชิลซังทันที สถานที่ที่ชอบไปเป็ประจำและบ้านที่เขาพักอาศัยอยู่
แต่มันก็ไม่ยอมเปิดปากพูดเลย
“ชิลซังนี่คงน่ากลัวใช้ได้เลยนะเนี่ย”
“.....”
“ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้เดี๋ยวฉันฆ่าแกแล้วเอาไปฝังไว้ในที่ที่ไม่มีใครรู้ให้แล้วกันส่วนเงินนี่จะเอาไปให้ครอบครัวของแก ถึงเป็มาเฟียแต่ก็ต้องมีครอบครัวมีเมียใช่ไหมล่ะ แล้วชเวชิลซังจะทำยังไงกับพวกเขานะ”
“.....!”
“ถ้าหากฉันเป็ชเวชิลซังล่ะก็ คงส่งไปเครื่องปั้นมูซองลีมูซองกับคิมแจโอคงปรนนิบัติพวกเขาเป็อย่างดีเลยแหละ แกคิดว่าไง”
“แกรู้จักเครื่องปั้นมูซองได้ยังไง...”
“นั่นไม่ใช่เื่ที่แกต้องรู้ ที่สำคัญคือฉันจะทำแบบนั้นแหละ”
ผมยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้นแสยะยิ้มออกมาราวกับว่าจะทำอย่างนั้นจริงๆ เขากลอกตาไปมาดูลังเลใจแต่สุดท้ายก็ยอมเปิดปากพูด
"ถ้า...ผมให้คำตอบที่คุณ้าจะเกิดอะไรขึ้นกับผมเหรอครับ"
“อยากช่วยครอบครัว อยากมีชีวิตต่อเหรอ”
“ถ้า...ถ้าคุณกรุณา ผมจะพาครอบครัวหนีไปต่างประเทศเลยครับ”
เขาพูดพร้อมกับเหลือบมองที่กระเป๋าใบโต ถ้าใช้สิ่งนั้นต้องได้ข้อมูลที่ถูกต้องมาแน่ ๆ
“ถ้าให้ข้อมูลถูกต้อง เงินทั้งหมดนั่นเป็ของแก”
“จะ...จริงเหรอครับ”
“ลองว่ามาก่อน”
ชินจุงวอนบอกที่อยู่บ้านและชื่อของบาร์ที่ชเวชิลซังไปบ่อยจนเป็ลูกค้าประจำและยังมีการอธิบายเพิ่มเติม
“ถ้าอยากเจอลูกพี่ชิลซัง ให้ไปดักรอเจอที่บาร์จะเร็วกว่าครับ”
“เร็วกว่าดักเจอที่บ้านอีกเหรอ ทำไม”
“ลูกพี่เขากลับบ้านแค่เดือนละครั้งสองครั้งเองครับ”
“แล้วที่บาร์ล่ะ”
“สองสามวันไปที วันนี้ก็อาจจะไปครับ”
“แอบเด็กไว้ที่นั่นเหรอ”
เขาพยักหน้าเล็กน้อย ผมยิ้มออกเมื่อได้เห็นท่าทางแบบนั้น
“แล้วเงินนี่ เอามาทำไม เหมือนจะเอาเข้าไปในบ้านหลังสุดซอย”
“ที่นั่น...เป็ธนาคารครับ”
“ธนาคาร?”
“คิดว่าเป็ไพรเวตแบงก์ก็ได้ครับ แต่ว่าต่างกันตรงที่นี่ใช้ตอนฟอกเงินหรือเก็บเงินผิดกฎหมายครับ”
“อืม...”
