บทที่สิบ
ประลองพิณ
ฟ่านหนิงยกสายตาขึ้นมองตรงไปยังถังหลันชิงที่ยังนั่งนิ่งอยู่ข้างล่าง แววตาเรียบสงบแต่แฝงความนัยแหลมคมก่อนเอ่ยขึ้นชัดถ้อยชัดคำ “แต่กระนั้นวันนี้คุณหนูทั้งหลายก็ได้แสดงศาสตร์แขนงต่างๆ กันไปหมดแล้ว ทว่า..คุณหนูถังยังมิได้เข้าร่วมเลยมิสู้ให้คุณหนูถังบรรเลงสักเพลงเป็เกียรติแก่พวกเราทั้งหมดหรือหากคุณหนูถังไม่สะดวก เช่นนั้น..น้องสาวของข้า ฟ่านลี่เ้าก็บรรเลงแทนพี่เถิด”
คำกล่าวนั้นทำเอาผู้คนรอบข้างหันไปมองถังหลันชิงกับฟ่านลี่เป็ตาเดียวฟ่านลี่เมื่อได้ยินชื่อของตนถูกเอ่ยถึงก็ใเล็กน้อยแต่เพียงชั่วครู่ใบหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็ความหวังนางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนที่เกิดเื่ราวใหญ่โตพี่สาวตนถึงขั้นอาละวาดเกรี้ยวกราดเพราะไม่ยอมให้นางเด่นเกินหน้าที่ลานในสวนกลางของจวน
จนมาถึงงานเลี้ยงน้ำชาครั้งนี้ที่สายพิณของฟ่านหนิงผู้เป็พี่สาวขาดทำให้ไม่อาจเล่นต่อหรือนี่จะเป็โอกาสดีที่จะตกมาถึงตน
ใช่แล้ว...ฟ่านลี่คิดในใจ ‘หากวันนี้ข้าได้แสดงฝีมือจะไม่มีใครมาบดบังแสงของข้า ยิ่งไร้การเปรียบเทียบกับพี่สาวข้าอาจโดดเด่นที่สุดในที่นี่’
กลับกันด้านถังหลันชิงที่ถูกกล่าวถึงยังคงสงบนิ่งไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ท่าทางไม่สะทกสะท้าน แต่สายตาหลายคู่เริ่มจับจ้องมาที่นาง
ความเงียบชั่วขณะกลับถูกทำลายด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของหยางชิงหลาน“ไม่สู้ให้คุณหนูทั้งสองบรรเลงทั้งคู่ไปเลย วันนี้ทั้งคุณหนูรองฟ่านกับคุณหนูถังยังไม่ได้แสดงศาสตร์ใดๆเลย หากได้ยินเสียงพิณของทั้งสอง ย่อมจะเป็เกียรติยิ่งนัก”
คำกล่าวนั้นเหมือนน้ำมันราดลงบนกองไฟทั้งห้องโถงที่เงียบงันพลันมีเสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเหล่าคุณหนูจับจ้องด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จากนั้นหยางชิงหลานหันมากระซิบกับฟ่านลี่เสียงแ่เบาแต่เต็มไปด้วยการยุใส่ไฟ “คุณหนูจากชายแดนจะเก่งได้สักแค่ไหนกันเชียว? เ้ามีอาจารย์พิณจากเมืองหลวงสอนเชียวนะอย่าลืมสิว่าพี่สาวเ้าโวยวายทำอะไรไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน นางหลุดปากกลัวเ้าจะเหนือกว่าเชียวนะ”
