บทที่ 2
เทพจูเชว่ผู้สูงส่ง
หยางไห่ฉวน รีบเร่งออกมาจากวังส่วนตัวเมื่อทหารหน้าวังมัจฉามารายงานถึงการมาเยือนของเทพจูเชว่
“กระหม่อม หยางไห่ฉวน”
“มีคนผู้หนึ่งกล่าวว่าเป็ธิดาของท่าน”
หยางไห่ฉวนก้มหน้าลงต่ำมากกว่าเดิม ชายสีแดงเบื้องหน้าค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้เขา ทุกย่างก้าวที่ใกล้เข้ามาของท่านเทพผู้สูงส่งคนนี้ทำให้ขาสองข้างของเขาสั่นเทาก่อนที่จะหมดแรงทรุดลงในทันที
“ท่านเทพโปรดเมตตา”
“หึ!!”
ปัง!!!! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวที่เื้ั หยางไห่ฉวนพลันเหลียวไปมองที่ด้านหลังวังมัจฉาที่เคยตั้งเด่นสง่าพังทลายลงในพริบตา
“ท่านเทพ...เมตตาด้วย”
เสียงร้องระงมดังขึ้น เผ่ามัจฉาร่วมพันชีวิตต่างทรุดกายลงคุกเข่าร้องขอความเมตตา ดวงตาแดงฉานหลุบมองลงเล็กน้อยก่อนเมินเฉยไร้อารมณ์เมตตาดั่งที่เหล่ามัจฉา้า
“วังอัคคีมีกฎห้ามรุกล้ำ าามัจฉาหรือเื่นี้เ้าไม่รู้”
“เป็กระหม่อมอบรมธิดาไม่ดีเอง ท่านเทพโปรดลงโทษเพียงกระหม่อม”
“ท่านพ่อ!!”
หยางไห่น่ามองภาพวังมัจฉาที่พังทลายไม่เหลือเค้าเดิม ประชาชนชาวเมืองคุกเข่าร้องไห้กันระงมด้วยแววตาตื่นตระหนก
“ท่านเทพ...หม่อมฉันเป็มารดาสั่งสอนบุตรไม่ดี โทษครั้งนี้ให้หม่อมฉันรับเถิดเพคะ”
หยางไห่น่าน้ำตานองหน้าริมฝีปากสั่นระริก ไม่คาดคิดเพราะความซุกซนของตนจึงเผลอลบหลู่ผู้ที่มิควร ยามนี้หากถามหาคนผิดย่อมต้องเป็นาง
“หม่อมฉันเป็คนผิด หากจะลงโทษควรเป็หม่อมฉันจึงเหมาะสมที่สุด”
“ดี!!”
น้ำเสียงเยือกเย็นร้องบอกมาจากริมฝีปากสีแดงสด ตงเฟิ่งเหล่ยขมวดคิ้วเข้ม ท่านเทพจูเชว่ไม่ชอบที่สุดคือความวุ่นวายและคำพูดที่มากความ ประเมินจากสถานการณ์ยามนี้แล้วเกรงว่าไม่เกินครึ่งก้านธูปเผ่ามัจฉาจะต้องมีผู้ที่ดับสูญ ร่างสูงโปร่งในชุดสีฟ้าอ่อนจึงเร่งเดินมายังเบื้องหน้าเทพจูเชว่แล้วคุกเข่าลง
“ท่านเทพได้โปรดเมตตาสักครั้ง”
เทพจูเชว่ปรายตามองคนสนิท ตงเฟิ่งเหล่ยรู้ดีว่าสายตาเช่นนี้นั้นหมายถึงท่านเทพจูเชว่กำลัง้าคำอธิบายต่อการกระทำของเขา
“เมื่อสามพันปีก่อน เผ่ามัจฉายอมสละไข่มุกทะเลเป็กระไสยารักษาอาการาเ็ของเฟิ่งเหล่ย บุญคุณชีวิตครั้งนั้นมิอาจไม่ทดแทน”
“เช่นนั้นก็ทดแทนเสียวันนี้”
สายตาแดงสดพลันอ่อนลงเล็กน้อยยามมองที่คนสนิทของตน มือเรียวยกขึ้นสะบัดเล็กน้อยพลังปราณไร้รูปสีแดงพุ่งตรงไปยังคนสนิท ตงเฟิ่งเหล่ยพลันกระเด็นไปจนชิดซากวังมัจฉากระอักเืคำโตออกมา
