หลังจากเมื่อคืนซูฮวาได้กลับไปยังสถานที่ที่นางเคยอาศัยอยู่มาครึ่งค่อนชีวิตนางก็ได้นำชุดของร่างเดิมกลับมาด้วยหนึ่งชุด อีกทั้งยังได้ยินสิ่งที่บ่าวในจวนพูดคุยกันว่าสตรีคนนั้นจะมาเยือนเมืองหลวงคาดว่าคงจะถึงภายในวันนี้นั่นทำให้นางอดที่จะรอคอยไม่ไหว
ซูฮวาผลัดเปลี่ยนชุดอยู่ภายในห้องไม่นานแม่เฒ่าสวี่ก็มาเคาะประตูเรียกทั้งนางและซุนหลิงที่อยู่ห้องติดกันเพื่อไปกินอาหารที่ห้องอาหารซึ่งแม่เฒ่าสวี่เป็คนจัดเตรียมด้วยตนเอง
ทันทีที่ออกมาจากห้องซูฮวาก็เห็นว่าซุนหลิงมีดวงตาบวมช้ำคงเพราะผ่านการร้องไห้มาอีกแล้ว และเมื่อไปถึงห้องอาหารก็ปรากฏว่าผู้เป็เ้าของสำนักแห่งนี้ไม่อยู่
“ป้าสวี่ ท่านลุงไปไหนหรือเ้าคะ”ซุนหลิงเอ่ยถามอย่างสงสัย
“พอดีนายท่านไปธุระเ้าค่ะคุณหนู”สวี่ฝางฝ่างเอ่ยอย่างนอบน้อม ซึ่งซุนหลิงไม่ชินเอาเสียเลย
“ป้าสวี่เรียกหลิงเอ๋อร์เหมือนท่านลุงก็ได้นะเ้าคะข้าไม่ใช่คุณหนูจากบ้านใด เป็เพียงหญิงชาวบ้านก็เท่านั้น” ซุนหลิงแนะนำก่อนจะเดินไปคล้องแขนแม่เฒ่าสวี่ให้มานั่งที่โต๊ะอาหารด้วยกัน
สวี่ฝางฝ่างได้แต่ยิ้มอย่างมีไมตรีถึงกระนั้นก็ไม่ได้ขัดการกระทำของซุนหลิง“อย่างไรท่านก็เป็ครอบครัวของนายท่านสือ ข้ารับใช้นายท่านสือก็ต้องรับใช้คุณหนูด้วย”
“ป้าสวี่ท่านก็เป็ครอบครัวของพวกเรานะ” ซุนหลิงยังคงแย้ง “ไม่รู้ด้วยแล้ว อย่างไรข้าก็จะนับถือท่านเป็ครอบครัวของข้าคนหนึ่งข้าไม่ชอบให้ท่านเรียกข้าว่าคุณหนู ไม่ชอบให้ท่านมาเคารพข้า ข้าไม่ชินด้วยเ้าค่ะอีกอย่างงานบ้านงานเรือนในสำนักฮุ่ยเหอให้ข้าช่วยทำนะเ้าคะ ข้าไม่อยากอยู่เฉยๆ”นางเอ่ยประโยคยืดยาว ก่อนจะเริ่มตักข้าวและอาหารให้สวี่ฝางฝ่างด้วยตนเอง
ส่วนซูฮวาก็ได้แต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จาทว่าลึกๆ กลับรู้สึกแปลกเพราะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นมานานมื้ออาหารมื้อนี้จึงทั้งแปลกทั้งไม่คุ้นชิน
่บ่ายวันเดียวกัน ณ จวนสกุลหยู บัดนี้ได้มีแขกมาเยือนจากแดนเหนืออันห่างไกลซึ่งก็คือคนจากจวนหลี่อ๋องที่มาพร้อมกับแม่ทัพใหญ่ทิศอุดรผู้ซึ่งเป็ประมุขสกุลหยู
อย่างที่รู้กันว่ากองทัพทิศอุดรถูกควบคุมโดยแม่ทัพใหญ่หยูเคออี้แม้เขาจะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาแม่ทัพใหญ่ของทิศอื่นๆ ทว่าเขากลับเป็ผู้บัญชาการกองทัพที่มีฝีมือมากที่สุดภายใต้คำสั่งโดยตรงของราชนิกุลผู้เป็พระอนุชาของฮ่องเต้นั่นก็คืออ๋องเจียเฉิง
หยูเคออี้อาศัยอยู่ในแดนเหนือเคียงข้างอ๋องเจียเฉิงส่วนจวนหลักสกุลหยูกลับปักหลักอยู่ภายในเมืองหลวงโดยมีคุณชายใหญ่หยูจินิ และฮูหยินเย่ฮุ่ยอิ่งเป็ผู้ดูแลจวนหลักๆ
ภายในโถงต้อนรับประดับประดาไปด้วยแมกไม้อย่างสวยงามเครื่องหอมถูกจุดทำให้บรรยากาศการพูดคุยผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น ผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานคือหลี่เจียเฉิงและหยูเคออี้ที่นั่งในตำแหน่งถัดไป
“ขออภัยท่านอ๋องนะเพคะที่ต้องลำบากเดินทางมาจวนสกุลหยูด้วยตนเองเช่นนี้” สตรีวัยสามสิบปลายๆ เอ่ยขึ้น และนางก็คือเย่ฮุ่ยอิ่งฮูหยินของหยูเคออี้