เหมือนเป็สถานที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบ มีแต่เงินสกปรกเข้าออกสินะ
ถ้ากระปุกออมสินนั่นโดนทำลาย คงมีคนเดือดร้อนไม่น้อย
แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้
ผมตัดสินใจที่จะระมัดระวังตัวให้มากขึ้นจากที่ได้เล่นงานเครื่องปั้นมูซองโดยไม่มีการวางแผนใด ๆ ถึงแม้อยากจะลงมือแค่ไหน ก็ต้องเข้าใจสถานการณ์ก่อน
"ผมไปได้หรือยังครับ"
"ยัง"
“เมื่อกี้คุณบอกว่าถ้าผมให้คำตอบ จะปล่อยผมไปพร้อมกับเงินนี่…”
ผมตอบชินจุนวอนอย่างเ็า
“ฉันไม่ดีลกับสวะอย่างพวกแกหรอก”
“ไอ้...อึก”
ผมปิดกั้นจมูกและปากที่เป็ทางเดินหายใจของเขา ขัดขืนเท่าไหร่ก็ไม่สามารถสลัดออกจากการควบคุมของผมได้พอเขาหมดสติจนร่างกายห้อยโตงเตงอย่างหมดแรง ผมก็ใช้พลังจิตบังคับเขาเหมือนหุ่นเชิดให้เคลื่อนไหวอย่างเป็ธรรมชาติ
“ดี แบบนั้นแหละ”
ผมพาชินจุงวอนไปไว้ที่ซอยฝั่งตรงข้ามกับซอยที่เขาเคยยืนอยู่และพาเขาเดินไปยังถนนผมบังคับชินจุงวอนกอดกระเป๋าใบโตไว้ในอ้อมแขน หันหน้าไปซ้ายทีขวาทีให้ดูเหมือนกระวนกระวาย
-บรืนนน
หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง ก็มีรถบรรทุกสินค้าขับมาด้วยความเร็วสูง
รถส่วนใหญ่จะขับกันเร็วมากโดยไม่สนใจสัญญาณไฟจราจรราวกับเป็เื่ปกติ โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่ถนนโล่ง ยิ่งไปกว่านั้น รถบรรทุกยังขับคร่อมเลนซ้ายเลนขวาอย่างน่าหวาดเสียวเหมือนเมาแล้วขับผมรอเวลาผลักชินจุงวอนเข้าไปบนถนน ทำให้ดูเหมือนเขาะโเข้าไปเมื่อมองจากด้านข้าง
-โครม!
เสียงดังราวกับฟ้าผ่า ชินวอนจุงกระเด็นลอยกลางอากาศตกไปกระแทกพื้นอย่างแรง
ตายคาที่
แบงก์ห้าหมื่นวอนปลิวออกจากกระเป๋าราวกับกลีบดอกไม้สีเหลืองกระจายอยู่บนถนน
หลังจากจัดการชินจุงวอนเรียบร้อย ผมซ่อนตัวรออยู่ใกล้ ๆ ร้านบาร์ที่ชินวอนจุงบอกผมเพียงไม่นาน รถตู้ก็เข้ามาจอดเรียงกันมีคนสิบกว่าคนลงจากรถ ในนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนชเวชิลซัง
เขามาที่นี่จริง ๆ
“เจอแล้ว”
ดีที่ไม่ต้องเสียเวลา
มีคนอยู่รอบ ๆ เขาเยอะมากแต่เดี๋ยวก็คงแยกกันผมจึงไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่
“จะลงมือที่ไหนดี... “
บางทีวันนี้มันคงไม่กลับบ้าน ผมโล่งใจที่เป็ไปตามที่คิดไว้ ตามที่ชินจุงวอนบอกหมอนั่นต่างจากจางควอนอิลตรงที่เขามีครอบครัว ถ้าอย่างนั้น มีโอกาสเป็ไปได้สูงที่คืนนี้จะพักที่ห้องชั้นบนสุดของโมเต็ล
“มีกล้องวงจรปิด ห้องข้าง ๆ ก็มีลูกน้องอยู่ ที่นี่คงไม่เหมาะ”