ตงเฟิ่งเหล่ยรู้ดีว่าการโจมตีครั้งนี้ท่านเทพใช้กำลังไม่ถึงหนึ่งส่วนด้วยซ้ำไป เขาค่อยๆ พยุงตนเองลุกขึ้นกลับมาคุกเข่ายังที่เดิมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“ขอบพระทัยท่านเทพที่เมตตา”
หึ!! เทพจูเชว่ปรายตามองไปที่หยางไห่ฉวนและครอบครัวอีกครั้งก่อนจะทะยานหายไปในพริบตา ชาวเมืองมัจฉาต่างคลายความกังวลลงในทันทีที่เทพผู้สูงส่งจูเชว่จากไป ฝันร้ายครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะองค์หญิงน้อยผู้ไม่รู้ความของพวกเขาโดยแท้ ขณะหยางไห่ฉวนเร่งเข้ามาประคองตงเฟิ่งเหล่ยลุกขึ้นก่อนก้มศีรษะขอบคุณ
“ครั้งนี้นับว่าเผ่ามัจฉาติดหนี้บุญคุณท่านแล้ว”
“ท่านเทพไม่ชื่นชอบผู้ที่รุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว องค์หญิงน้อยต่อไปท่านก็ได้โปรดระวังให้มาก”
หยางไห่น่าขบเม้นริมฝีปากบางก้มศีรษะลงด้วยความสำนึกผิด ตงเฟิ่งเหล่ยก้มศีรษะให้หยางไห่ฉวนแล้วเร่งติดตามเทพจูเชว่กลับวังอัคคี
เทพจูเชว่เหลือบตามองคนสนิทที่ยกน้ำชาเดินเข้ามาก่อนวางพู่กันในมือลง สายตาดุดันจดจ้องตงเฟิ่งเหล่ยที่เดินเข้ามายังเบื้องแล้วคุกเข่ายกน้ำชาขึ้น
“ครั้งนี้เป็เฟิ่งเหล่ยไม่รู้ความทำให้ท่านเทพขุ่นเคืองพระทัย”
หึ!! ยังเป็เ้าผีเสื้อน้อยตัวนี้ที่รู้ความที่สุด มือเรียวสะบัดเบาๆ ถ้วยชาในมือของคนสนิทก็ลอยมาอยู่ในมือหนา
“ไม่จำเป็อย่าติดค้างบุญคุณใคร”
ตงเฟิ่งเหล่ยยกยิ้มกว้าง เดิมทีแม้ท่านเทพจูเชว่จะเป็คนอารมณ์ร้อนและไม่ชื่นชอบให้ใครรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของตน แต่ก็ไม่เคยลงมือรุนแรงเลยสักครั้ง เพียงแต่เพราะครั้งนี้ผู้มาเยือนคือธิดาแห่งเผ่ามัจฉา ดังนั้นเพื่อล้างหนี้บุญคุณในอดีตให้เขาท่านเทพถึงได้ลงมือแสดงงิ้วฉากใหญ่นี้ขึ้นมา
“เฟิ่งเหล่ยทราบแล้ว”
“ข้าจำได้ว่าครั้งก่อนเทพโอสถส่งว่านแสงจันทร์มา เ้าเอาไปต้มรวมกับดอกพิรุณดื่มวันละสามเวลาเป็เวลาเจ็ดวัน ระหว่างนี้ไม่ต้องมารับใช้ข้า”
ตงเฟิ่งเหล่ยก้มศีรษะรับคำริมฝีปากยิ้มกว้างแววตาสดใสเปล่งประกาย ความห่วงใยและอ่อนโยนเช่นนี้คือสิ่งที่ท่านเทพซ่อนเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเ็า
นับจากเื่เผ่ามัจฉาถูกท่านเทพจูเชว่แทบล้างเผ่าพันธุ์ เพราะองค์หญิงน้อยของเผ่าไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ รุกล้ำเขตของวังอัคคีหมายยั่วยวนท่านเทพจูเชว่ วังอัคคีก็กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
