หลินซีเฟิงตบหน้าของนางอย่างแรง จนปรากฏรอยนิ้วมือสีแดงฉานห้านิ้วเด่นชัดขึ้นมาทันที
"อยากอาละวาดก็กลับไปอาละวาดที่บ้าน อย่ามาทำตัวขายหน้าต่อหน้าพวกผู้าุโ! เ้าอยากจะทำลายชื่อเสียงของครอบครัวเราด้วยตัวคนเดียวหรืออย่างไร?"
แม้หลินซีเฟิงจะใจร้ายกับหลานชายจอมทึ่ม แต่เขาไม่เคยลงไม้ลงมือกับเฉินฟางจวี๋เลย เฉินฟางจวี๋ที่ถูกตบเป็ครั้งแรกถึงกับมึนงง นางถูกหิ้วปีกราวกับศพและถูกลากกลับบ้านไป พอใกล้จะถึงประตูบ้าน เสียงร้องไห้ะเืเลื่อนลั่นก็ดังขึ้น
"หลินซีเฟิง เห็นเมียถูกคนอื่นรังแกแล้วไม่ปริปากสักคำ เ้าไม่ใช่ลูกผู้ชายจริง ๆ !"
หลินซีเฟิงรู้ดีว่ากลับบ้านไปคงอธิบายไม่ได้ ในใจเขารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ฟังคำภรรยาให้รีบกำจัดหลินอวี่เ้าคนทึ่มนี่ให้พ้นทางเสียั้แ่แรก ทว่าตอนนี้เขาทำได้เพียงฝืนใจเดินไปตรงหน้าหลินอวี่ แล้วเอ่ยชมอย่างเสแสร้งทั้งที่ในใจไม่ได้คิดเช่นนั้น
"เ้าอวี่ เ้ามีความก้าวหน้าขึ้นมาก ทั้งมีครอบครัวและตั้งตัวได้ อาสามคนนี้เลื่อมใสเ้าจากใจจริงเลย"
เลื่อมใส?
หลินอวี่ลอบยิ้มเย็นในใจ หน้าของเ้าน่ะเขียนคำว่าอิจฉาริษยาไว้เต็มไปหมด ญาติใจโฉดที่ได้เป็ผู้นำหมู่บ้านมาหลายปี แล้วจงใจมาทำดีกับรุ่นหลานเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางหวังดีแน่
"เ้าอวี่ อาสามอยากจะทำอะไรบางอย่างเพื่อชดเชยความผิดพลาดในอดีต เอาเป็ว่าคืนนี้ข้าจะพาอาสะใภ้ของเ้าไปเฝ้าบ้านให้ จะได้ไม่มีหัวขโมยแอบย่องเข้าไปในลานบ้าน คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างหรอก"
พูดจาไพเราะยิ่งกว่าร้องเพลงเสียอีก หลินอวี่ไม่อยากชักนำโจรเข้าบ้าน จึงไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย และแฉความลับต่อหน้าผู้คน
"อาสาม ท่านลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อก่อนอาสะใภ้สามเคยขโมยเครื่องประดับของท่านแม่ข้า จนถูกท่านย่าใหญ่สั่งให้คุกเข่าลงโทษ?"
