"ในปีนี้มีเพียง 24 คนเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบ(ไม่นับพวกไม่มีราก)"ที่้าของเวที าุโหยางหลิงประกาศ ด้านหน้าของเวทีไม้ในตอนนี้ นอกจากผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบและกลับไปก่อนหน้านี้ ยังคงมีผู้คนมากมายที่คอยดูอยู่ ทั้งที่นั่งผู้ปกครองหรือผู้ที่มาชมดูการคัดเลือกในวันนี้ ต่างคนต่างหันความสนใจของพวกมันไปที่อาสุโสหยางหลิง
มองไปที่คนที่หันเหความสนในมาที่มัน อาวุโสหยางหลิงกล่าวต่อ
"แม้จะเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าเหล่าเยาวชนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกก็ไม่ควรเสียใจจนเกินไป เส้นทางสู่ความเป็นอมตะนั่นไม่ใช้สิ่งที่พวกเจ้านั่นฝันไว้ โลกแห่งการเพาะปลูกนั่นโหดร้ายยิ่งนัก บางคนพึ่งเริ่มเดินลงไปในเส้นทางนี้ไม่นานก็ตาย สำหรับผู้ที่เดินไปตามเส้นทางนี้เมื่อมันผู้ใดตายไปแล้ว ก็จะไม่สามารถกลับชาติมาเกิดได้อีก วิญญาณของพวกมันจะกระจายหายไประหว่างสวรรค์และโลก"
เมื่ออาวุโสหยางหลิงกล่าวจบมันก็ส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ แม้มันจะพูดเช่นนั้นมันก็รู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้ว หากว่ามันมีโอกาศอีกครั้งให้เลือกระหว่างการเป็นคนธรรมดาหรือการเดินเท้าเข้าสู่เส้นทางอมตะโดยไม่ลังเลใจมันก็จะเลือกเพาะปลูกอีกครั้ง
ผู้ใดเต็มใจที่จะเป็นคนธรรมดา? หากมีหนทางไม่ว่ามันผู้นั่นจะเป็นใคร มันก็ต้องแสวงหาความเป็นอมตะอยู่แล้ว อยากอยู่อย่างสุขสบาย อยากมีชีวิตอยู่นานๆ อยากแข็งแกร่ง อยากเด่นดัง สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลง่ายๆที่ทำให้ผู้คนเดินลงบนเส้นทางนี้ และตัวของมันเองก็เช่นกัน
แม้แต่มู่เยว่ชิงนางเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั่น เพียงแต่ว่าเหตุผลของนางนั่นแตกต่างออกไป นางต้องการที่จะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องตนเอง และคนที่นางรัก ต้องการที่จะฟื้นคืนชีวิตให้ท่านปู่ของนาง นางจึงเลือกที่จะเดินลงมาบนเส้นทางนี้ เส้นทางที่ไม่สามารถย้อนกลับหลังได้ หากมีทางเลือกอีกครั้ง นางก็จะเลือกเหมือนเดิมโดยไม่ลังเล
ผู้คนโดยรอบฟังอย่างเงียบเชียบ ในใจของแต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างกัน
โดยไม่สนใจอาวุโสหยางหลิงเรียกศิษย์นิกายให้มารวมตัวกัน มันโบกมือขึ้นไปบนอากาศ
ทันใดนั้นเรือลำสีดำขนาดใหญ่โพล่ออกมาจากอากาศบาง ตัวเรือทำจากไม้ดำที่นำมาจากป่าสนอสูรซึ่งเป็นต้นกำเนิดสีดำของตัวเรือ ส่วนกระดูกเรือนั้นใช้กระดูกสันหลังของสัตว์อสูรลำดับที่ 7 หลายตัวโดยนำมารวมกันและกลั่นหลายครั้งจนกลายเป็นกระดูกเรือ
ผ้าใบของเรือนั่นก็เป็นอีกหนึ่งวัสดุหายากซึ่งทอมาจากตัวไหมพันปี ว่ากันว่าในปีนึงจะปล่อยในพอทำเสื้อผ้าได้เพียงแค่ชุดเดียวเท่านั่น แต่ใบเรือที่แสดงให้เห็นอยู่นี้ทำมาจากผ้าไหมนั่นทั้งหมดแสดงถึงความร่ำรวยของนิกายได้เป็นอย่างดี