ฟ่านลี่ได้ยินเช่นนั้นดวงตาก็วาวโรจน์ความลังเลพลันมลายหายไปแทนที่ด้วยความฮึกเหิมนางกำมือแน่นก่อนเงยหน้าขึ้นตอบเสียงชัดถ้อย “ได้ข้าจะบรรเลงให้ทุกท่านฟังเอง” คำตอบนั้นทำเอาผู้คนรอบข้างส่งเสียงฮือฮาต่างคาดหวังกับการประชันฝีมือกรายๆ ครั้งนี้
ขณะเดียวกันสายตาทุกคู่ก็ยังหันไปที่ถังหลันชิง คุณหนูหลายคนต่างคะยั้นคะยอด้วยน้ำเสียงเย้าๆ “คุณหนูถัง...เ้ามาเมืองหลวงก็ระยะหนึ่งแล้ว ไม่ให้พวกเราได้ชื่นชมบทเพลงของเ้าเสียหน่อยหรือ”
“ใช่แล้ว หากวันนี้ไม่แสดงสิ่งเลยเกรงว่าคุณหนูถังจะดูแคลนพวกเรา”
แรงกดดันจากหลายทิศถาโถมเข้ามาถังหลันชิงแม้ใจไม่เต็มใจนักแต่เห็นทุกสายตารุมเร้าก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีกสุดท้ายจึงก้าวออกมาจากที่นั่งอย่างสง่างาม พยักหน้าอย่างยอมรับ
ฟ่านหนิงที่ยืนมองอยู่ห่างๆมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางที่ยากจะอ่าน แววตาเรียบสงบ ดีนัก...วันนี้มีแต่คนเป็มือเป็ขาให้ไม่ต้องออกแรงเอง
การแสดงต่อไปเป็ฟ่านลี่ที่เริ่มก่อนเสียงพิณดังขึ้นอย่างแ่เบาในสวนพฤกษาฤดูคิมหันต์ น้องสาวคนกลางของสกุลฟ่านเริ่มบรรเลงด้วยท่วงทำนองที่แม้จะอบอุ่นอ่อนหวานฟังแล้วเสนาะหูดีนัก แต่หากใครได้ฟังพิณชั้นครูมาก่อนก็จะรู้ว่าทำนองนี้ยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าก้องกังวานตราตรึงใจเสียงสายที่ถูกดีดออกมาเรียงร้อยเป็บทเพลงพอให้ฟังได้สบายหูราวกับน้ำใสไหลเอื่อยในลำธาร แต่ก็ไร้ซึ่งพลังที่จะก่อเกิดคลื่นะเือารมณ์
ดวงตาของผู้คนที่มองมานั้นบางคู่ฉายความชื่นชมพอประมาณแต่ไม่ถึงขั้นต้องกลั้นลมหายใจฟังอย่างลุ่มหลง หยางชิงหลานเพื่อนสนิทของฟ่านลี่ที่นั่งอยู่ด้านข้างเริ่มถึงกับเหงื่อผุดตามขมับนางนึกไปถึงคำที่ฟ่านลี่เคยเล่าว่าฟ่านหนิงพี่สาวผู้เป็ดั่งดวงใจของตระกูลเคยอาละวาดใหญ่โตเพราะเกรงว่าน้องสาวจะบรรเลงพิณได้เก่งกาจจนตนเองเป็รองหากแต่บทเพลงที่นางได้ยินในวันนี้...หากเทียบกับฝีมือของฟ่านหนิงเมื่อปีที่แล้วแล้วยังห่างไกลนัก...