นอกจากเฉินฟางจวี๋จะมีจิตใจอำมหิตแล้ว มือไม้ของนางยังไม่สะอาดอีกด้วย เื่นี้คนในหมู่บ้านต่างรู้กันทั่ว หลินอวี่คิดว่าหากตอนนี้เขาใจอ่อนยอมให้หลินซีเฟิงช่วยเหลือ หัวขโมยอาจจะยังไม่มา แต่น้ำตาลทรายแดงที่เคี่ยวไว้ต้องถูกขโมยไปจนเกลี้ยงแน่นอน
หลินซีเฟิงเห็นว่าเขาไม่รับน้ำใจ จึงหันไปทำตัวน่าสงสารต่อหน้าท่านปู่ห้าหลิน
"ปู่ห้า ท่านดูสิ เ้าอวี่ยังคิดว่าข้ารังแกเขาอยู่ จึงไม่ยอมยกโทษให้ข้า"
ก่อนที่ท่านปู่ห้าหลินจะได้เอ่ยปากไกล่เกลี่ย หลินอวี่ก็เปลี่ยนประเด็นทันควัน
"โรงเตี๊ยมชิงเจียงจะมารับน้ำตาลทรายแดงในอีกสามวัน หากเกิดปัญหาขึ้น หมู่บ้านเราจะตัดอ้อยป่าได้เพียงสามวัน เคี่ยวน้ำตาลได้สามวัน และหาเงินได้เพียงสามวัน เื่นี้เกี่ยวข้องกับคนทั้งหมู่บ้าน ข้าจึงต้องระมัดระวังเป็พิเศษ"
เมื่อเป็เช่นนี้ โดยไม่ต้องให้ท่านปู่ห้าหลินเอ่ยปาก ชาวบ้านต่างก็ก้าวเข้ามาล้อมหลินซีเฟิงไว้ พี่สือซานยิ่งอาสาจัดการทุกอย่างทันที ไม่เปิดโอกาสให้หลินซีเฟิงได้แสดงความหวังดี
"ท่านน้าสาม ท่านเป็คนงานยุ่ง เื่เฝ้าประตูไม่ต้องลำบากท่านหรอก บ้านข้าอยู่ใกล้บ้านเ้าอวี่ อีกทั้งยังมีหมาป่าตัวใหญ่สองตัว รับรองว่าจะไม่ยอมให้หัวขโมยบุกเข้าไปได้แน่นอน"
หมาป่าน่ะเก่งเื่เฝ้าบ้านมากกว่าคนเสียอีก หลินอวี่กับสือซานสบตากัน และแอบชูนิ้วโป้งให้กันในใจ ส่วนหลินซีเฟิงเมื่อเห็นว่าแผนไม่สำเร็จ ก็เดินจากไปด้วยความโกรธแค้น พร้อมกับปากที่ยังคงด่าทอไม่หยุด
"หลานอกตัญญู ทำดีด้วยแล้วยังไม่รับน้ำใจ ไร้สามัญสำนึกแต่อยากหาเงินก้อนโต คอยดูเถอะ!"
หลินอวี่เห็นท่าทางของเขาแล้ว คิดว่าคงยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แม้แต่สือซานยังกระซิบเตือนเขาว่า "ท่านน้าสามพวกเขาคงไม่แอบทำเื่ชั่วร้ายหรอกนะ?"
"ทำไปเถอะ ทหารมาขุนพลต้าน น้ำมาดินกลบ[1]"
บัญชียังคิดไม่ตก เขายังนึกกังวลเลยว่าหลังจากล้มเหลวแล้ว สองสามีภรรยาหลินซีเฟิงจะกลายเป็เต่าหดหัว จนเขาไม่มีโอกาสจับจุดอ่อนได้ต่างหาก จะไปกลัวอะไร
สองสามีภรรยาตัวแสบจากไปแล้ว หลินอวี่ก็ถูกเหล่าป้า ๆ น้า ๆ ที่ได้ข่าวรีบวิ่งมาหาจนล้อมรอบตัว
"บ้านข้ามีหม้อเคี่ยวน้ำตาลได้สิบใบ ้าคนสิบชุด ชุดละสี่คน"
"คนปอกเปลือกหนึ่งคน คั้นน้ำหนึ่งคน ดูไฟหนึ่งคน และกวนน้ำตาลหนึ่งคน ค่าจ้างจะให้ตามแรงที่ลงไป"
ส่วนเื่การผสมน้ำปูนใสลงในหม้ออย่างไร และการควบคุมอุณหภูมิหลังน้ำตาลเป็ตัวเพื่อให้เกิดเกล็ดน้ำตาล สิ่งนี้ถือเป็หัวใจสำคัญของสูตรลับเฉพาะ ในยุคที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองสูตรลับ ต้องให้คนในครอบครัวควบคุมเองเท่านั้น จะฝากไว้ในมือคนอื่นไม่ได้