อาวุโสหยางหลิงทำผนึกมือ เรือที่ลอยอยู่ในอากาศค่อยๆลดระดับลงมาในระดับนึง จากนั้นด้านข้างของตัวเรือมีบันไดยื่นออกมาจนถึงพื้น
บริเวณโดยรอบจากที่เคยเงียบก็มีเสียงฮือฮาดังขึ้นมาอีกครั้ง ทุกคนต่างตกใจและตกตะลึง ตกใจกับเรือบินที่พึ่งโพล่ขึ้นมารวมทั้งตะลึงในความสวยงามของมัน แม้ว่าพวกมันไม่รู้ถึงคุณค่าของวัสดุที่ใช้ในการทำเรือลำนี้แต่พวกมันก็รู้ว่าราคานั่นย่อมไม่ถูกเป็นแน่
ความจริงแล้วเรือที่อาวุโสหยางหลิงแสดงนั่นไม่ใช้ของมันเอง ทุกปีเมื่ออาวุโสภายนอกหรือภายในรับหน้าที่ออกไปสรรหาศิษย์นั่น มันทุกคนจะได้เรือบินมาคนละลำ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งอีกทั้งยังเป็นการแสดงความมั่งคั่งของนิกายไปด้วย
อีกทั้งยังสร้างความปลอดภัยให้กับอาวุโสและศิษย์ รวมถึงเหล่าเยาวชนที่ได้ผ่านการคัดเลือกด้วย เนื่องด้วยทุกส่วนของเรือนั่นได้ลงอาคมการป้องกันและการโจมตีไว้อย่างหนาแน่น โดยผู้ที่สร้างเรือเป็นคนรับประกันด้วยชื่อเสียงของมัน มันเคยกล่าวไว้ว่า แม้ระดับกำเนิดจิตวิญญาณมาโจมตีด้วยตนเองมันก็ต้องใช้เวลา 3 วัน 3 คืนเพื่อทำลาย ในระดับที่ต่ำกว่านั่นไม่สามารถทำอันตรายเรือลำนี้ได้
เด็กใหม่เหล่านี้เปรียบเสมือนเลือดใหม่ ซึ่งเป็นตัวเปลี่ยนผ่านเลือดเก่า เพราะในช่วงเวลาเช่นนี้ศัตรูของนิกายอาจลอบทำร้าย นิกายจึงให้เรือมาใช้
"เอาละได้เวลาแล้ว"อาวุโสหยางหลิงลอยตัวของมันขึ้นไปบนเรือและกลับไปรอที่ห้องของมัน
เหล่าศิษย์ที่เหลืออยู่แบ่งหน้าที่กันจัดการงานที่เหลืออยู่
ศิษย์นิกายชายคนนึงดูอายุประมาณ 19-20 ปี สวมเสื้อผ้าของศิษย์ภายนอก เดินขึ้นไปบนเวทีแล้วกล่าว
"หากเข้าไปในนิกายจนกว่าจะครบกำหนดสามปีจะไม่สามารถออกมาจากนิกายได้ ยกเว้นมีภารกิจของนิกาย เพราะฉะนั้นหากพวกเจ้าคนใดมีอะไรจะบอกผู้ปกครองของพวกเจ้าก็รีบทำซะ"กล่าวเสร็จแล้วจึงกลับไปทำงานของตน
เหล่าเด็กที่นั่งอยู่บนเวทีได้ยินดังนั้นจึงแยกย้ายกันไปหาครอบครัวของตนเอง บางคนไม่มีครอบครัวก็เพียงแค่มองด้วยความอิจฉาไปยังเด็กที่มีครอบครัว
มู่เยว่ชิงเป็นหนึ่งในเด็กที่ไปหาผู้ปกครองของตนเอง นางเดินไปหาป้าหลี่ลุกจากที่นั่ง ลงมายืนคอยนางอยู่ทางฝั่งผู้ปกครอง
"ชิงเอ๋อร์มาให้ป้ากอดหน่อย" ทันทีที่นางเดินมาด้านหน้าป้าของนาง เต็มไปด้วยความเอ็นดูป้าหลี่ของนางยื่นมือออกมาโอบกอดนาง
มองไปที่ป้าของเธอด้วยน้ำในดวงตา "ป้าหลี่ได้เวลาที่ข้าจะไปที่นิกายแล้ว ข้าอยากขอให้ท่านช่วยดูแลบ้านของข้าในช่วงเวลาที่ข้าไม่อยู่ได้หรือไม่?" ตั้งแต่ท่านปู่ของนางเสียไปก็มีแต่ป้าที่คอยดูแลนางมาตลอด
ไม่ใช้แค่นั้นก่อนที่ท่านปู่จะเสียป้าหลี่ก็คอยดูแลนางเช่นกัน ทั้งซื้อเสื้อผ้าสวยๆให้นาง บางครั้งก็คอยเอาของกินที่นางชอบมาให้หรือเอายามาให้ท่านปู่ตลอด
ได้ยินเช่นนั้นป้าของเธอทำแก้มป่องพร้อมกับมองมาที่มู่เยว่ชิงด้วยสายตาแง่งอน
"ชิงเอ๋อร์ ทำไมหลานทำเหมือนป้าเป็นคนอื่นคนไกลไปได้ ต่อให้หลานไม่พูดป้าก็จะดูแลให้อยู่แล้ว"
เห็นป้าของเธอทำหน้าแบบ ทำให้นางยิ้มออกมาป้าของนางช่างทำตัวน่ารักไม่สมกับอายุเลยจริงๆ