“วิธีการของเ้านับว่าไม่เลวทีเดียว”
ไห่หยางหลงเอ่ยบอกกับท่านเทพจูเชว่ ท่วงท่าสูงส่งยามต้องเป็องค์เง็กเซียนถูกวางไว้ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในเขตวังอัคคี
เทพจูเชว่เพียงยิ้มบางแล้ววางตำราในมือลงลุกขึ้นนั่งโบกมือเพียงครั้งเดียวชุดน้ำชาชุดใหม่ก็ตั้งเอาไว้เบื้องหน้า
“พลังเวทย์เซียนของเ้าสูงส่งเพียงนี้ ยามนั้นกับโยนเผือกร้อนมาให้ข้า”
ไห่หยางหลงนั้นเดิมเมื่อสองแสนปีก่อนตนเองเป็เพียงองค์ชายสามนิสัยเ้าสำราญวันๆ ไม่ได้วุ่นวายเื่ราวราชกิจ ใช้ชีวิตอิสระสถานที่ที่นิยมไปเยี่ยมเยียนก็คือเขาซูซานหนี่ เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าในยามที่บิดาอ่อนแอพี่ชายที่เป็รัชทายาทที่แสนดีมาตลอดจะก่อฏ ไม่เพียงสังหารบิดายังวางยาพิษร้ายแรงเขา จนเื่ราวบานปลายเป็าสองภพภูมิ หากไม่เพราะจูเชว่เห็นแก่สัมพันธ์ในอดีตระหว่างตนยื่นมือเข้าช่วยเหลือเกรงว่าไม่เพียงไม่อาจคืนความสงบสู่สี่ภพภูมิ ตัวเขาเองที่ถูกพิษร้ายก็อาจจบชีวิตลง
“เช่นนั้นผู้ใดกันที่จับชื่อข้าใส่ทำเนียบเซียน์”
ไห่หยางหลงถอนหายใจยาวปรายตามองสหายแล้วยกชาขึ้นจิบ หากไม่ใช่เพราะมีชื่อสหายผู้นี้อยู่ในทำเนียบเซียนของเผ่า์ยามนี้์ชั้นฟ้านี้คงไม่สงบสุขเช่นนี้
“เอาเถิดถือเสียว่าเป็ข้าที่ติดหนี้เ้า”
“ย่อมเป็เช่นนั้น”
ตงเฟิ่งเหล่ยยกอุปกรณ์หมากรุกมาให้แก่บุคคลทั้งสอง ไห่หยางหลงมองเททพรับใช้ตัวน้อยด้วยแววตาเสียดาย
“เฟิ่งเหล่ยเมื่อใดเ้าจะยอมรับตำแหน่งราชบุตรเขยของข้ากัน”
“เฟิ่งเหล่ยต่ำต้อย มิอาจเอื้อมองค์หญิงของฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
จูเชว่ยกมุมปากเล็กน้อยเริ่มเป็ผู้วางหมากก่อน ไห่หยางหลงถอนหายใจยาวก่อนวางหมากดำตามลงไป
“คนของข้าเ้ากล้าคิด่ชิง”
จูเชว่กล่าวพร้อมกับริบหมากดำตรงหน้าแล้วแทนที่ด้วยหมากขาวของตน ไห่หยางหลงขมวดคิ้วเข้มมองคนตรงหน้าแล้วส่งเสียงไม่พอใจ
“เฟิ่งเหล่ยมากความสามารถเหตุใดเ้าไม่ส่งเสริมเขา”
“อยู่กับข้าไม่ดีตรงไหน”
ตงเฟิ่งเหล่ยยิ้มกว้างมองสองสหายต่างวัยเอ่ยวาจาตอบโต้กัน องค์เง็กเซียนที่ผู้อื่นต่างเกรงกลัวยามอยู่ต่อหน้าท่านเทพจูเชว่ก็คล้ายเด็กน้อยที่กำลังแง่งอนพี่ชายที่ไม่ยอมให้ของที่ตน้าก็เท่านั้น