นอกจากคนเคี่ยวน้ำตาลแล้ว ยัง้าคนช่วยงานจิปาถะอีก หลินอวี่รับคนหน้างานสี่สิบคน ส่วนที่เหลือทั้งหมดมอบให้พี่สือซานเป็คนจัดการ
"ใครที่มาเคี่ยวน้ำตาลไม่ได้ก็ไม่เป็ไร สามารถไปตัดอ้อยป่าได้ อีกอย่าง ข้าจะรับซื้ออ้อยป่าจากชาวบ้านเราเท่านั้น"
เมื่อได้ยินคำเน้นย้ำของหลินอวี่ คนที่หัวไวก็ค้นพบช่องทางทำเงินใหม่ทันที ส่วนคนที่หัวช้า พอกลับไปคิดทบทวนที่บ้านก็เข้าใจเช่นกัน อ้อยป่าไม่ใช่ของขึ้นชื่อเฉพาะของหมู่บ้านสือหลิน
ในป่าเขารอบ ๆ มีขึ้นอยู่มากมาย หลินอวี่ให้ราคาคนในหมู่บ้านที่หนึ่งเหวินต่ออ้อยห้าต้น พวกเขาสามารถไปรับซื้อจากภายนอกในราคาหนึ่งเหวินต่ออ้อยสิบต้นหรือกดราคาให้ต่ำกว่านั้น แล้วนำมาขายต่อให้หลินอวี่ ขอเพียงรับประกันคุณภาพและใส่ใจสักหน่อย การซื้อมาขายไปเช่นนี้จะทำกำไรจากส่วนต่างได้อย่างง่ายดาย
"เ้าอวี่ช่างเป็เด็กนำโชคที่นำเงินทองมาให้หมู่บ้านสือหลินเราจริง ๆ "
"เด็กนำโชคอะไรกัน เขามีเมียตั้งสองคน เป็เ้าบ่าวมาสองรอบแล้ว"
"น่าเสียดายที่อีกครึ่งเดือนอ้อยป่าก็จะแห้งเหี่ยวแล้ว มิเช่นนั้นปีนี้หมู่บ้านเราต้องเป็หมู่บ้านที่รวยที่สุดในแถบนี้แน่ ๆ พวกหญิงสาวคงแย่งกันขอแต่งเข้าหมู่บ้านสือหลินเป็แน่"
ในขณะที่ยังหาเงินได้ ไม่มีใครยอมล้าหลัง ต่างพากันพาญาติพี่น้องและครอบครัวมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อรับซื้ออ้อยป่าจากคนที่รู้จัก ชาวบ้านที่ตามไม่ทันก็ไม่ลนลาน พวกเขาไปดักรอที่ทางลาดเพื่อรอขนย้ายอ้อยป่า อย่างไรเสียก็ต้องแบกของ แบกอยู่ที่หน้าบ้านตัวเองยังได้ดูแลลูกเมีย แถมแบกให้บ้านตัวเองอีกไม่กี่เที่ยว ก็หาเงินได้มากกว่าไปทำข้างนอก
ที่หลินอวี่จงใจชี้ช่องทางหาเงินจากการรับซื้ออ้อยป่า ก็เพื่อให้สามารถเคี่ยวน้ำตาลได้มากขึ้นในเวลาที่จำกัด นอกจากจะประหยัดเวลาและแรงงานแล้ว ยังเป็การสร้างน้ำใจให้กับชาวบ้านสือหลินด้วย ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน การรู้จักผูกมิตรและมีน้ำใจต่อกันเป็เื่สำคัญ
"พี่ซาน ท่านเอาเงินนี้ไปหาคนงานที่แรงเยอะ ๆ มาเพิ่ม ให้ค่าจ้างเพิ่มวันละสิบเหวินเพื่อไปตัดและขนอ้อย รีบจัดการให้เร็วเข้า"
"ได้... ข้าเชื่อเ้า"
สือซานกำเงินสองตำลึงเงินไว้แน่น แล้วรีบวิ่งเหยาะ ๆ กลับบ้านด้วยความดีใจ หากท่านแม่รู้ว่าเ้าอวี่ไม่เพียงแต่ไม่ทึ่ม แต่ยังมองเห็นธาตุแท้ของครอบครัวน้าสาม และสามารถหาเงินก้อนโตได้ ท่านแม่ต้องดีใจจนยิ้มแก้มปริแน่
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หลินอวี่ก็เดินกลับบ้านอย่างไม่เร่งรีบ เมื่อเหลืออีกสิบก้าวจะถึงบ้าน เขาเงยหน้าเห็นควันไฟลอยกรุ่นขึ้นมาจากบ้านตนเอง จึงลองสูดดมดู กลิ่นอาหารหอมฟุ้ง และมีกลิ่นเนื้อที่หอมยั่วยวนใจ
