“คำพูดนั้นไม่ถูกต้องนัก” เซียวจิ่วเอ๋อร์ย่อตัวลงอุ้มซิงซิงขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
“พวกเราน่ะเป็คนดี ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะพวกเขารังแกเรามากเกินไปต่างหาก”
“รังแกกันมากเกินไป!”
“ใช่แล้ว ที่เราทำไปก็แค่การป้องกันตัวอย่างชอบธรรม”
“ป้องกันตัวอย่างชอบธรรม!”
“เ้าเป็เครื่องทวนคำพูดรึไง ชอบพูดตามคนอื่นเสียจริง!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์หัวเราะพลางก้มมองเ้าตัวเล็กในอ้อมแขน ใบหน้าเล็กๆ ของซิงซิงเต็มไปด้วยความร่าเริงเบิกบานพลันฉายชัดให้เห็นถึงรอยยิ้มที่ไร้กังวลภายใต้แสงจันทร์เลือนราง ดวงตาสุกสกาวราวกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวทำให้คนมองรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจ
“ทำไมเ้าถึงได้ดูมีความสุขตลอดเวลาอย่างนี้นะ” เซียวจิ่วเอ๋อร์ครุ่นคิด นางสังเกตว่าซิงซิงดูเหมือนจะไม่เคยร้องไห้เลยสักครั้ง นางอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย
เด็กสามขวบธรรมดาคงจะต้องมีอาการโยเยหรือร้องไห้บ้างเป็ธรรมดา แต่ซิงซิงกลับแตกต่างออกไป
ไม่ว่าจะเป็ตอนถูกอสูรนับพันล้อมรอบในป่าอสูร ถูกซากปรักหักพังถล่มทับ หรือแม้กระทั่งถูกงูั์ของเซียวเฟิ่งเอ๋อร์เหวี่ยงลอยขึ้นไปบนอากาศ ซิงซิงก็ไม่เคยแม้แต่จะหลั่งน้ำตาเลยสักครั้งเดียว
เด็กน้อยน่ารักแสนว่าง่ายไม่เคยร้องไห้เลยสักครั้งเช่นนี้ แล้วเหตุใดถึงถูกทอดทิ้งกันนะ
“ก็เพราะข้าอยากอยู่กับเ้าไงล่ะ!” ซิงซิงกอดคอเซียวจิ่วเอ๋อร์ไว้ พลางออดอ้อนเสียงหวานหูอย่างที่ไม่ค่อยจะทำบ่อยนัก “ข้าชอบเ้ามากเลยล่ะ!”
“ทำไมกันล่ะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าชอบ! ชอบั้แ่แรกเห็นเลย!”
เ้าตัวเล็กถูกเสี่ยวไป๋ทิ้งไว้ในป่าอสูรมาเกือบเดือน เขาได้พบเจอผู้คนมาหลายกลุ่ม แม้แต่เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เอง เขาก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว
คนพวกนั้นมักจะแอบย่องเข้ามาสังหารอสูริญญาที่ยังไม่แข็งแกร่งยามค่ำคืน เพื่อเอาแก่นอสูรของพวกมันไปเสริมความแข็งแกร่งให้ตนเอง ช่างน่ารังเกียจสิ้นดี
ซิงซิงค่อยๆ แนบใบหน้าเล็กๆ ของเขากับใบหน้าของเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างนุ่มนวล อยู่ๆ เขาก็เขินขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาๆ ว่า “เ้าก็ชอบข้าใช่ไหม…”
“ใช่แล้ว ชอบมากเลยล่ะ” เซียวจิ่วเอ๋อร์พยักหน้าตอบอย่างไม่ลังเล ทำเอาเ้าตัวเล็กยิ้มกว้างจนแก้มปริ
เซียวจิ่วเอ๋อร์เดินลัดเลาะไปทั่วจวนสกุลเซียวอย่างคล่องแคล่วราวกับเป็ปลาแหวกว่ายในสายน้ำภายใต้แสงจันทร์สลัว นางพาซิงซิงไปกินอาหารให้อิ่มท้องเรียบร้อย แล้วยังถือโอกาสแวะไปที่คลังสมบัติ หยิบฉวยข้าวของที่นางถูกใจติดมือมาด้วย ก่อนจะพาซิงซิงกลับไปพักที่โรงเตี๊ยม
หลังจากค่ำคืนแสนสงบผ่านไป เช้าวันรุ่งขึ้นเซียวจิ่วเอ๋อร์ตื่นเช้าเป็พิเศษ พร้อมกับอุ้มซิงซิงออกไปข้างนอกเพื่อดูละครฉากใหญ่ที่กำลังจะเปิดม่านขึ้น
เมื่อคืนเซียวหรันสั่งกำชับบ่าวไพร่ว่าให้มารออยู่หน้าห้องแต่เช้าตรู่ เพื่อที่จะไปโรงเตี๊ยมพร้อมกับนาง...