"ป้าข้าอาจจะไม่ได้กลับมาตั้งสามปีหากเป็นแบบนี้ท่านไม่คิดถึงข้าแย่เหรอ" นางกล่าวแล้วหัวเราะคิกคักในอ้อมกอดป้าของนาง
"แน่นอนข้าคงคิดถึงเจ้าแทบแย่ แต่ว่าสักวันนึงเจ้าก็ต้องก็ต้องกลับมาเยี่ยมข้าอยู่แล้ว จนกว่าจะถึงตอนนั้นเจ้าห้ามเป็นอะไรไปเด็ดขาดเลยรู้ไหม" ป้าหลี่บอกด้วยสีหน้าจริงจัง พร้อมกันนั้นมือของนางก็ลูบหน้าหลานรัก
เห็นป้าของนางจริงจังมู่เยว่ชิงพยักหน้า "ป้าจนกว่าจะถึงตอนนั้นข้าจะไม่เป็นอะไรแน่นอน และท่านก็ต้องห้ามเป็นอะไรไปด้วย ไม่งั้นข้าคงเหงาแย่แน่" ออกจากอ้อมกอดป้าของเธอ
ทั้งคู่มองกันอีกครั้งโดยไม่พูดอะไร จากนั้นมู่เซว่หยิงเป็นคนกล่าวก่อนคนแรก
"ป้าหลี่ข้าไปก่อนนะ แล้วข้าจะมาเยี่ยมท่านไวๆ"
"แล้วข้าจะรอ" นางกล่าวพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดหน้าจากถุงผ้าข้างเอวขึ้นมาซับน้ำตา
หลังจากฟังป้านางกล่าวมู่เยว่ชิงโบกมือให้ป้าของนาง และหันหลังกลับเดินไปที่ทางขึ้นบันไดของเรือบิน บริเวณนั่นมีคนที่บอกลาครอบครัวของตนเสร็จแล้วกำลังต่อแถวขึ้นเรืออยู่ ยืนอยู่ท้ายแถวเป็นเย่หมิงหยูที่โบกมือมาทางนางด้วยด้วยความตื่นเต้น
"เยว่ชิงมาเร็วๆ!" เย่หมิงหยูนางแทบจะเก็บความตื่นเต้นของนางไว้ไม่อยู่ จึงตะโกนเรียกมู่เยว่ชิงที่กำลังเดินมา
จากนั้นทั้งคู่เดินขึ้นไปบนเรือ ยืนอยู่ทางขึ้นเรือเป็นศิษย์ที่คอยอธิบาย
"พวกเจ้าแต่ลงคนสามารถเลือกห้องได้คนละหนึ่งห้อง หลังจากเลือกแล้วไม่สามารถเปลี่ยนได้ เจ้าจะอยู่ในห้องนั่นจนกว่าจะไปถึงนิกาย เมื่อขึ้นไปแล้วอย่าเดินเพ่นพ่านไปทั่วเรือ ให้อยู่แต่ในบริเวณห้องของตัวเองเท่านั่น" ที่แบ่งไว้เป็นเช่นนี้นั่น เนื่องจากเคยเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเลือกห้องทำให้เสียเวลา ทางนิกายจึงตั้งกฎง่ายๆเช่นนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะลดปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งมันก็ได้ผลดียิ่งนัก
เดินขึ้นไปบนเรือมองไปมู่เยว่ชิงมองไปโดยรอบ ข้างในของเรือมีสามชั้นดูเหมือนชั้นบนสุดนั่นมีไว้สำหรับผู้อาวุโส ส่วนชั้นที่สองนั่นเป็นศิษย์ของนิกายที่มาช่วยงานคัดเลือก ส่วนชั้นที่สามเป็นของเด็กใหม่เช่นนาง
เดินไปไม่ไกลจากท้ายของเรือ มู่เยว่ชิงเลือกห้องของนาง เย่หมิงหยูที่ตามมาด้วยกันเลือกห้องที่ติดอยู่ข้างๆ
มู่เยว่ชิงเดินเข้าไปในห้อง ภายในห้องมีเพียงเตียงไม้ที่เรียบง่ายซึ่งมีเพียงผ้าปูที่นอนผ้าห่มและหมอน ส่วนใจกลางของห้องมีโต๊ะกับเก้าอีกไม้สองตัว นอกจากนี้ในบริเวณมุมห้องมีตู้ไม้ที่เอาไว้สำหรับเก็บของขนาดเล็กตั้งอยู่
ล็อคห้องของนางและนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงดูดซับลมปราณในอากาศเพื่อรอเวลา
หลังจากนั้นไม่นานมีเสียงตะโกนดังจากภายนอก ดูเหมือนว่าเรือบินกำลังออกเดินทางเพื่อกลับไปที่นิกาย นั่งอยู่ในห้องนางไม่มีความรู้สึกว่าเรือขยับเลยแม้แต่นิดเดียว
ดูเหมือนว่าสมบัติอมตะนั่นจะมีประสิทธิภาพสูงมากทีเดียว สักวันนึงนางก็จะมีเป็นของตัวเองบ้างเช่นกัน มู่เยว่ชิงคิดในใจ