หลังจากคิดทบทวนหยางชิงหลานลูบอกปลอบใจตัวเองเงียบๆอย่างน้อยวันนี้ฟ่านหนิงก็ไม่ได้ออกมาแสดงเต็มๆถ้าเทียบกับความไพเราะนั้นคงไม่อาจสู้ได้แต่สหายตนคงไม่อับอายขายหน้าต่อสกุลใหญ่ทั้งหลายเท่าไรนัก
เมื่อท่วงทำนองสุดท้ายจบลง ความเงียบแ่เบาก็ปกคลุมเพียงชั่วครู่ก่อนบรรดาฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายจะยกมือปรบเบาๆ แสดงน้ำใจต่อฟ่านลี่ใบหน้าของพวกนางแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่แววตากลับบอกชัดว่าเพลงเมื่อครู่หาใช่สิ่งเหนือชั้น ฟ่านลี่ััได้เช่นกันนางถอนหายใจ ขมวดคิ้วพลางเหลือบสายตาไปยังฟ่านหนิงผู้เป็พี่สาวในชุดผ้าสีส้มขาดแดงที่โดดเด่นเหนือใคร
‘ครั้งก่อนเ้ากล่าวเองมิใช่หรือว่ากลัวข้าจะเทียบรอยได้แล้วนี่หมายความว่าอย่างไร?’ฟ่านลี่คิดอยู่ในใจสีหน้าสับสนปนขุ่นเคือง แต่ฟ่านหนิงกลับเพียงนั่งนิ่งยกมุมปากเล็กน้อยดวงตาฉายความสงบอย่างไร้ร่องรอยใดให้จับต้องฟ่านลี่จึงไม่อาจคาดเดาความหมายที่แท้จริงได้
จากนั้นก็มีคน้อ่ยเรียกชื่อถังหลันชิงดังขึ้นว่าถึงคราวนางแล้วทุกสายตาหันไปยังสตรีวัยแรกผลิบานที่ก้าวเดินขึ้นไปแทนที่ฟ่านลี่ นางเดินย่างก้าวสง่างามกระโปรงผ้าแพรสีม่วงอ่อนพลิ้วไหวตามลม ถังหลันชิงโค้งกายเล็กน้อยแล้วนั่งลงต่อหน้าพิณตัวเดียวกันที่ตระกูลติงจัดเตรียมไว้
มือเรียวยกขึ้นอย่างมั่นคงนางหลับตาลงหายใจผ่อนเข้าออกเบาๆ ราวกับกำลังรวมจิตใจให้แน่วแน่ก่อนปลายนิ้วจะััลงบนสายพิณ ทันทีที่เสียงแรกบังเกิด ทุกคนในเรือนสวนก็เหมือนถูกดึงดูดเข้าสู่โลกอีกภพ
เสียงพิณของถังหลันชิงมิใช่เพียงไพเราะหากเต็มไปด้วยพลังและชั้นเชิง ลำดับเสียงบาง่ดุจเสียงน้ำตกถาโถมบาง่พลิ้วไหวละมุนราวสายหมอกยามรุ่งสาง เสียงสูงต่ำประสานกันอย่างพอดิบพอดีราวทิวเขาและสายน้ำกำลังโอบล้อมอยู่ตรงหน้า
หญิงสาววัยแรกออกเรือนบรรเลงดั่งครูบาอาจารย์ผู้ชำนาญมือของนางปล่อยจังหวะคล่องแคล่วจนทุกสายตาไม่อาจละไปได้แม้เพียงชั่วครู่ก็เหมือนถูกพาเข้าสู่ห้วงฝันเสียงพิณไพเราะเสนาะไปทั่วสวนดังไปถึงเหล่านกที่เกาะตามกิ่งไม้ยังหยุดฟัง
เมื่อบทเพลงสิ้นสุดทุกสิ่งตกอยู่ในความเงียบแม้แต่เสียงหายใจก็ยังไม่มีทุกคนราวกับยังไม่ทันหายจากภวังค์ จนกระทั่งเสียงฮูหยินจางหรือหานซื่อ[1]เอ่ยขึ้นทำลายความสงัด