แต่นางคงไม่รู้เลยว่าเช้าวันนี้จะไม่เหมือนเช้าวันไหนๆ
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร บ่าวไพร่ที่ยืนเรียงแถวอยู่นอกเรือนก็เริ่มออกอาการหงุดหงิด เพราะภายในห้องยังคงเงียบสงัด ไร้ซึ่งวี่แววว่าเซียวหรันจะลุกขึ้นมาสักที
ไกลออกไป เซียวจิ่วเอ๋อร์นั่งไขว้ขาบนหลังคา มองสถานการณ์ในเรือนของเซียวหรันไม่วางตา
นางไม่คาดคิดว่าเซียวหรันกับเจี่ยเจิ้งชูจะหลับสนิทขนาดนี้ พระอาทิตย์ขึ้นสูงจนแดดแผดจ้าแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา นางอดคิดบ่นในใจไม่ได้ว่า รู้อย่างนี้ข้าควรจะกินข้าวเช้าที่โรงเตี๊ยมให้สบายท้องก่อน แล้วค่อยๆ เดินมาอย่างไม่รีบร้อนก็คงดี
ขณะเซียวจิ่วเอ๋อร์กำลังบ่นพึมพำอยู่นั้น จู่ๆ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตาของนาง
ดวงตาของเซียวจิ่วเอ๋อร์เป็ประกายขึ้นมาทันที นางจ้องมองคนที่เดินนำอยู่เบื้องหน้าไม่วางตาจนเกือบหลุดหัวเราะออกมา
“ซูย่าง!?” นางอุทานเบาๆ ด้วยความประหลาดใจ “เขามาที่นี่ได้ยังไงกัน!”
ซูย่างคือเจิ้นหนานอ๋องซื่อจื่อและยังเป็คู่หมั้นของเซียวหรันมาั้แ่เยาว์วัย
เซียวหรันหลงใหลซูย่างอย่างไม่ลืมหูลืมตาจนเกือบจะเข้าขั้นคลุ้มคลั่ง หากมีสตรีใดที่ได้สนทนากับเขาเกินสองคำ นางจะมองคนผู้นั้นเป็เสี้ยนหนามในสายตาทันที
ครั้งหนึ่งเซียวจิ่วเอ๋อร์เคยได้นั่งกินข้าวกับซูย่าง แต่กลับกลายเป็เื่ใหญ่จนโดนครหาว่านางยั่วยวนสามีของพี่สาวตัวเอง ซึ่งทำให้เซียวหรันเกลียดชังเซียวจิ่วเอ๋อร์จนถึงขั้นอยากทำลายใบหน้าของนางทุกเมื่อ
เื่ราววันนี้เกิดขึ้นกะทันหัน เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่คาดคิดเลยว่าละครฉากนี้จะน่าดูชมขึ้นเรื่อยๆ
“ทำไมถึงมีบ่าวไพร่มายืนเต็มลานเช่นนี้” ซูย่างเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าลานบ้านพลางถามขึ้นอย่างสงสัย
เมื่อเสียงของเขาดังขึ้น บรรดาบ่าวไพร่ที่อยู่ในลานต่างรีบก้มหน้าคุกเข่าด้วยความเคารพเมื่อเห็นว่าผู้ที่มาเยือนคือใคร
“แล้วหรันหรันล่ะ อยู่ไหน!” เซียวจื้อหยวนมองเหล่าบ่าวไพร่ที่ยืนเก้ๆ กังๆ พลางเอ่ยถามเสียงเข้ม
“เรียนนายท่าน คุณหนู...นางยัง…” ซินเหมยลังเลที่จะพูดออกไป
“อะไร! เวลานี้แล้วยังไม่ตื่นอีกหรือ” เซียวจื้อหยวนขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด “มัวยืนอ้ำอึ้งอะไรกันอยู่ ไปตามนางเดี๋ยวนี้!”
