บทที่ 14 เจียงอี้กล้าโผเข้ากอดโจวจวินฉิง!
คนส่วนใหญ่ที่ไปตลาดมืดมักจะไปซื้อข้าวสาร ไข่ เนื้อหมู อะไรพวกนั้น บางครั้งก็มีไปซื้อขนมหรือตั๋วจักรยานบ้าง แต่ไม่มีใครตั้งใจไปซื้อเหลียงผี*[1] ปาท่องโก๋ ซึ่งเป็ของกินเล่นโดยตรง ดังนั้นเจียงอี้จึงตั้งเป้าหมายไว้ที่โรงงาน
จริง ๆ แล้ว ตัวเลือกแรกคือโรงงานเหล็ก ท้ายที่สุดโรงงานเหล็กในเมืองหลวงก็ขึ้นชื่อเื่คนงานจำนวนมากและสวัสดิการที่ดี แต่เจียงอี้อาศัยอยู่ในโรงงานเหล็กมาหลายปีแล้ว เธอรู้จักคนมากเกินไป ดังนั้นเธอจึงเลือกโรงงานทอผ้าที่อยู่คนละทิศทาง
โรงงานทอผ้านั้นก็เป็โรงงานขนาดใหญ่เช่นกัน มีถนนกว้างขวางอยู่หน้าประตู
เจียงอี้ออกมาจากตรอก วางตะกร้าที่เต็มไปด้วยเหลียงผีลง จากนั้นเธอก็นำเขียงออกมาวาง มีมีดทำครัวที่เธอหยิบมาจากครัวบ้านของโจวจวินฉิงวางอยู่ ข้าง ๆ กันนั้นมีพริกน้ำมันงา ต้นหอม ผักชี และอื่น ๆ วางเรียงเป็แถว
ทันทีที่จัดของเสร็จ เธอก็สบตากับพี่ชายคนหนึ่งอายุราว ๆ ยี่สิบปีที่ถือตะกร้าซาลาเปาเต็มไปหมด ทั้งสองคนมองหน้ากัน จากนั้นก็หลบสายตาโดยรู้กัน
ต่างคนต่างแอบมาขายของกินอาศัยความสามารถกันไป
“อีกห้านาทีเลิกงานแล้ว” พี่ชายคนนั้นเหลือบมองนาฬิกา คาดว่าคงเห็นเจียงอี้เป็เด็กสาวคงจะลำบาก จึงใจดีเตือนด้วยเสียงเบา ๆ
“ขอบคุณค่ะพี่ชาย ขอให้ค้าขายรุ่งเรือง ร่ำรวย ๆ นะคะ!” เจียงอี้ซาบซึ้งใจ รีบกล่าวขอบคุณ
เธอมุ่งมั่นตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ไว้อีกอย่าง นั่นคือหลังจากซื้อจักรยานแล้ว จะซื้อนาฬิกาข้อมือ
พวกเขาทั้งสองเฝ้าอยู่ไม่ไกลจากประตูโรงงาน ลุงยามเห็นเข้าแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่นั่งหลับตาฟังวิทยุแบบทำเป็ไม่สนใจ ข้าง ๆ มีแก้วน้ำชาใบโตวางอยู่
เสียงออดเลิกงานดังขึ้น เธอก็ลงมือหั่นแผ่นแป้งอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใส่เครื่องเคียง ราดน้ำปรุงรส คนเพียงสิบกว่าวินาทีก็เสร็จหนึ่งชาม
เจียงอี้ชะเง้อมองให้แน่ใจว่าไม่มีเงาของการปฏิวัติวัฒนธรรมแถวนี้ จึงะโขายของเสียงดัง
“ขายแผ่นแป้งจ้ะ งาหอม น้ำมันพริกรสเด็ด แป้งเหนียวนุ่ม แตงกวาสดกรอบ ชามเดียวอิ่มจุใจ สองชามทำเอาหนุ่มร่างั์จุก อากาศร้อน ๆ แบบนี้จะกินอะไรให้ชื่นใจเท่าเหลียงผีสูตรลับของฉันไม่ได้แล้ว”
พี่ชายคนขายซาลาเปาข้าง ๆ ถึงกับตะลึง
คงไม่คิดว่าเธอจะกล้าแอบขายของแบบโจ่งแจ้งขนาดนี้ แถมคำโฆษณายังฟังแปลกใหม่ไม่เบา
“มาซื้อแผ่นแป้งเหลียงผีกันเร็ว มาช้าหมด อร่อยจนต้องร้องขอ สาวสวยคนนี้สนใจลองสักชามไหมจ๊ะ”
เจียงอี้ไม่มีเวลามาสนใจพี่ชายคนนั้น สายตามองไปยังหญิงสาวที่เพิ่งเดินผ่านมา เห็นเธอสวมเสื้อเชิ้ต กระโปรงยาว รองเท้าหนัง คงจะเป็คนมีอันจะกิน จึงรีบเรียก
พอได้ยินเธอเรียกว่า ‘สาวสวย’ หญิงสาวคนนั้นก็ยิ้มเขินอาย “นี่เรียกว่าแผ่นแป้งเหลียงผีเหรอคะ มันคืออะไรคะ ขายยังไง?”