“คุณหนูถังมีความสามารถนักอายุเพียงเท่านี้กลับเชี่ยวชาญพิณถึงเพียงนี้ ช่างหาได้ยากๆ คงมีพร์จริงๆ” คำชมดังกล่าวเรียกสติของเหล่าฮูหยินและคุณหนูกลับมาต่างพากันพยักหน้าสนับสนุนอย่างเห็นพ้อง
ฟ่านหนิงนั่งยกถ้วยชาขึ้นจิบยิ้มบางพอใจแล้วเหลือบมองฟ่านลี่ที่ใบหน้าซีดเผือด นางเอ่ยเพียงในใจเป็อย่างไรบ้าง...ได้แสดงละครให้ข้าดูบ้างก่อนจะแสร้งปรับสีหน้าให้กลับเป็ปกติ หันไปมองสตรีที่เอ่ยคำชมเมื่อครู่เพราะนั้นคือคำชมของหานซื่อ สตรีที่เป็ป้าแท้ๆ ของหานอี้เหอ
เพราะภารกิจนี้จะทำให้ความสามารถของถังหลันชิงไปกระแทกตาญาติผู้ใหญ่ของหานอี้เหอผู้เป็พระเอกอีกหน่อยคงช่วยกันสนับสนุน แม้ว่าหานอี้เหออาจยังไม่เอ่ยยินดีในทันทีแต่เหตุการณ์ในวันนี้ก็เพียงพอที่จะกลายเป็จุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ฟ้าลิขิตให้ตัวเอกทั้งสองได้ก้าวเข้ามาพัวพันกัน
ขณะที่เสียงกล่าวชมเชยยังคงดังต่อเนื่องถังหลันชิงลุกขึ้นโค้งศีรษะนอบน้อม ตอบด้วยเสียงนุ่มนวล “ความสามารถทั้งหมดหาใช่ข้าผู้เดียวไม่หากเป็เพราะมารดาเป็ผู้สอน เพลงพิณทุกทำนองที่ข้าบรรเลงก็ล้วนสืบทอดมาจากฝีมือของท่านแม่”
ผู้คนที่ได้ยินต่างอุทานเบาๆมีทั้งแปลกใจและชื่นชมในเวลาเดียวกัน หลายสายตาจึงหันไปยังฮูหยินถังผู้เป็มารดาของถังหลันชิง ฮูหยินถังเพียงยิ้มรับโดยมิได้เอื้อนเอ่ยเกินควร
แต่ก็มีสตรีผู้หนึ่งอดมิได้จึงเอ่ยถามขึ้น“เช่นนั้นฮูหยินถังร่ำเรียนมาจากอาจารย์พิณท่านใดกันหรือ?”
คำถามนี้ทำให้บรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นอีกครั้งฟ่านหนิงเองชาติที่แล้วหลังจากตรงนี้นางขุ่นเคืองจนไม่ฟังอะไรแล้วจนในภายหลังจึงได้ทราบความจริงว่า อาจารย์ผู้สอนฮูหยินถังหาใช่บุคคลธรรมดาไม่หากเป็อาจารย์พิณในตำนาน ผู้มีศิษย์เพียงสามคนและปกปิดตนเองอย่างลึกลับ
หนึ่งในศิษย์นั้นปัจจุบันเป็นักบรรเลงอยู่ที่เมืองเหลียงโจวชื่อเสียงขจรไปทั่วอีกรายหนึ่งเป็อาจารย์สอนในวังหลวงนี้เองที่มีชื่อเสียงสะท้านนามว่าก่านซุนส่วนศิษย์คนสุดท้ายกลับไร้ผู้ใดล่วงรู้ว่าอยู่ที่แห่งใด เวลานี้ทุกคนก็ได้รู้แล้ว...
