ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    เล่มที่ 5 บทที่ 146 มิอาจเงยหน้าขึ้นได้

            ในใจหวังชีทุกข์ระทมเหลือเกินของเซ่นไหว้ช่างมีน้อยนิดไม่มีหน้าเข้าไปดูแลจัดการประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษในตระกูลได้ทว่าเขาเป็นถึงผู้นำตระกูล จำต้องออกหน้าเขาต้องดื่มสุราสองจอกก่อนฝืนใจออกจากเรือน

            เป็นดังที่หวังชีคาดคิดคนในตระกูลทั้งหลายต่างเห็นว่าของเซ่นไหว้จากครอบครัวเขามีน้อยเกินไปจึงเอ่ยต่อหน้าเขาโดยไม่อ้อมค้อม

            บุตรชายทั้งสามคนของหวังชีเองก็หน้าเสียไม่ต่างกัน

            ครั้นหวังชีพ่อลูกได้เห็นของเซ่นไหว้ที่ผู้เฒ่าหวังพ่อลูกนำมาก็ยิ่งละอายใจ

            ในใจผู้เฒ่าหวังรู้สึกปลื้มปีติอยู่บ้างลอบคิดอยู่ในใจว่า ของเซ่นไหว้ของครอบครัวเราก็เปลี่ยนไปเช่นกันทว่ากลับเป็นมากขึ้นกว่าเคย หากนำของเซ่นไหว้มาตามที่ตนเคยคิดไว้นั้นจะต้องถูกผู้คนในตระกูลหัวเราะเยาะเป็นแน่ ใบหน้าแก่เฒ่าของตนก็คงไม่มีที่ให้ซุกแล้ว

            เมื่อพ้นพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ประกอบขึ้นปีละครั้งแล้วคนในตระกูลทั้งหลายก็จะนำของเซ่นไหว้ทั้งหมดออกมาแบ่งกันไปตามจำนวนคน

            เหล่าคนต่างสกุลทั้งหลายที่มายืนออกันอยู่ด้านนอกตั้งแต่เช้าเพื่อรอชมความครึกครื้นนั้นต่างต้องตกใจกับจำนวนและราคาของของเซ่นไหว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นแกะทั้งตัว ทุกคนล้วนตกตะลึงพรึงเพริด

            “แกะตัวนั้นเป็นของเซ่นไหว้ของบ้านท่านอาห้าของข้านำมา!”

            “แม้แต่วัวบ้านท่านอาห้าของข้าก็มีชีวิตของท่านอาห้านั้นดียิ่งนัก แต่ก็ยังไม่ลืมคนในตระกูล สอนให้ทำพริกสับดองวันนี้นำของเซ่นไหว้มามากมายขนาดนี้”

            คนในตระกูลหวังเอ่ยชื่นชมผู้เฒ่าหวังและครอบครัวเสียงดัง

            ครั้นคนต่างแซ่ทั้งหลายได้ยินเช่นนั้นต่างก็พากันพยักหน้าหงึกหงักมีบางคนที่ความจำดีถึงขั้นตั้งใจจดจำของเซ่นไหว้ทั้งสี่อย่างที่ตระกูลหวังนำมาเซ่นไหว้เอาไว้ด้วยหมายจะนำไปเล่าให้ญาติมิตรและสหายฟังยามไปเยี่ยมเยือนว่าหมู่บ้านหวังมีตระกูลหวังที่ร่ำรวยถึงเพียงนี้ แสดงว่าฮวงจุ้ยของหมู่บ้านดี

            “หวังหลี่เจิ้งบ้านของเจ้ามีคนมาก ก็แบ่งของไปมากหน่อย เช่นนี้ภรรยาเจ้าน่าจะดีใจกระมัง?”

            “หวังเหอแบ่งของเซ่นไหว้ไปตั้งหนึ่งกระบุงดูสิ หวังเหอท่าทางจะชอบมากจนทำอะไรไม่ถูกแล้วกระมัง?”

            “หวังเหนียนบ้านเจ้าแบ่งของเซ่นไหว้ไปเยอะ ต้องการคนช่วยแบกกลับไปหรือไม่?”

            หลังคนต่างแซ่หลายคนทราบถึงของเซ่นไหว้ที่ครอบครัวของหวังชีนำมาจึงพากันพูดจาถากถางด้วยคำพูดที่มิได้อ่อนโยนแต่ก็มิได้แข็งกระด้างออกมาสองสามประโยคทำเอาหวังชีพ่อลูกมิอาจเงยหน้าขึ้นมาได้แม้แต่น้อย

            “ยามนี้ครอบครัวเราก็ขายขี้หน้าไปถึงหูพวกคนต่างแซ่หมดแล้ว”

            “เฮ้อท่านแม่ก็จริงๆ เลย เหตุใดถึงไม่ฟังคำท่านพ่อบ้าง?”