"ใช่แล้วค่ะ เรียกว่าแผ่นแป้งเหลียงผี กินแล้วเย็นชื่นใจ เหมาะสำหรับอากาศร้อน ๆ แบบนี้ที่สุดแล้ว ที่ละหนึ่งเหมา พริกใส่เท่าไหร่บอกได้เลย สาวสวย ฉันเห็นคุณถือปิ่นโตมาด้วย ใส่นี่ไปเลยไหมคะ?"
ในกระเป๋าของเจียงอี้เหลือเงินอยู่แค่ห้ายวนแปดเหมา ยังไม่พอซื้อชามกับตะเกียบกลับไป เธอเลยมาขายอาหารที่หน้าโรงงาน เพราะคิดว่ายังไงคนงานก็ต้องเอาข้าวกล่องมากินกันอยู่แล้ว
ทั้งยังขายแถวชุมชนได้อีก เพราะ่นี้เวลาไปกินน้ำเต้าหู้ เต้าฮวย ที่ร้านอาหารของรัฐ ทุกคนก็ต้องพกชาม ถ้วย กันมาเองทั้งนั้น
ตอนแรกอีกฝ่ายยังลังเลใจอยู่ว่าจะซื้อดีไหม เจียงอี้เลยให้เธอเลือกเลยว่าจะใช้กล่องข้าวตัวเองหรือเปล่า เธอถึงกับงงไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าตอบแบบไม่ทันคิดว่า "ได้ค่ะ"
"โอเค!" เจียงอี้ตักใส่กล่องให้อีกฝ่ายเสร็จ ก็ทำน้ำเสียงใจกว้างที่สุดยุยงหญิงสาวต่อ "พี่สาว ลองชิมดูสิ เผ็ดพอไหม? พริกคั่วฉันให้ฟรี ถ้าไม่พอบอกให้เติมได้เลยนะ!"
หญิงสาวตรงหน้ายังคงใสซื่อ ไม่รู้เลยว่าเจียงอี้กำลังคิดอะไรอยู่ ถูกคะยั้นคะยอแบบนี้เลยเขินอายจนปฏิเสธไม่ลง เผลอชิมไปหนึ่งคำ ตาเป็ประกายขึ้นมาทันที "อร่อยมาก!"
ข้าง ๆ มีคนที่รู้จักกับเธอเลยถามขึ้นมาทันที "เสี่ยวหลาน อร่อยจริงเหรอ?"