"ออกไปทำงานข้างนอกจนเสร็จ กลับมาบ้านได้กินข้าวร้อน ๆ ความรู้สึกของการมีภรรยานี่มันวิเศษจริง ๆ "
เขาผลักประตูใหญ่เปิดออก เฉินเจียวเหนียงกำลังย้ายโต๊ะเก้าอี้ที่ซื้อเมื่อวานมาไว้ในลานบ้าน ส่วนหยางเวยกำลังตักโจ๊กข้าวจากหม้อ อาหารเช้ามีไข่ต้มสามฟอง และผัดหน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิใส่เนื้อหนึ่งชาม
เนื่องจากหลินอวี่ไม่ชินกับข้าวกล้องจึงซื้อแต่ข้าวขาว โจ๊กที่เคี่ยวออกมาจึงค่อนข้างใส นอกจากชามที่วางตรงหน้าเขาซึ่งมีความข้นแล้ว โจ๊กในชามของทั้งสองนางครึ่งหนึ่งเป็น้ำ
"เจียวเหนียง ชีวิตบ้านเราจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เวลาทานข้าวไม่ต้องประหยัดเกินไปนะ"
เฉินเจียวเหนียงยังไม่ทันพูด หยางเวยก็อดไม่ได้ที่จะแย้งเขา
"พี่หลิน อาหารเช้าแบบนี้ในสายตาท่านยังเรียกว่าประหยัดอีกหรือ?"
ไหนว่าเมื่อก่อนพี่หลินทานไม่อิ่ม ทำไมในสายตาเขา อาหารเช้าที่พวกนางมองว่าหรูหรากว่า่ปีใหม่เสียอีก กลับดูซอมซ่อเล่า?
"คำว่า 'ประหยัด' มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์... ถ้าเราไม่ได้ทำงานก็ทานน้อยได้ แต่ถ้าต้องทำงานก็ต้องทานให้มาก หาเงินได้มากก็ต้องทานให้ดี"
หลังจากหลินอวี่อธิบายเสร็จ เห็นทั้งสองคนมีสีหน้าไม่ค่อยเห็นด้วย เขารู้ว่าพวกนางลำบากมานานเกินไป แค่พูดอย่างเดียวคงไม่พอ เขาจึงใช้แป้งสาลีทอดหมูสามชั้นกรอบอีกหนึ่งชามใหญ่ ขอเพียงทำให้ลิ้นของเหล่าภรรยาเคยชินกับของอร่อย จะต้องกังวลว่าพวกนางจะทานไม่อิ่มอีกหรือ?
"รีบทานเถอะ เดี๋ยวชาวบ้านจะมาตั้งเตาไฟ วันนี้ต้องยุ่งกว่าสองวันที่ผ่านมาแน่นอน"
เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยที่ตอนแรกยังเกรงใจไม่กล้าทานอย่างเต็มที่ เมื่อสบตากันแล้วก็ก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปาก ทานเร็วยิ่งกว่าหลินอวี่เสียอีก
กลิ่นหอมของเนื้อลอยไปไกล สือชิงจู้ที่เพิ่งสร่างเมาหลังจากดื่มมาทั้งคืน ยังคงคิดถึงความฝันอันแสนหวานที่ได้ร่วมรักกับเมียใหม่เมื่อคืน เขาเดินผ่านทางลาดที่เงียบเหงากว่าปกติ มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านของหลินอวี่
เขาลำบากควานหาเงินหนึ่งเหวินออกมาจากเป้ากางเกง คิดจะชวนเฉินเจียวเหนียงไปเริงรักกันที่ทุ่งหญ้าหลังเขา แต่กลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากในลานบ้าน ทำให้น้ำลายของเขาไหลย้อยลงมาตามมุมปากอย่างห้ามไม่ได้
"เ้าทึ่มนั่นเคี่ยวน้ำปูนใสเล่นอยู่ที่บ้านทุกวัน... ทำไมจู่ ๆ ถึงเคี่ยวจนมีกลิ่นเนื้อหอมขนาดนี้?"
[1] ทหารมาขุนพลต้าน น้ำมาดินกลบ เป็สุภาษิตจีน หมายถึง ความมั่นใจและไม่หวาดกลัวต่อแผนการร้ายของศัตรู