เมื่อหานซื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้ายิ่งเต็มไปด้วยความยินดี นางยิ่งมองถังหลันชิงด้วยแววตาพอใจอย่างลึกซึ้งและในใจย่อมแน่วแน่ว่าสักวันต้องเอ่ยถึงเื่นี้ต่อหานอี้เหอหลานชายผู้เป็ดวงใจของตระกูล
บรรยากาศภายในสวนพฤกษายังคงเต็มไปด้วยเสียงชมเชยขณะที่สายลมพัดผ่านดอกไป๋เหอให้โปรยกลีบลงเบาๆ บนลานหินทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ถูกขีดเขียนเพื่อให้ถังหลันชิงและหานอี้เหอโดยเฉพาะ
หลังจากงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนเ้ากรมอาญาสิ้นสุดลงเหล่าฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายต่างทยอยแยกย้ายกลับไปตามรถม้าของตนเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วที่เคยดังทั่วลานเมื่อครู่พลันค่อยๆ เงียบหายเหลือเพียงบรรยากาศยามเข้า่เย็น
ฟ่านหนิงเดินเคียงข้างมารดาใบหน้าของนางเรียบเฉย แต่มารดามีสีหน้าเหนื่อยล้าเล็กน้อยจากการเข้างานสังคมทั้งวันส่วนด้านหลังนั้น ฟ่านลี่เดินตามมาอย่างห่อเหี่ยวดวงตาแดงก่ำราวกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เพราะความอัดอั้น
เมื่อพ้นประตูใหญ่ของจวนเ้ากรมอาญาฟ่านลี่ก็เร่งฝีเท้าเข้ามาประชิดตัวพี่สาวดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์เต็มไปด้วยความคับข้องใจนางกัดฟันถามเสียงแ่แต่แฝงแรงสะกดอารมณ์ไว้
“นี่เป็แผนของเ้าใช่หรือไม่? ท่านตั้งใจให้ข้าอับอายกลางงานเพื่อให้ข้ากลายเป็ตัวตลกต่อหน้าทุกคน!”
คำถามตรงไปตรงมาทำเอามารดาหันกลับมามองบุตรสาวอนุที่กล้ากล่าวใส่ร้ายบุตรีตัวเองด้วยสีหน้าใ ฟ่านหนิงเองก็ชะงักแต่แล้วเพียงอึดใจเดียวใบหน้าก็กลับมาอ่อนโยนเช่นเดิมดวงตาเปล่งประกายอ่อนละมุนดังเช่นพี่สาวผู้ใจดี นางส่ายหน้าช้าๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยน
“น้องสาว เ้าจะกล่าวโทษข้าเช่นนั้นได้อย่างไร? ฝีมือของเ้าพัฒนาขึ้นมากข้าเพียงอยากให้เ้ามั่นใจในตนเองเท่านั้นอีกทั้งข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่าว่าถังหลันชิงมีฝีมือเลิศเพียงนั้นเ้าจะมาใส่ความพี่สาวเช่นนี้มิได้”
น้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความสงบเยือกเย็นฟังแล้วแทบไม่เหลือที่ให้จับผิด ฟ่านลี่กัดริมฝีปากแน่น ความโกรธยิ่งปะทุเพราะในใจยิ่งรู้สึกว่าฟ่านหนิงกำลังตีสองหน้า
ฮูหยินฟ่านที่ยืนอยู่ข้างๆเห็นท่าทีระหว่างหญิงสาวทั้งสองจึงรีบเอ่ยเสริม “ฟ่านลี่เ้าอย่ามองพี่สาวในแง่ร้ายเลย พวกเราไม่มีใครคาดคิดถึงเื่นี้ทั้งนั้นเหตุการณ์ในงานน้ำชาครานี้เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว เ้าก็พยายามอย่างเต็มที่แล้วอย่าได้โทษกันเอง”
ทว่าคำพูดปลอบประโลมกลับยิ่งทำให้ฟ่านลี่รู้สึกถูกกดทับนางฮึดฮัดในลำคอ เสียงเ็าดังขึ้น “โชคเข้าข้างเ้านักเพราะวันนี้เป็ข้าที่อับอายต่อหน้าผู้คน พวกท่านพูดอย่างไรก็ได้ทั้งนั้นแต่จงจำไว้เถอะ พวกเราต่างรู้ดีว่าฝีมือพิณของถังหลันชิงนั้นเป็อย่างไรแม้วันนี้พี่หญิงจะมิได้แสดงฝีมือ หากในใจย่อมรู้แก่ใจแล้วใช่หรือไม่ ว่าเ้าเองก็หาได้เหนือกว่านางไม่!”
