เมื่อเด็กชายจูหงเฟยเข้ามาในห้องนอนของเขาแล้ว จูหงเฟยก็เอาแต่นั่งครุ่นคิด
"เฮ้อ.. ตอนนี้ก็บ่าย 4 โมงกว่าแล้ว ฉันจะทำภารกิจบอบช้ำแล้วรักษายังไงดีนะ ไอ้เ้าระบบเทพยุทธ์นั่นมันก็ไร้ความรับผิดชอบสิ้นดี รายละเอียดว่าจะต้องทำยังไงมันก็ไม่ยอมอธิบาย เฮ้อ.."
จากนั้นจูหงเฟยก็มองไปรอบๆห้องนอนของเขา เขากำลังมองหาวัตถุหรืออุปกรณ์ใดๆที่จะนำมาทำให้ร่างกายของเขาบอบช้ำได้
แล้วสายตาจูหงเฟยก็สะดุดเข้ากับผนังห้องนอนของเขา "ใช่แล้ว.. เอาไอ้เ้าผนังห้องนี่แหละ.. ฉันจะเอาหน้าผากโขกกับผนังห้องให้มันโนขึ้นมาเหมือนกับเมื่อวาน แล้วค่อยหายใจด้วยวิธีแปลกๆนั่น มันต้องได้ผลแน่ๆ" จูหงเฟยคิดในใจอย่างยินดี
"แต่เดี๋ยวนะ.. แม่กำลังจะเลิกงานกลับมาแล้ว เดี๋ยวแม่เรียกไปกินข้าวแล้วแม่เห็นหน้าผากของเราโนขึ้นมาใหม่ แม่ต้องสืบสวนสอบสวนเราอย่างเอาเป็เอาตายแน่ๆ"
จากนั้นจูหงเฟยก็เดินไปส่องกระจกในห้องนอน เขามองเงาของตัวเองในกระจกแล้วพิจารณาร่างกายของเขาอย่างจริงจัง
แล้ว.. ปิ๊ง..!!! ไอเดียดีๆก็ผุดขึ้นมาในหัวสมองน้อยๆของเขา
"ฮ่าๆๆ.. หัวไหล่ไง.. หัวไหล่ ถึงหัวไหล่จะช้ำแต่เสื้อก็ปิดเอาไว้ แม่กับพ่อก็ต้องมองไม่เห็น ฮ่าๆๆ.."
"ว่าแต่จะเอาหัวไหล่ข้างไหนดีนะ เอาข้างซ้ายก็แล้วกัน ข้างขวาเก็บเอาไว้กินข้าว ฮ่าๆๆ.." จูหงเฟยคิดในใจอย่างยินดี
ว่าแล้วจูหงเฟยก็เตรียมตัวตั้งท่าจะวิ่งเอาหัวไหล่เข้าไปชนกับผนังห้อง
เมื่อจูหงเฟยทำใจได้แล้ว เขาก็กำหนดลมหายใจด้วยเคล็ดดูดซับพลังปราณลมหายใจแห่งมิติจักรวาลเพื่อเพิ่มแรงกระแทกให้แรงพอที่หัวไหล่ของเขาจะบอบซ้ำ
จูหงเฟยนั้นถือได้ว่าเป็บุคคลระดับท็อปในเื่ที่ทำให้ตัวเองต้องเจ็บตัว เนื่องมาจากความซุกซนเป็ลิงของเขามาั้แ่ยังเป็เด็กน้อยนั่นเอง
"ย๊าก.กก.ก..!!!" จูหงเฟยะโลั่นอยู่ในใจแล้ววิ่งตะแคงข้างเพื่อที่จะเอาหัวไหล่ข้างซ้ายของเขาพุ่งเข้าชนกับผนังห้องอย่างรวดเร็วและรุนแรง
แล้วในขณะที่หัวไหล่ข้างซ้ายของจูหงเฟยกำลังจะชนกับผนังห้องนั้น ร่างกายของจูหงเฟยก็เบรคตัวเองโดยอัตโนมัติในทันที
คือ..ร่างกายของจูหงเฟยปฏิเสธที่จะเอาหัวไหล่พุ่งเข้าไปชนกับผนังห้องตามสัญชาติญาณของมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทั่วๆไป หากมนุษย์คนนั้นไม่เป็โรคจิตที่ชอบทำร้ายตนเอง
"เฮ้อ.. ไอ้การที่จะตั้งใจทำให้ตัวเองบอบช้ำนี่มันยากจริงๆ" จูหงเฟยบ่นออกมาอย่างปลงๆ เพราะเขาย่อมรู้ถึงความยากในการฝืนสัญชาติญาณของมนุษย์ธรรมดาทั่วไปเป็อย่างดี
จูหงเฟยวิ่งยักแย่ยักยัน วิ่งไปเบรคไป เพื่อพยายามที่จะเอาไหล่ของเขาพุ่งเข้าชนกับผนังห้องไปอีกเกือบ10 ครั้ง แล้วในครั้งสุดท้ายจูหงเฟยก็หลับตาปี๋.. ทำสมองให้ว่างเปล่า.. ไม่ให้คิดถึงความเ็ปและไม่ให้คิดถึงระยะห่างระหว่างตัวเขากับผนังห้อง เพื่อที่เขาจะสามารถวิ่งตะแคงข้างไปได้โดยไม่สนใจสิ่งกีดขวางใดๆ
แล้ว.. ตุ๊บ...!!! เสียงหัวไหล่ข้างซ้ายของจูหงเฟยก็ชนเข้ากับผนังกำแพงในห้องนอนของเขาอย่างจัง