"อื้ม!" เธออดใจไม่ไหวตักเข้าปากอีกคำ ถึงค่อยปิดกล่องข้าว แล้วหยิบกล่องข้าวสองชั้นออกมาจากกระเป๋า พูดกับเจียงอี้ตรง ๆ ว่า "สหาย ขออีกสองที่ได้ไหม ไม่สิ สามที่เลย ฉันจะเอาไปฝากที่บ้าน"
จริง ๆ แล้วเธอพกกล่องข้าวมาเพราะกะว่าตอนเที่ยงจะไปซื้อหมูแดงกินที่ร้านอาหารของรัฐ แต่ตอนนี้โดนรสชาติอาหารของแม่ค้าสาวตรงหน้าทำให้ติดใจเสียแล้ว เนื้อหมูพรุ่งนี้ค่อยกินก็ได้ แต่วันที่อากาศร้อนแบบนี้ได้กินสิ่งนี้ คนที่บ้านต้องดีใจกันแน่ ๆ
"ได้เลย พี่สาวเป็ลูกค้าคนแรก แถมเครื่องให้เยอะๆหน่อยแล้วกัน กินหมดแล้วกลับมาอุดหนุนใหม่นะคะ" เธอก็ใจกว้างไปด้วย ยังไงเครื่องเคียงก็ไม่แพงอยู่แล้ว ใส่ให้จนเต็มกล่อง ไม่คิดเงินเพิ่มสักเหมาเดียว
เหลียงผีของเธอหน้าตาน่ากินมาก เส้นแป้งสีขาว ๆ ราดด้วยพริกสีแดง แตงกวาสีเขียว โรยงาสีดำแต่งแต้ม แค่เห็นก็น่าจะรู้สึกเย็นขึ้นมาได้
“นี่แค่หนึ่งเหมา ดูเยอะเหมือนกันนะ สหาย ขอฉันหนึ่งที่ ใส่พริกเยอะ ๆ ฉันกินเผ็ดได้”
“ฉันเอาสามที่ ที่บ้านคนละที่ มื้อเที่ยงจะได้ไม่ต้องทำกับข้าว สหาย เอาน้ำราดกับผักเยอะ ๆ เลยนะ!”
พอมีคนแรกซื้อ คนงานในโรงงานก็พากันบอกว่าอร่อย ซึ่งได้ผลกว่าเจียงอี้ะโโฆษณาตั้งเยอะ นี่สิถึงเรียกว่าการประชาสัมพันธ์ คนข้างหลังพากันร้องสั่งซื้อ
“ใจเย็น ๆ ทุกคน มีพอแน่นอน!” เจียงอี้รีบพูด
การขายเหลียงผีสะดวกก็ตรงที่เตรียมของไว้ที่บ้านได้เลย ตอนขายก็แค่หั่นราดน้ำ ปรุงรสคลุกเคล้า ถ้าคล่องแล้วใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบวินาทีก็ขายได้หนึ่งที่
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดี เหลียงผีสองร้อยที่ที่เจียงอี้เตรียมมาก็ขายหมดเกลี้ยง
หนึ่งที่ต่อหนึ่งเหมา สองร้อยที่ก็ยี่สิบหยวน ต้นทุนส่วนใหญ่คือแป้งสาลียี่สิบจิน สามหยวนหกเหมา บวกกับค่าน้ำปรุงรสกับผัก รวมต้นทุนแล้วไม่ถึงหกหยวน เท่ากับว่าเธอลงทุนไปหกหยวน ได้กำไรมาสิบสี่หยวนงั้นเหรอ...
เจียงอี้รู้สึกทั้งดีใจทั้งประหลาดใจ
พ่อของเธอทำงานหนักมาทั้งเดือน สุดท้ายก็ได้เงินเดือนแค่สามสิบสองหยวนห้าเหมา แต่วันนี้เธอแค่มาลองขายเลยทำมาไม่เยอะ แถมพนักงานที่กลับบ้านกินข้าวเที่ยงก็มีแค่ส่วนหนึ่ง คนส่วนใหญ่กินข้าวที่โรงอาหาร ถ้าเปลี่ยนเป็ขายเช้าเย็น อาจจะขายได้มากกว่านี้ก็ได้
ยิ่งพอมีคนกินแล้วติดใจบอกต่อ เชื่อว่าธุรกิจของเธอต้องดีขึ้นอีกแน่นอน
เมื่อผู้คนทยอยกันกลับไปจนหน้าโรงงานเริ่มว่างเปล่า เจียงอี้ก็หันไปเห็นพี่ชายขายซาลาเปากำลังมองเธอด้วยสายตาตัดพ้อ ก่อนจะหันหน้าหนีไปด้วยความเศร้า
เขาคงคิดว่าตัวเองโง่เง่าแน่ ๆ ที่เมื่อครู่ยังกังวลว่าเธอจะขายของไม่ได้ แต่ตอนนี้เธอกลับขายหมดเกลี้ยง จนสามารถกลับบ้านได้แล้ว ในขณะที่ซาลาเปาของเขายังขายไม่ออกเลยด้วยซ้ำ
เจียงอี้ยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธออยากจะเข้าไปคุยกับพี่ชายคนนั้น แต่ยังไม่ทันได้ขยับเท้า ก็พลันเห็นร่างของโจวจวินฉิงเสียก่อน
เจียงอี้เบิกตากว้างทันที สิ่งแรกที่เธอทำคือรีบยัดเงินทั้งหมดลงในกระเป๋าเสื้อ เธอยืนนิ่งอย่างว่าง่าย ไร้ซึ่งท่าทางกระตือรือร้นเหมือนตอนขายของเมื่อครู่
โจวจวินฉิงเดินเข้ามาหาเธอ “คุณมาทำอะไรที่นี่?”