            “เลิกพูดได้แล้วหากยังพูดต่อไป เกิดท่านพ่อโกรธจนคิดหย่ากับท่านแม่ขึ้นมาจริงๆ จะทำเช่นไร?”

            “ไม่หรอกท่านพ่อกับท่านแม่เป็นสามีภรรยากันมานานขนาดนี้แล้วท่านพ่อไม่มีทางหย่าขาดท่านแม่หรอก”

            สามพี่น้องหวังเหอหวังเหนียน และหวังเจินล้วนหน้าม่อยคอตกไปตามๆ กันต่างคนต่างกระซิบกระซาบเจ้าหนึ่งคำข้าหนึ่งคำ ทั้งไม่หาญกล้าให้คนในตระกูลได้ยิน

            ต่อให้พวกเขาไม่พูดหวังชีก็ได้ยินคำพูดวิพากษ์วิจารณ์จากคนต่างแซ่อยู่ดี ขายขี้หน้าเฒ่าๆของตัวเองยิ่งนัก จึงหักของเซ่นไหว้ที่บ้านตนแบ่งมากลับไปครึ่งหนึ่ง

            ผู้เฒ่าหวังพ่อลูกนำส่วนแบ่งของเซ่นไหว้กลับเรือนไปพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ

            หวังชีโบกมือให้บุตรชายทั้งสามของตนกลับบ้านทั้งยังเอ่ย “ข้ายังไม่กลับบ้าน บ้านท่านลุงห้าของเจ้ามีเลี้ยงข้าวกลางวันข้าจะอยู่ทานที่นั่น มืดหน่อยค่อยกลับบ้าน”

            วันนี้เป็นวันที่สามสิบเดือนล่าเยวี่ยโดยทั่วไปแล้วผู้คนมักจะไม่ไปทานข้าวที่บ้านคนอื่น

            ทว่ายามนี้หวังชีกำลังอารมณ์ไม่ดีไม่อยากเผชิญหน้ากับเฟิ่งซื่อ จึงถือโอกาสไม่กลับไปทานข้าวที่บ้าน

            ตระกูลหวังยังคงทานข้าวสามมื้อเหมือนอย่างปกติหวังเยวี่ยและหวังเลี่ยงเป็นผู้ทำอาหารกลางวัน พวกเขาหุงข้าว ตุ๋นปลาหลีฮื้อสองตัวหมูผัดพริกสองจานใหญ่ โดยใส่เนื้อหมูมากพริกน้อย ทั้งยังทำเห็ดหูหนูผัดเนื้อพร้อมกับผักกวางตุ้งสองจานใหญ่ แต่เพราะหวังชีมาเป็นแขก พวกเขาจึงต้องทำไข่ไก่ใส่พริกสับดองหนึ่งจานใหญ่และเนื้ออบผัดกระเทียมอีกหนึ่งจานใหญ่

            ผู้เฒ่าหวังนำสุราดอกกุ้ยฮวาที่เซียงเยวี่ยไจมอบให้ออกมาหวังชีพอใจเป็นอย่างยิ่งทันทีที่เห็นไหสุรา นี่เป็นสุราชั้นดีที่ราคาหนึ่งตำลึงเงินต่อหนึ่งไหเชียวนะ

            สุรานี้อายุถึงสามสิบปีหวังชีมองอาหารหอมฉุยที่ตั้งอยู่เต็มโต๊ะ มีทั้งปลา เนื้อ ไข่ แล้วไหนจะเนื้ออบอีกถึงจะเป็นแค่ผัดผักกวางตุ้ง ก็ยังใส่น้ำมันได้พอดี จึงเอ่ยอย่างไม่ปิดบังว่า“กับข้าวของบ้านพวกท่านช่างดีจริงๆ ดียิ่งกว่ากับข้าวคืนวันส่งท้ายปีของบ้านพวกข้าอีก”

            ผู้เฒ่าหวังหัวเราะพลางเอ่ย“เช่นนั้นเจ้าก็มาทานข้าวที่บ้านข้าบ่อยๆ”

            หลายปีก่อนยามที่ผู้เฒ่าหวังอยู่อย่างโดดเดี่ยวก็ได้หวังชีที่เป็นลูกผู้น้องคนนี้คอยดูแลเขาเป็นอย่างดี