"โอ๊ย..!!!" จูหงเฟยร้องออกมาเบาๆเนื่องมาจากเขาได้ทำใจที่จะยอมรับความเ็ปเอาไว้แล้ว ตลอดจนจูหงเฟยก็กลัวว่าหากเขาร้องเสียงดัง พ่อของเขาก็จะได้ยินแล้วเข้ามาถามคำถามกับเขาอีกมากมายเป็แน่
ผลก็คือหัวไหล่ข้างซ้ายของจูหงเฟยมีอาการปวดขึ้นมา พร้อมทั้งมีรอยแดงเป็จ้ำปรากฏอยู่ที่บริเวณหัวไหล่
จูหงเฟยผู้ผ่านการเจ็บตัวมาแล้วมากมายั้แ่ยังเป็เด็กน้อย ย่อมรู้ดีว่าอาการขนาดนี้ อีกประมาณ 2 ชั่วโมง บริเวณหัวไหล่ซ้ายของเขาก็จะเริ่มบวมและเริ่มที่จะมีสีคล้ำไปเรื่อยๆ จนอีกประมาณ 1 ถึง 2 วัน หัวไหล่ซ้ายของเขาก็จะบวมเปล่งและมีสีเขียวช้ำอย่างเต็มที่
จูหงเฟยอดทนกับความเ็ป เขารีบล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้วกำหนดลมหายใจตามเคล็ดดูดซับพลังปราณลมหายใจแห่งมิติจักรวาลในทันที ที่จูหงเฟยต้องนอนกำหนดลมหายใจนั้นก็เพราะเขาปวดหัวไหล่ จนไม่อยากที่จะนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจอีกแล้ว
เมื่อเวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง ตอนนี้แม่ของจูหงเฟยกลับมาถึงคอนโดแล้วและกำลังเตรียมอาหารเย็นให้พร้อมที่จะมานั่งกินด้วยกัน
"เฟยเอ๋อ..คุณคะ..มากินข้าวเย็นกันได้แล้ว" แม่ของจูหงเฟยเรียกทั้งจูหงเฟยและพ่อของเขาให้มากินข้าวร่วมกัน
จูหงเฟยจึงหยุดกำหนดลมหายใจแล้วออกมาจากห้องนอนของเขาอย่างฝืนๆ เนื่องจากเขาเพิ่งรักษาตัวเองไปได้เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น อาการปวดที่หัวไหล่ซ้ายของเขาจึงยังถูกรักษาไปได้ไม่มากนัก
เมื่อจูหงเฟยกับพ่อและแม่ของเขานั่งกินข้าวพร้อมทั้งดูทีวีและพูดคุยถึงเื่เอเลี่ยนบุกโลกกันอย่างจริงๆจังจัง โดยที่ต่างคนต่างก็จิตนาการไปตามความคิดของตัวเองเสร็จแล้ว
จูหงเฟยก็กลับเข้าไปในห้องนอนของเขา จากนั้นเขาก็นอนกำหนดลมหายใจไปเป็เวลาอีก 4 ชั่วโมงจนถึงเวลา 5 ทุ่ม จูหงเฟยจึงพบว่าหัวไหล่ซ้ายของเขานั้นได้รับการรักษาจนหายสนิทดีแล้ว ไม่บวมหรือมีอาการเ็ปใดๆอีกเลย หายเป็ปรกติดีทุกอย่าง
แล้วจูหงเฟยก็สามารถรับรู้โดยจิตสำนึกของเขาได้ว่าบริเวณหัวไหล่ของเขานั้นจะสามารถทนรับแรงกระแทกได้ดีขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ ทำให้จูหงเฟยดีใจมากๆ จากนั้นจูหงเฟยก็หลับไปอย่างเร็วด้วยความง่วงสุดๆ
แกร๊งๆๆๆ...!!! แกร๊งๆๆๆ...!!! แกร๊งๆๆๆ...!!! แกร๊งๆๆๆ...!!!
เสียงระฆังั์ดังลั่นขึ้นมาในจิตสำนึกของจูหงเฟยตามเวลานัด..อีกแล้ว..
วันนี้เป็เช้าตรู่ของวันที่ 3 ที่จูหงเฟยได้พบเจอกับระบบเทพยุทธ์และทำการเปิดระบบนี้ขึ้นมา
จูหงเฟยแหกตาตื่นด้วยความไม่พอใจ แต่เช้าตรู่วันนี้จูหงเฟยกลับไม่ได้พบกับหน้าจอกระดานข้อความวงกลมหยินหยางสีม่วงใสๆแต่เขาได้พบกับ
*ลูกทรงกลมออร่าแสงสีม่วง* ที่มีขนาดประมาณลูกวอลเลย์บอล ซึ่งกำลังลอยอยู่ในจิตสำนึกของเขา
และลูกทรงกลมออร่าแสงสีม่วงนี้ก็คือ *ปราณจิตของจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไค* นั่นเอง..