“ข้ามีธุระที่เมืองหลวงอยู่แล้ว เลยถือโอกาสนี้พูดคุยหารือเื่พิธีสมรสของฟางเอ๋อร์และจินิเสียเลยอย่างไรก็ไม่ควรปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปมากกว่านี้” ประโยคนี้ของอ๋องเจียเฉิงทำให้หยูจินิผู้เป็บุตรชายคนโตของจวนสกุลหยูหน้าเสีย
“ท่านอ๋อง แต่ว่าในตอนนี้กระหม่อมเป็เพียงขุนนางต่ำต้อยกลัวว่ายังไม่คู่ควรกับท่านหญิง กระหม่อมขอเวลา...” หยูจินิอยากจะยื้อเวลาต่อแต่ก็ถูกเอ่ยดักเอาไว้โดยสตรีที่นั่งตรงกันข้าม
“คุณชายใหญ่ ท่านไม่ต้องห่วงเื่นั้นภายในสามวันท่านจะได้เลื่อนยศกลายเป็รองเ้ากรมกลาโหมแล้ว” หลี่ฟางฟางท่านหญิงใหญ่แห่งจวนหลี่อ๋องพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ท่านหญิง ตำแหน่งรองเ้ากรมมีคนประจำอยู่ท่าน...ท่านเข้าใจผิดไปหรือไม่” หยูจินิก้มหน้าพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
ทว่าหลี่ฟางฟางกลับวางถ้วยชากระแทกโต๊ะอย่างแรงใบหน้าที่ยิ้มแย้มกลับเริ่มหุบยิ้มกลายเป็เรียบเฉยทว่าแววตาคู่สวยกลับวาวโรจน์ขึ้นเป็กิริยาที่ทุกคนรับรู้ได้ว่านางกำลังไม่พอใจ
“จินิอย่าเสียมารยาทกับท่านหญิงขอท่านหญิงโปรดอภัยด้วย” เย่ฮุ่ยอิ่งหันไปตวาดใส่บุตรชายก่อนจะรีบพาเขาลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อคุกเข่าลงต่อหน้าในขณะที่หยูเคออี้ได้แต่กระแอมไอเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
หลี่ฟางฟางเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อนางเพียงส่งสายตาให้สาวใช้คนสนิทเปลี่ยนถ้วยชาและรินชาให้ตนเองใหม่มือเรียวเอื้อมหยิบถ้วยชามาไว้ในมือ ปากสีแดงระเรื่อเป่ารดเพื่อทำให้ชาอุ่นขึ้นอย่างไม่รีบร้อนสายตาเฉี่ยวคมเลื่อนจากน้ำชาในถ้วยมองต่ำลงไปบนพื้นเบื้องล่างที่มีคนทั้งสองคุกเข่าอยู่ก็แย้มยิ้มออกมา
ทว่าเสียงของผู้เป็บิดานางก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน“พวกเ้าจะคุกเข่าไปทำไม บุตรสาวข้าไม่ได้ถือสาเสียหน่อย ลุกขึ้นมาเถอะ”หลี่เจียเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลังคนสกุลหยูต่างรู้ดีว่าหากท่านอ๋องเอ่ยคำไหนต้องทำตามในทันทีดังนั้นคนทั้งสองจึงรีบลุกขึ้นมาพลางเอ่ยขอบคุณโดยพร้อมเพรียง
“ขอบพระทัยท่านอ๋องขอบพระทัยท่านหญิง”
“ไม่เป็ไร อย่างไรเราก็จะกลายเป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว”เป็หลี่ฟางฟางที่เอ่ยขึ้น “มาคุณชายใหญ่ ข้ารินน้ำชาให้ท่าน”หลี่ฟางฟางเอ่ยพลางหยิบกาน้ำชาจากสาวใช้มาไว้ในมือ
“ขอรับท่านหญิง”หยูจินิยื่นถ้วยชาให้ในขณะที่นั่งตรงกันข้าม
“คุณชายใหญ่ ข้าไม่ถนัด”หลี่ฟางฟางกล่าว ดังนั้นหยู่จินิจึงได้เดินอ้อมโต๊ะไปฝั่งที่หลี่ฟางฟางนั่งอยู่ก่อนเห็นสายตาของท่านหญิงกดต่ำลงบนพื้นจึงเข้าใจได้ในทันทีว่านางให้เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้า
หยูจินิกัดฟันลอบส่งสายตาไปทางมารดาอย่างไม่ยินยอมทว่าเย่ฮุ่ยอิ่งกลับส่งสายตาแกมดุตอบกลับไป เขาเกลียดชังหลี่ฟางฟางทว่าด้วยอำนาจที่อีกฝ่ายมีเขาไม่สามารถต่อกรด้วยได้เลย เพราะอีกฝ่ายมีกำลังมากพอที่จะทำให้ตระกูลของเขาหายไปได้ในชั่วพริบตา
หยูจินิคุกเข่าลงเบื้องหน้านางอย่างรุนแรงจนเข่ากระแทกพื้นก่อนจะเอื้อมมือที่ถือถ้วยชาออกไปอย่างจำยอม เขาก้มหน้าลงซ่อนความอัปยศในดวงตาในขณะที่หลี่ฟางฟางเริ่มรินชาที่ร้อนระอุให้เขา