            หลิวซื่อจางซื่อ หลี่ชิงชิง หวังเยวี่ย และหวังจวี๋ไม่ดื่มสุราเมื่อทานอาหารเสร็จเรียบร้อยก็ผละตัวออกจากโต๊ะไป

            “พวกเจ้าสองพี่น้องคุยสัพเพเหระกันไปเถิดหวังจื้อคอยดูแลพวกเขาด้วย หวังเลี่ยงอีกประเดี๋ยวมาเก็บจานชาม”หลิวซื่อจัดสรรงานเสร็จก็กลับห้องไปนอน ราตรีนี้เป็นคืนเฝ้าปี ทั้งพรุ่งนี้ยังต้องออกเดินทางไปค่ายทหารอีกนางจำต้องพักผ่อนให้มากหน่อย

            หลี่ชิงชิงเองก็เหนื่อยล้าอ่อนแรงเต็มทีอยากจะนอนสักสามวันสามคืนจริงๆ นางกลับไปยังห้องนอนซุกตัวเข้าไปในรังผ้าห่มสักพักก็ผล็อยหลับไปกระทั่งนางตื่นขึ้นมาก็ใกล้ถึงยามพลบค่ำแล้ว

            หากมิใช่เพราะเสียงประทัดด้านนอกที่ดังไม่หยุดนางก็คงจะนอนต่อได้อีกสักพัก

            ครั้นนางแต่งกายเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปยังห้องโถงใหญ่และได้พบว่าบนโต๊ะมีอาหารมากมายวางอยู่เต็มไปหมด หลานสาวทั้งสามต่างพากันเขย่งเท้าดูว่ามีอาหารอะไรบ้างอยู่ด้านหน้าโต๊ะ

            เดิมทีหลี่ชิงชิงต้องเป็นคนทำอาหารคืนส่งท้ายปีแต่เพราะนางมัวแต่นอนหลับ อีกทั้งคนในบ้านก็ไม่มีคนมาปลุกนาง จึงไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนดูแลเรื่องในห้องครัว

            “ท่านอาสะใภ้สามสวยมากเจ้าค่ะ”หวังเจาตี้เงยหน้ามองหลี่ชิงชิง ทั้งยังเอ่ยออกมาพร้อมกับยิ้มตาหยี “ท่านพ่อท่านอาหญิงกับท่านอากำลังทำอาหารอยู่ ส่วนท่านแม่กำลังเล่นอยู่กับน้องสาวเจ้าค่ะ”

            หวังเลี่ยงหอบชามข้าวหนึ่งตั้งเข้ามาจากด้านนอกครั้นวางถ้วยชามบนโต๊ะตามจำนวนที่นั่งแล้วก็ให้หลานสาวทั้งสามไปล้างมือล้างไม้ก่อนมาจับตะเกียบกระทั่งหลานสาวทั้งสามออกจากห้องโถงใหญ่ไปแล้ว จึงเอ่ยกับหลี่ชิงชิงว่า “พี่สะใภ้สามท่านน่าจะไม่เห็น เมื่อตอนบ่ายท่านอาเจ็ดร้องไห้เดินออกไปท่านอาเจ็ดร้องไห้เจ็บปวดยิ่งนัก”

            หลี่ชิงชิงเสียงหาย“หา?”

            “ท่านอาเจ็ดบอกว่าเหนื่อยยากกับชีวิตเหลือเกินทั้งยังบอกว่าอิจฉาท่านพ่อยิ่งนัก” หวังเลี่ยงส่ายหน้าด้วยความปลงอนิจจัง พลางเอ่ย“หลังพ้นคืนนี้ไป ท่านอาเจ็ดก็อายุห้าสิบแล้ว เป็นช่วงอายุที่รู้อาณัติสวรรค์ [1]”

            “ท่านพ่อกับท่านแม่เล่า?” ยามนี้เองที่หลี่ชิงชิงเพิ่งพบว่าไม่เห็นผู้เฒ่าหวังสามีภรรยา

            “ท่านพ่อพาท่านอาเจ็ดกลับบ้านท่านแม่ก็ไปตักเตือนท่านอาสะใภ้เจ็ดที่บ้านท่านอา” หวังเลี่ยงถอนหายใจออกมาเบาๆ“ท่านอาเจ็ดบอกว่าอยากหย่าขาดกับท่านอาหญิง อยากแยกเรือนกับบุตรชายทั้งสามคนท่านอาเจ็ดอยากใช้ชีวิตอยู่คนเดียวขอรับ”

            หลี่ชิงชิงคิดมาตลอดว่าหวังชีดูเป็นคนไม่ยี่หระต่อสิ่งใดคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีด้านที่อ่อนแอเช่นนี้ด้วย จึงเอ่ยพึมพำ “ทำเช่นนี้ในวันปีใหม่นี่คิดอะไรอยู่? เข้าวัยทองแล้วหรืออย่างไรนะ?”

