สนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 96 ชดใช้เงิน

            “บิดามารดาข้า?ท่านว่ามาสิ บิดามารดาข้าเป็นเช่นไร?”

            หมิงเป่าจูก้มลงเล็กน้อยยื่นมือซ้ายเข้าไปในกระบุงไม้ไผ่ ราวกับกำลังควานหาสิ่งของบางอย่าง

            ด้วยความหวาดกลัวจากการถูกตีครั้งก่อนภาพหมิงเป่าจูที่ถือเคียวกวัดแกว่งอย่างดุดันจึงผุดขึ้นในสมองของหมิงเถี่ยจู้และหวังซื่อ

            นางเด็กคนนี้บทจะคลั่งขึ้นมาก็เอาชีวิตคนได้จริงๆทั้งสองจึงไม่กล้าเอ่ยถึงบิดามารดาของหมิงเป่าจูอีก

            “เจ้ามันหมาป่าตาขาว[1]หลงลืมบุญคุณคน! เลี้ยงเสียข้าวสุกเปล่าๆ มาตั้งหลายปี!” หวังซื่อโกรธจนทนไม่ไหวเริ่มตะโกนด่าทอ

            “บุญคุณที่ใดกันหรือ!พวกเจ้าเลี้ยงดูพวกข้ามาเช่นไรถึงได้เลี้ยงจนมีแต่แผลเป็นเต็มตัวแบบนี้!”

            หมิงเป่าจูสั่งให้หมิงเป่าอวี้หันหลังมาแล้วเปิดเสื้อผ้าที่หลังของเขาออก เผยให้เห็นแผลเป็นนับไม่ถ้วนล้วนเป็นรอยหวายและแส้ที่ถูกหวังซื่อเฆี่ยนตีทั้งสิ้น ยังกล้ามาเอ่ยถึงบุญคุณกับนาง!

            หมิงเป่าอวี้เดินตามหลังพี่สาวมาตั้งแต่เข้าประตูมาก็ยืนอยู่หลังเก้าอี้ของนางตลอดเมื่อได้ยินพี่สาวบอกให้ตนเองแสดงบาดแผลบนตัว ก็นึกถึงการถูกทารุณกรรมอย่างโหดร้ายในอดีตขอบตาก็เริ่มแดง

            บานประตูถูกเปิดกว้างชาวบ้านมากมายที่มามุงดูก็เข้ามาในลานเรือน ส่วนใหญ่จึงเห็นรอยแผลเป็นเต็มหลังของหมิงเป่าอวี้

            หนึ่งแพร่ไปสิบสิบแพร่ไปร้อย ไม่ช้าผู้คนที่มาชมความครึกครื้นนทั้งด้านในและด้านนอกต่างรู้เรื่องกันหมด

            “เจ้าไม่ได้เห็นรอยแผลนี้ลายพร้อยเต็มหลังไปหมด!”

            “เด็กตัวแค่นี้ยังทุบตีได้ลงคอช่างไร้มโนธรรมเสียจริง!”

            “ใช่แล้วข้าเคยหลงเชื่อข่าวลือเหล่านั้น ตอนนี้ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นการโกหกใส่ร้ายของสองผัวเมียนั่นมากกว่า!”

            เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเล็ดลอดเข้าหูคนที่อยู่ในบ้านหวังซื่อเดินออกไปหน้าประตูชี้หน้าด่าทอคนเหล่านั้น “มันกงการอันใดของพวกเจ้า! คนที่แพร่ข่าวลือไม่เว้นแต่ละวันตอนนั้นก็พวกเจ้าเองมิใช่หรือ!”

            คำพูดของหวังซื่อทำให้หลายคนไม่พอใจแต่ส่วนใหญ่ก็เงียบไปเพราะรู้สึกผิด ตอนที่ยังไม่รู้ความจริง พวกเขาก็เคยด่าทอสองพี่น้องไว้ไม่น้อย

            เมื่อเห็นว่าเสียงวิจารณ์เริ่มเบาลงหวังซื่อก็แสยะยิ้มอย่างลำพองใจ ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน

            “นี่...เป็นฝีมือของพวกเจ้าสองคนเองหรือ?” หัวหน้าหมู่บ้านลุกขึ้นมาทันทีแล้วใช้ไม้เท้ากระทุ้งกับพื้นเสียงดัง

            มือของเขาสั่นระริกอยู่บนแผ่นหลังของหมิงเป่าอวี้แต่กลับไม่กล้าสัมผัสจริงๆ รู้สึกสะเทือนใจไปหมด

            เขาไหนเลยจะเคยพบเห็นลุงกับป้าสะใภ้ใจร้ายที่ลงมือกับหลานแท้ๆ ของตัวเองได้ลงคอ!