คำพูดนั้นแทงลึกถึงหัวใจฟ่านหนิงที่ทำท่ามิได้ใส่ใจอะไรนักพลันหน้าตึงขึ้นเล็กน้อยแน่นอนว่านางรู้อยู่แล้วว่าตนมิอาจสู้ถังหลันชิงได้แต่ไม่ใช่ให้ฟ่านลี่มาเหยียบย่ำเช่นนี้ ขณะที่นางคิดวิธีจะโต้ตอบแต่มารดาก็เข้ามาคล้องแขนส่ายหน้าเบาๆ เป็การเตือนว่าอย่ามีโทสะจนเกิดเื่หากเป็แต่ก่อนนางคงไม่ยอม แต่ว่านางผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งที่ย้ำเตือนว่าให้รอบคอบเก็บงำให้เป็ นางจึงเลือกเดินกับมารดาต่อไปเงียบๆปล่อยให้เสียงรองเท้าปักกระทบพื้นหินก้องกังวาน
มารดาที่เดินเคียงข้างเห็นบุตรสาวเงียบไปก็นึกห่วงอยู่ดีจึงหาคำเอ่ยปลอบ
“ลูก...ก็อย่าเก็บมาใส่ใจเลยฝีมือของเ้าเองก็หาได้ด้อยกว่าไม่ ไว้แม่จะลองคิดทาบทามครูดีๆหรือไปหารือกับท่านป้าดีหรือไม่ เพื่อหาทางให้เ้าได้ฝึกฝนยิ่งขึ้น”
แต่ไม่ว่ามารดาจะพูดปลอบอย่างไร ฟ่านหนิงกลับรู้สึกราวกับเสียงเ่าั้ลอยหายไปในอากาศนางเดินไปเงียบๆ ใจลอยคิดเพียงสิ่งเดียวทันใดนั้นเสียงก้องในหัวดังกังวานขึ้นมาอย่างชัดเจน
【ภารกิจสำเร็จ】
【ตัวละครเอกถังหลันชิงได้แสดงความสามารถเป็ที่ประจักษ์】
【 พลังชีวิต +20】
ข้อความนี้ทำให้แววตาของฟ่านหนิงสว่างขึ้นเล็กน้อยความขุ่นมัวเมื่อครู่ราวกับถูกพัดหายไป นางแทบจะยกมุมปากขึ้นอย่างโล่งอกหากแต่ยังไม่ทันได้คลี่ยิ้ม เสียงของระบบก็ดังซ้อนขึ้นมาอีกครั้ง
【ภาพลักษณ์นางร้าย-10】
ราวกับมีใครมาสาดน้ำเย็นใส่กลางหน้าฟ่านหนิงชะงักเท้าทันที ใบหน้าสวยสะคราญแข็งค้างไปชั่วขณะหัวใจเต้นแรงด้วยความไม่เข้าใจ อะไรนะ?เหตุใดจึงถูกหักแต้มภาพลักษณ์?
หากแต่เวลานี้รอบข้างยังมีผู้คนทั้งมารดาและฟ่านลี่ที่เดินตามมา นางไม่อาจทะเลาะกับระบบได้ในที่แจ้งจึงเพียงเม้มริมฝีปากแน่น กลั้นอารมณ์ไว้ไม่ให้เล็ดลอดออกมา
มารดาที่เห็นท่าทางลูกสาวชะงักไปก็เดินมาประคองน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าเดิม “แม่เชื่อว่าหากเ้าเพียรพยายามย่อมไม่แพ้ถังหลันชิง”
คำปลอบเ่าั้กลับยิ่งกลายเป็เสียงรบกวนฟ่านหนิงฟังเพียงผ่านๆ หัวใจจมจ่อมอยู่กับคำถามที่ค้างคานางหาได้สนใจเื่พันนั้นแล้ว เพราะตอนนี้ความคิดอยู่ที่ว่าเหตุใดกันถึงถูกตัดแต้มภาพลักษณ์?