            “ชิงชิงข้าจะให้พั่นตี้ไปตามท่านพ่อกับท่านแม่กลับมาทานข้าว”หวังเยวี่ยยกส้มสีเหลืองสะอาดตาจานหนึ่งเดินเข้ามา เอ่ยพร้อมหัวเราะ “เอาไว้ท่านพ่อท่านแม่กลับมาแล้วบ้านเราก็ค่อยจุดประทัดกัน เจ้าว่าดีหรือไม่?”

            “ดีเจ้าค่ะ”หลี่ชิงชิงเห็นรอยยิ้มสดใสของหวังเยวี่ยแล้วก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อยจึงเอ่ยถาม “ปีนี้บ้านเรายังไม่ได้จุดประทัดกันสินะเจ้าคะ?”

            หวังเยวี่ยหัวเราะแล้วเอ่ย“ยังไม่เคยจุด พวกพั่นตี้พี่น้องอยากจะจุดประทัดอยู่ตลอดพี่สะใภ้ใหญ่เห็นพวกเรากำลังหลับกันอยู่ เลยไม่ให้พวกนางจุด”

            หวังเลี่ยงเอ่ยถาม“พี่หญิงรอง ท่านดีใจขนาดนี้เลยหรือ?”

            “ก็ใช่น่ะสิเพราะว่าในที่สุดปีนี้ข้าก็ได้กลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านตนเองอย่างไรเล่า!”หวังเยวี่ยปอกเปลือกผลส้มลูกหนึ่ง ทานไปพลางเอ่ยไปพลาง“ข้าล้วนเฝ้าคอยมาตั้งหลายปี ในที่สุดก็มาถึงวันนี้จนได้!”

            หลี่ชิงชิงเอ่ยในใจว่าพี่หญิงรองต่างหากถึงจะเป็นคนที่ไม่ยี่หระต่อสิ่งใดพี่หญิงรองที่เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว

            โฮ่งๆเสียงเห่าของพัวลาลาดังมาจากด้านนอก น้ำเสียงร่าเริงไม่น้อยดูท่าคนที่ไปด้านนอกคงจะกลับมาแล้ว

            หลิวซื่อตะโกนลั่นกลางลานบ้าน“ทานข้าวฉลองปีใหม่กัน!”

            เด็กน้อยทั้งสามคนวิ่งล้อมหวังจื้อและหวังเลี่ยงปากก็ตะโกนร้อง “โอ จะได้จุดประทัดแล้ว!”

            ผู้เฒ่าหวังและหลิวซื่อไม่อยากเอ่ยเรื่องครอบครัวหวังชีในขณะที่คนในบ้านอยู่ในบรรยากาศยินดีเช่นนี้ครั้นจุดประทัดหมดทั้งสี่ชุดแล้ว ก็เข้าไปนั่งทานข้าวฉลองปีใหม่ที่ด้านในห้องโถง

            “ขาดก็เพียงหวังเฮ่า”ผู้เฒ่าหวังดื่มสุราดอกกุ้ยฮวาหนึ่งอึก แล้วเบนสายตาไปทางหลี่ชิงชิง เอ่ยออกมาด้วยตื้นตันใจ“วันพรุ่งนี้ พวกเราจะไปหาหวังเฮ่า!”

            หลิวซื่อเอ่ยอย่างทอดถอนใจ“หวังเฮ่าอยู่ในกองทัพจะได้กินในวันขึ้นปีใหม่หรือไม่? จะมีเนื้อให้กินหรือไม่?”

            -------------------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] อาณัติสวรรค์(知天命) มาจากคำสอนของขงจื๊อที่ว่า “อายุ 50 ก็รู้ซึ้งอาณัติสวรรค์อายุ 60 ก็จิตนิ่ง ได้ยินได้ฟังอะไรก็รับได้”โดยการรู้ซึ้งอาณัติสวรรค์นั้นมีความหมายแฝงว่า เมื่อคนเราอายุห้าสิบปีไปแล้วจะรู้ซึ้งถึงความยากลำบากในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็นจริง จึงทำเรื่องต่างๆด้วยใจที่ไม่หวังผลลัพธ์อะไรแล้ว

    คล้ายกับเรื่องข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ] ที่คุณอ่าน

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730