ผมคงไม่ต้องสนใจอะไรถ้าแค่ฆ่าให้ตาย แต่ผม้าจะถามข้อมูล
ทำไมต้องสะกดรอยตามผม
คนที่ฆ่าฮันซอลอาคือพวกมันใช่ไหม
ด้วยตำแหน่งของเขาน่าจะทำให้ผมหายสงสัยได้ ผมต้องหาสถานที่ลักพาตัวก่อนที่เขาจะขึ้นไปบนโมเต็ล
-ตึก ตึก
ใช้เวลาอยู่ในห้องรับรองของบาร์นานพอสมควร ผมมองตรวจเช็กบริเวณรอบ ๆ
ที่นี่เป็ย่านธุรกิจระดับ B ห่างจากย่านใจกลางเมืองเล็กน้อย เมื่อเวลาล่วงเลยไปร้านค้าก็เริ่มปิดทำการ
“เพราะเป็ย่านธุรกิจเลยมีคนเยอะอยู่ตลอด ขึ้นไปบนดาดฟ้าแบบเมื่อกี้ดีไหม”
ส่วนใหญ่มีแต่ตึกสูง 4, 5 ชั้น หากขึ้นไปบนดาดฟ้า คงไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ว่าบนถนนคนยังเยอะอยู่ถ้าลอยขึ้นฟ้าไปโดยไม่ได้วางแผนอาจจะเสี่ยงเตะตาใครเข้า
“ไม่ว่าจะมองยังไง แถวนี้ก็ไม่เหมาะ ขับรถไปสำรวจหน่อยดีกว่า”
ผมตั้งใจจะลงมือให้ใกล้แถวนี้เท่าที่จะเป็ไปได้และตั้งใจอำพรางให้เป็การตายโดยอุบัติเหตุแต่ดูเหมือนจะเป็เื่ยาก ผมจึงเลือกแผนต่อมา การฆ่าโดยไม่หลงเหลือหลักฐานเขาเป็มาเฟียและเมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ของเขากับฝ่ายของโอฮยอนโจผมคิดว่ามันดูไม่แปลกถ้าเขาจะถูกดักฆ่าที่ไหนก็ได้
แต่เมื่อกลับมาที่บาร์ ผมเบิกตากว้าง
“จะไปแล้วเหรอ”
หลังจากเข้าไปได้ไม่ถึงชั่วโมง ชเวชิลซังกำลังออกจากบาร์ ถ้าผมกลับมาช้าอีกนิดคงคลาดไปแล้วเขาทักทายผู้หญิงที่สวมชุดสีแดงและขึ้นรถซีดานสีดำที่มีคนขับรถให้
ผมรีบสวมหมวกกันน็อคและขี่มอเตอร์ไซค์ตามเขาไป
-บรืนนน
ผมสะกดรอยตามรถซีดานที่มุ่งหน้าไปโรงแรม
ได้ยินมาว่าส่วนใหญ่เขาจะอยู่ที่โรงแรมกลับบ้านแค่เดือนละครั้งสองครั้งมาเฟียนี่ฟุ่มเฟือยจริง ๆ
“เชื่อมพลังจิตทิ้งไว้ก่อน”
ผมเชื่อมพลังจิตของผมไว้กับเสื้อผ้าของชิลซังจากระยะไกล สิ่งนี้ทำให้สามารถตรวจจับตำแหน่งได้ไม่ว่าจะไปที่ไหน
ผมรอประมาณหนึ่งชั่วโมงในสวนสาธารณะใกล้ ๆ หากผมตามเข้าไปเช็กอินทันทีอาจจะโดนสงสัยได้
-พึ่บ พึ่บ
อยู่ ๆก็มีผีเสื้อกลางคืนตัวใหญ่ตัวหนึ่งบินผ่านตาอยู่ตรงเสาไฟข้างถนน ผมใช้พลังจิตจับผีเสื้อกลางคืนใส่กระเป๋าเสื้อ
มันจะมีประโยชน์ในเวลาที่เหมาะสมผมเว้น่เพียงพอแล้วจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปที่ล็อบบี้ของโรงแรม
“ยินดีต้อนรับค่ะ ได้จองไว้ไหมคะ”
พนักงานต้อนรับมองผมและยิ้มให้ ในเวลารุ่งสางแบบนี้พอได้มองรอยยิ้มกว้าง ๆ ก็รู้สึกดีเหมือนกัน
หาเงินนี่มันช่างยากลำบากจริง ๆ
“เปล่าครับ จะค้างหนึ่งคืนพอจะมีห้องว่างไหมครับ”