เขาถามพลางเหลือบมองไปที่คนขายซาลาเปาข้าง ๆ โจวจวินฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาชักรู้สึกว่าสายตาที่ชายคนนั้นมองหญิงสาวนั้นช่างดูเศร้าสร้อยอย่างประหลาด
เจียงอี้กำลังจะถามกลับไปว่าเขามาที่นี่ได้อย่างไร แต่พอเห็นสายตาของเขามองไปที่พี่ชายขายซาลาเปา เธอจึงรีบคว้ามือของโจวจวินฉิงด้วยความใ “พี่โจว!”
โจวจินฉิง “...”
เขายืนนิ่งตัวแข็งทื่อ ค่อย ๆ ก้มมองมือของตัวเองที่ถูกเด็กสาวจับไว้ ใบหน้าของเขาเผยความประหลาดใจออกมาอย่างยากจะปกปิด เมื่อเทียบกับมือของเขาที่ใหญ่โต มือของหญิงสาวช่างดูบอบบางและนุ่มนวลราวกับหยวกกล้วย ผิวพรรณก็ละเอียดอ่อนราวกับหยก
เขาอยากจะสะบัดมือออกโดยสัญชาตญาณ แต่เขากลับเป็คนช่างสังเกต เขาจึงรู้สึกได้ว่าท่าทางของเด็กสาวนั้นราวกับกำลังปกปิดอะไรบางอย่าง เขาจึงหันไปมองชายคนนั้นอีกครั้ง
พี่ชายข้าง ๆ เบิกตากว้างด้วยความใ เหตุการณ์แบบนี้มันช่าง… ช่างร้อนแรงขนาดนี้เชียวเหรอ เกิดขึ้นกลางถนนแบบนี้เนี่ยนะ!
แต่เื่มันยังร้อนแรงกว่านั้นอีก
พอเห็นว่าโจวจวินฉิงกับพี่ชายคนนั้นสบตากัน เจียงอี้ก็ร้อนใจขึ้นมา ด้วยความฉลาดของโจวจวินฉิงในชาติที่แล้ว เพียงถามคำถามเดียวเขาก็ต้องรู้แน่ ๆ ว่าเธอเพิ่งไปทำการค้าที่ผิดกฎหมายมา
“พี่โจวคะ ฉันมีเื่ต้องคุยกับพี่พอดี ไปกับฉันก่อนค่ะ”
เจียงอี้ไม่สนใจอะไรแล้ว เมื่อกี้แค่จับมือ แต่ตอนนี้เธอพุ่งเข้าไปกอดแขนของโจวจวินฉิงไว้แน่น แล้วลากเขาออกไป
ััอันอ่อนนุ่มของเด็กสาวผ่านจากแขนมาถึงตัวเขาอย่างชัดเจน ทำให้ใบหน้าของโจวจวินฉิงแดงก่ำขึ้นมาทันที
[1] เหลียงผี หรือ ก๋วยเตี๋ยวเย็น เป็อาหารที่ชาวจีนนิยมทานกันในหน้าร้อน เพราะช่วยคลายร้อนและขับความชื้นในร่างกาย โดยเส้นทำจากแป้งข้าวสาลีหรือแป้งข้าวเ้า และมีพริกผัดน้ำมัน(พริกเผาจีน) กับแตงกวาเป็เครื่องปรุงรส