นางเดินไปอย่างเงียบงันปล่อยให้ความสงสัยกัดกินในใจ รอยยิ้มที่เคยคิดจะแต่งแต้มไว้บนมุมปากพลันหายไปต้องรีบกลับเรือนจะได้คุยได้อย่างสะดวก
จนเมื่อขบวนรถม้าของจวนเสนาบดีเคลื่อนเข้ามาจอดสนิทที่หน้าประตูใหญ่ฟ่านหนิงก็รีบก้าวลงไปโดยไม่เหลียวมองใครใบหน้างามที่แต้มด้วยสีชมพูระเรื่อกลับหม่นหมองเสียยิ่งกว่าเมฆฝนในยามหัวค่ำเหล่าเ้านายและบ่าวไพร่ที่กลับมาพร้อมกันล้วนเข้าใจไปเองว่านางกำลังขุ่นเคืองที่ความสามารถของตนถูกบดบังด้วยถังหลันชิงผู้เป็สตรีจากชายแดนแต่กลับแสดงฝีมือดีดพิณได้เกินกว่าที่ใครคาดคิด
เสียงซุบซิบดังแ่อยู่ทั่วทั้งเรือนแต่ฟ่านหนิงไม่สนใจแม้แต่น้อย นางก้าวพรวดๆ เข้าเรือนของตนเองจนชายกระโปรงสะบัดแล้วออกคำสั่งทันที “ออกไปให้หมดข้าไม่อยากเห็นหน้าใครทั้งนั้น!”
สาวใช้ต่างรีบก้มหัวถอยหลังไปอย่างหวาดๆเพียงครู่เดียวห้องทั้งห้องก็ว่างเปล่าเหลือเพียงนางผู้เดียวที่ยืนหอบหายใจอยู่กลางห้อง
ฟ่านหนิงขบกรามแน่น ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ“เ้าระบบ ออกมาเดี๋ยวนี้ ข้ามีเื่ต้องถาม!” เสียงประกาศดังขึ้นริมหูแต่ก็ไม่คล้ายมีคนพูดใกล้ๆเอ่ยว่าระบบเปิด
“เพราะอะไรถึงตัดแต้มภาพลัษณ์ ตอบมาเดี๋ยวนี้ตอบให้ชัดเจนด้วยไม่เช่นนั้นมีเื่แน่”หญิงสาวกล่าวอย่างขุ่นเคือง
ทันใดนั้นอักษรสีแดงจางก็ค่อยๆลอยขึ้นกลางอากาศทีละบรรทัด เหมือนม่านโปร่งใสที่เข้มขึ้น
“การตัดแต้มภาพลักษณ์ : สามเหตุผล
หนึ่ง ความเป็ปรปักษ์จากสถานการณ์น้อยกว่ามาตรฐาน
สอง ตัวละครฟ่านหนิงมิได้ลงประลองด้วยตนเอง
สาม มีผู้อื่นเข้ามาช่วยเหลือมากเกินไป”
“อะไรนะ!”ฟ่านหนิงโวยวายทันที “นี่เ้ากล้าหักคะแนนข้าเพราะเื่เหล่านี้หรือ? ข้าวางแผนแทบตายเพื่อไม่ให้ตนเองต้องอับอายต่อหน้าผู้คนเ้าว่ามันง่ายหรืออย่างไรที่จะรู้ว่าแพ้แล้วต้องยอมแพ้ด้วยตัวเอง!”