“มีสิคะ ให้ดิฉันแนะนำห้องพักแบบไหนให้ดีคะ”
“ห้องแบบไหนก็ได้ครับ แต่มีห้องที่ชั้น 9 ว่างอยู่ไหมครับเห็นว่าชั้น 10 เป็เลาจน์บาร์ ผมอยากจะพักใกล้ ๆแถวนั้นครับ”
“เหลือแค่ห้องสวีทรูมค่ะ ได้ไหมคะ”
“ได้ครับ”
“ค่ะ ขอเก็บค่าที่พักเลยนะคะ”
“นี่ครับ”
ระหว่างที่เธอกำลังกรอกข้อมูล และคิดเงินที่คอมพิวเตอร์ผมก็เชื่อมพลังจิตไว้บนเสื้อของเธอ จากนั้นใช้พลังจิตแตะกระเป๋าเสื้อของเธอแบบไม่ให้จับสังเกตได้
“อยู่ในกระเป๋าด้านขวาสินะ”
วัตถุทรงสี่เหลี่ยมแบนในรูปแบบการ์ด รู้เลยว่านั่นคือมาสเตอร์คีย์ ผมขยับผ้าตรงกระเป๋าเสื้อและดันมาสเตอร์คีย์ออกจากกระเป๋าโดยที่เธอไม่ทันเห็น
“โอเค ใช่เลย”
ผมตัดการเชื่อมพลังจิตบนเสื้อของเธอ แล้วเชื่อมพลังจิตกับมาสเตอร์คีย์ในขณะที่เธอยุ่งอยู่เพื่อแอบขโมยมันมาด้วยเหตุนี้ ผมจึงมีวิธีที่จะเข้าไปในห้องที่ชเวชิลซังพักอยู่
"นี่คือคีย์การ์ดห้องเบอร์ 911 และคูปองอาหารเช้านะคะ"
"ขอบคุณครับ"
ผมหยิบของที่เธอส่งให้และมุ่งหน้าไปที่ลิฟต์
-ติ๊ง
พอมาถึงชั้น 9
ผมเช็กกล้องวงจรปิดเป็อันดับแรก ตรงกลางเป็ทางเดินรูปตัว T แน่นอนว่าต้องมีกล้องติดตั้งไว้ทั้งสามทางไม่มีทางที่จะไม่โดนจับภาพได้ในตอนที่จะเข้าห้องพัก
“แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา”
หากจะต้องถูกจับภาพได้ก็แค่ทำให้มองไม่ออกว่าเป็ใครก็พอผีเสื้อกลางคืนในตอนแรกถูกเก็บมาเพื่อจุดประสงค์นั้น เพื่อคลุมเลนส์กล้องวงจรปิด
-พั่บ พั่บ
ผีเสื้อกลางคืนบินไปเกาะอยู่ข้าง ๆ เลนส์อย่างเป็ธรรมชาติ หลังจากนั้นผมก็เข้าห้องพักไปถ้าผมใช้ผีเสื้อบังเลนส์กล้องแล้วออกไป ก็จะไม่มีใครรู้ว่าผมไม่อยู่ในห้องแล้ว แต่ถ้าถึงขนาดเช็กตัวล็อกประตูเพื่อดูเวลาเปิดปิดล็อกผีเสื้อกลางคืนก็คงไม่ได้ช่วยอะไร
“ถ้าจะสืบสวนถึงขั้นนั้น ต้องมีเหตุการณ์ฆาตกรรม”
ตราบใดที่ฆ่าอย่างไร้ร่องรอยก็ไม่มีปัญหา
ขณะที่ผมกำลังจดจ่ออยู่ ผมรู้สึกเหมือนจะจับตำแหน่งเขาได้
หลังจากเปิดประตูเข้าไป ผมก็ใช้พลังจิตขยับตัวผีเสื้อกลางคืนเพื่อปิดเลนส์จากนั้นผมเปิดประตูวิ่งไปที่ห้อง 920 ทันที
ผมเปิดประตูด้วยมาสเตอร์คีย์เข้าไปข้างใน ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึง 10วินาที จากนั้นขยับผีเสื้อกลางคืนไปที่ด้านข้างของเลนส์แล้วปล่อยให้รออยู่เช่นนั้นเพื่อใช้มันอีกครั้งในการออกจากห้องนี้
“หลับแล้วเหรอ ประตูถูกเปิดแต่ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเลย”
ผมเดินไปที่เตียงอย่างช้า ๆ