ซินเหมยรีบร้อนลุกขึ้น ก่อนจะเข้าไปในห้องเพื่อปลุกเซียวหรัน แต่เพียงไม่นานก็มีเสียงกรีดร้องใดังลั่นออกมาจากห้อง ทำเอาคนในลานต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง
เซียวจื้อหยวนขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เอ่ยถามอย่างไม่พอใจว่า “เอะอะโวยวายอะไรกัน! เกิดอะไรขึ้น”
ซินเหมยทรุดลงนั่งกับพื้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว มือของนางยกขึ้นปิดปากตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา พลางหันไปมองภาพบนเตียงที่อยู่ในห้อง
ซินเหมยยืนอึ้งอยู่นาน จนกระทั่งเซียวจื้อหยวนและคนอื่นๆ เดินเข้ามาในห้อง นางถึงได้สติกลับมา
“นาย...นายท่าน...”
ซินเหมยรีบลุกขึ้นอย่างลนลาน พยายามยืนขวางหน้าบรรดาคนที่กำลังจ้องมองไปยังเตียง แต่สุดท้ายภาพของคนสองคนที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกันก็ยังคงปรากฏแก่สายตาของทุกคน
“นี่มัน!” เซียวจื้อหยวนตัวแข็งทื่อ สีหน้าเต็มไปด้วยความตะลึงงัน
ซูย่างที่ยืนอยู่ข้างเขาโบกพัดหยกในมือพลางยิ้มบางอย่างมีเลศนัย “ดูเหมือนข้าจะมาผิดเวลาเสียแล้ว”
“คุณชายซู นี่ต้องเป็เื่เข้าใจผิดแน่ๆ!” เซียวจื้อหยวนพูดเสียงเข้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความอึดอัด “หรันหรันนั้นมีใจให้ท่าน ไม่อาจทำเื่เหลวไหลเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน!”
“เช่นนั้นท่านแม่ทัพ้าให้ข้าทำเป็ไม่รับรู้เื่นี้หรือ” ซูย่างเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ยอย่างเย้ยหยัน “กำแพงไม่มีวันปิดกั้นลมได้ ยิ่งมีผู้เห็นเหตุการณ์มากมายเช่นนี้ ท่านคิดว่าคำพูดของท่านจะทำให้ข้าอยู่ในสถานะใดกัน”
คำพูดของซูย่างทำให้เซียวจื้อหยวนชะงัก แต่ไม่ทันที่เขาจะตอบอะไร เสียงขยับตัวเบาๆ จากบนเตียงก็ดึงความสนใจของทุกคน
ขนตาของเซียวหรันกะพริบเล็กน้อยราวกับกำลังจะตื่นขึ้นมา นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความมึนงงและเ็ป
เมื่อได้สติ เซียวหรันเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ นางค่อยๆ หันหน้าไปมองข้างตัว และเมื่อเห็นว่าใครนอนอยู่ข้างๆ นางก็ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกอย่างใ ก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่งด้วยความลนลาน
แต่แล้วสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นคือบรรดาผู้คนที่ยืนอยู่หน้าเตียง ทั้งบิดาและซูย่างต่างจับจ้องนางอยู่
ใบหน้าของเซียวหรันเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำในทันที “คุณชายซู! ท่านพ่อ…พวกท่าน...”
เซียวจื้อหยวนแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ ขณะกำลังจะเปิดปากพูดอะไรบางอย่าง เสียงครางเบาๆ จากบนเตียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เจี่ยเจิ้งชูเริ่มขยับตัวอย่างมึนงง ขณะที่ค่อยๆ ตื่นขึ้นมา!