ตัวอักษรลอยขึ้นอีกครั้ง
“คำอธิบาย :ความอับอายคือลักษณะหนึ่งของนางร้ายหากปราศจากฉากเหล่านี้ภาพลักษณ์ความร้ายจะลดทอนลง”
“พูดบ้าอะไรของเ้า!”ฟ่านหนิงะโพลันลุกขึ้นพรวดมือเรียวสะบัดปัดข้อความที่ลอยอยู่หมายจะตี แต่มือของนางกลับทะลุผ่านอักษรเ่าั้ไปอย่างไร้ผลนางกัดฟันกรอด
“ข้าทำให้นางเอกดูเลิศเลอ งดงามสมบูรณ์แบบมากพอแล้วจะให้ข้าเป็ตัวตลกประจำเื่ด้วยหรือ?แบบนี้ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด! ไปปรับปรุงระบบไร้ความสามารถของเ้าซะ!” เสียงนางดังลั่นราวกับจะสั่นะเืทั้งเรือนนางพรั่งพรูคำตำหนิไม่หยุดปาก จนต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ในที่สุดแต่แทนที่ระบบจะโต้เถียง อักษรกลับขึ้นว่า
“ระบบกำลังประมวลผล...”
ฟ่านหนิงชะงักไปรอคอยอย่างกระวนกระวาย หลายอึดใจก็ยังไม่มีคำตอบ เสียงหัวใจเต้นตึกตักอยู่ในอกสุดท้ายข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้น
“ประมวลผลเสร็จสิ้น”
แต่จากนั้นก็เงียบไป จนนางทนไม่ไหว “แล้วอย่างไรต่อเล่า!สรุปข้าต้องทำอะไร” นางถามเสียงห้วน
เสียงประกาศตอบ “ตัวละครฟ่านหนิงรอรับภารกิจถัดไป ปัจจุบันยังไม่มีหน้าที่ ตัวละครเอกจะดำเนินสานสัมพันธ์กันเอง”
“เหอะ”ฟ่านหนิงทรุดกายกลับไปนั่งลงบนตั่งไม้จันทน์ดวงตาคู่สวยหลุบต่ำ หายใจเข้าออกช้าๆ พยายามปรับอารมณ์แต่ไม่นานนางก็โพล่งขึ้นอีกครั้ง “แล้วคะแนนภาพลักษณ์ของข้าเล่า! คืนมาให้ด้วยสิ”
“ไม่สามารถคืนได้ เนื่องจากภาพลักษณ์ความร้ายลดลงเป็ข้อเท็จจริง”
“ชิ! เ้าจะรู้อะไร นี่มันเรียกว่าร้ายลึกไม่ใช่ร้ายตื้นๆ เหมือนแต่ก่อน ข้าไม่ได้โง่เสียหน่อยที่จะทำตัวไร้ชั้นเชิงคนมีประสบการณ์น่ะเข้าใจไหม?”
จากนั้นอักษรเพียงลอยขึ้นสั้นๆ “รับคำแนะนำเรียบร้อย กำลังปิดระบบ”
“โธ่ เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งปิด!” ฟ่านหนิงรีบะโขัดพลางลุกขึ้นยืน“ข้ายังมีคำถามอีกเื่ พวกตัวเอกน่ะ...ตอนนี้ไปสานสัมพันธ์กันที่ไหนอย่างไร?”
ความเงียบเข้าปกคลุมไปครู่ใหญ่จนหญิงสาวแทบกัดเล็บว่าระบบจะตอบนางหรือไม่สุดท้ายคำตอบที่ได้ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย
“ตัวละครฟ่านหนิงมิได้อยู่ในสถานการณ์นั้น ไม่จำเป็ต้องรับรู้”
หญิงสาวรีบร้องเสียงหลง “อะไรเล่า ข้าไม่ได้คิดจะไปก่อกวนเลยนะเพียงแค่อยากรู้เท่านั้น ข้าสัญญาว่าจะไม่ยุ่งแน่นอน! บอกมาเถอะ”
จากนั้นห้องกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้งอักษรค่อยๆ เลือนหายไปทีละตัว ทิ้งให้นางกัดริมฝีปากด้วยความหงุดหงิดทั้งผิดหวังทั้งอยากรู้ใจแทบขาด แต่หลังจากที่นางคิดตัดใจแล้วตัวอักษรก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง
[1] ซื่อ (-ซื่อคำใช้เรียกสตรีที่แต่งงานแล้วเป็การนำแซ่มาเรียกบ่งบอกสกุลเดิม)