เจี่ยเจิ้งชูหาวหวอด พลางยืดตัวอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะใช้มือนวดหัวตาเบาๆ
แต่จากนั้นไม่นาน เขาก็ถูกเซียวหรันถีบกระเด็นตกเตียง ร้องโหยหวนด้วยความเ็ป
“อ๊าก เจ็บ! ฮือๆ เจ็บมาก เจ็บจริงๆ!”
เจี่ยเจิ้งชูนิ่วหน้าด้วยความเ็ป พลางร้องไห้คร่ำครวญขณะลูบก้นตัวเอง แล้วพยายามยันตัวลุกขึ้นยืน
“เจี่ยเจิ้งชู! เ้านี่มันเลวสิ้นดี! ข้าจะฆ่าเ้าให้ตาย!”
เซียวหรันเดือดดาลจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธและความหวาดหวั่น
เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เขาไม่ควรอยู่ในห้องของนาง เขาควรจะอยู่ที่โรงเตี๊ยมกับเซียวจิ่วเอ๋อร์ต่างหาก!
แล้วยังคุณชายซู ทำไมถึงโผล่มาที่นี่ได้! นางจะอธิบายเื่นี้อย่างไรเพื่อให้เขาเชื่อว่านางบริสุทธิ์?
“ฮือๆ หรันหรันโหดร้ายกับข้าเหลือเกิน...”
เจี่ยเจิ้งชูทำหน้าตาเหมือนลูกหมาถูกทิ้ง ถอยหลังสองก้าวอย่างหวาดกลัว ใบหน้าบูดบึ้งแสดงความเสียใจฉายชัด
“เมื่อคืนเ้ายังไม่ได้เป็แบบนี้เลย...”
“เ้ากล้าพูดอะไรเหลวไหล! เ้าแอบเข้ามาในห้องข้ากลางดึก แล้วยังกล้าใส่ร้ายข้าอีกหรือ!”
เซียวหรันสติแตกอยู่บนเตียง นางอยู่ในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ต้องใช้ผ้าห่มปกปิดร่างกายไว้
นางสะสมพลังิญญาไว้ที่มือขวา ก่อนจะฟาดฝ่ามือออกไปเต็มแรง ส่งเจี่ยเจิ้งชูลอยกระเด็นไปชนผนังดังตึง ก่อนร่างจะหล่นลงสู่พื้นอย่างไม่เป็ท่า
เจี่ยเจิ้งชูที่ถูกซัดกระเด็นกระอักเืออกมาคำโต เขานอนกลิ้งไปมาบนพื้นด้วยความเ็ป ร้องไห้ฟูมฟายพลางะโเสียงดัง
“ทำไมเ้าต้องตีข้าด้วย...ฮือๆ เ้าบอก...ฮือๆ ข้ามา! บอกจะนอนกับข้า...ฮือๆ แล้วให้บอกคนอื่นว่า...ฮือๆ กับจิ่วเอ๋อร์ทั้งคืน...”
เจี่ยเจิ้งชูร้องไห้จนพูดจาขาดๆ หายๆ แต่คำพูดเ่าั้ ทุกคนในที่นั้นกลับได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
ผู้คนทั้งหลายต่างรู้ดีว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่เป็ที่ต้อนรับในจวนสกุลเซียว แม้แต่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็ไม่ต่างกัน
บรรดาสตรีต่างอิจฉาความงดงามของนาง อีกทั้งดูถูกที่นางไม่มีพลังิญญา จึงยกนางขึ้นเป็เป้าหมายเกลียดชัง
ส่วนบุรุษต่างพากันลุ่มหลงในรูปโฉมของนาง ทว่าในขณะเดียวกันก็ดูแคลนไม่ต่างกัน ้าเพียงจับนางไว้เป็ของเล่นเท่านั้น
ก่อนหน้านี้เซียวหรันเคยลงมือทำร้ายเซียวจิ่วเอ๋อร์ต่อหน้าฝูงชนหลายครั้งพร้อมกับด่าว่านางว่า ‘ไร้ยางอาย’ แต่ใครจะคิด...ที่แท้แล้ว การดุด่าว่ากล่าวเ่าั้กลับเป็เพียงแค่ฉากหน้าบดบังจุดประสงค์ที่แท้จริงอันแสนชั่วช้า!