            เสียแรงที่ตนเองหลงคิดว่าทั้งสองเป็นคนใจดีมีเมตตาซื่อสัตย์ยุติธรรมมาโดยตลอดหลังจากส่งเด็กทั้งสองไปอยู่กับพวกเขาแล้วก็วางใจอย่างเต็มที่ จึงมิได้ใส่ใจอะไรมากมาย

            ต่อมาก็มีข่าวลือแพร่ออกมามิได้ขาดว่าสองพี่น้องดื้อรั้นไม่น่ารัก ไม่เป็นที่ชื่นชอบ เขาก็ยิ่งไม่สนใจไยดี

            ไม่นึกเลยว่าตนเองจะคิดผิดมาโดยตลอดไม่รู้ว่าเด็กทั้งสองต้องทนทุกข์ทรมานมามากเพียงใด ตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังเล็กแค่นั้น...

            “เด็กน้อยพวกเจ้าลำบากแล้ว...”

            “เจ้าปรักปรำใส่ร้าย!”หมิงเถี่ยจู้ใบหน้าถอดสี รีบปฏิเสธทันควัน “พวกเราเคยตีพวกเขาสองพี่น้องตั้งแต่เมื่อไรมีแต่เลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมกลัวว่าจะบุบสลาย หากไม่ใช่เพราะพวกเขาชอบหนีไปเที่ยวเล่นบนภูเขาแอบปีนต้นไม้ ก็คงไม่เป็นแบบนี้!”

            “ใช่แล้วท่านหัวหน้าหมู่บ้าน พวกเราไม่ได้เป็นคนทำจริงๆ ข้าเคยเตือนเด็กสองคนหลายครั้งแล้วว่าอย่าปีนต้นไม้แต่พวกเขาถูกตามใจมาตั้งแต่เล็ก ไม่ยอมฟังคำพูดของข้าเลยท่านอย่าไปเชื่อคำพูดเหลวไหลของพวกเขา”

            หวังซื่อรีบอธิบายอย่างร้อนรนในใจรู้สึกแค้นเคืองจนกัดฟันกรอดๆ เจ้าลูกเต่าสองตัวปีกกล้าขาแข็งแล้ว ถึงกับฟ้องร้องพวกเขาเป็นแล้ว!

            แต่ยิ่งปกปิดเท่าไรก็ยิ่งเผยพิรุธเท่านั้น!หัวหน้าหมู่บ้านไม่เชื่อคำพูดของคนทั้งสอง เขาโกรธจนหน้าแดงก่ำ แน่นอนว่าเพราะความละอายใจและรู้สึกผิด

            “แม่หนูเป่าจูเจ้าวางใจเถอะ ต่อไปนี้ข้าจะไม่ยอมให้ใครมารังแกพวกเจ้าอีกแล้ว หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกพวกเจ้าไปหาข้าที่บ้านได้เลย! ดูซิว่าใครจะกล้าแตะต้องพวกเจ้า!”

            หัวหน้าหมู่บ้านเอื้อมมือไปดึงเสื้อผ้าของหมิงเป่าอวี้ลงมาปิดแผลเป็นเหล่านั้นใบหน้าเต็มไปด้วยความเวทนาสงสาร

            “ขอบคุณท่านหัวหน้าหมู่บ้านเจ้าค่ะแต่อีกไม่นานพวกเราก็จะย้ายออกไปกันแล้ว คงจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้อีกไม่นานนัก” คนชั่วย่อมไม่มีโอกาสรังแกพวกเขาได้อีก

            “หึเป่าจูเจ้าคงรวยใหญ่แล้วสินะ ถึงจะย้ายออกไป? เช่นนั้นก็คงเตรียมเงินซื้อบ้านในเมืองไว้เรียบร้อยแล้วสิ?อย่างนั้นก็ดี ชดใช้เงินสิบตำลึงที่ค้างพวกข้ามา แล้วพวกข้าจะไม่พูดอะไรอีก...”

            “เชิญนับเอาเลย!”

            คำพูดเย้ยหยันถากถางของหวังซื่อยังไม่ทันจบหมิงเป่าจูก็ลุกขึ้นยืน ก้มลงหยิบห่อผ้าจากกระบุงไม้ไผ่ข้างๆ แล้วโยนลงบนโต๊ะเสียงดังโครมโดยไม่ลังเล

            หมิงเถี่ยจู้และหวังซื่อจ้องมองห่อผ้าสีเทาดูไม่สะดุดตาห่อนั้นอยู่ครู่หนึ่งหมิงเถี่ยจู้เป็นฝ่ายแกะเชือกที่มัดห่อผ้าออก เผยให้เห็นแท่งเงินด้านใน

            หน้าอกของหมิงเถี่ยจู้กระเพื่อมขึ้นลงหายใจติดขัด แท่งเงินสองแท่งส่องประกายวาววับ น้ำหนักไม่ขาดไม่เกิน แท่งละห้าตำลึงรวมเป็นสิบตำลึงพอดี!

            ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างตะลึงพรึงเพริด

            “เด็กคนนี้เก่งจริงๆสามารถหาเงินตั้งสิบตำลึงได้ในเวลาสั้นๆ แค่นี้!”

            “นั่นน่ะสิหากลูกชายบ้านข้ามีความสามารถได้สักครึ่งหนึ่งของนาง ข้าก็คงสุขสบายไปทั้งชาติแล้ว!”

            “เจ้าฝันไปหรือเปล่า!ฮ่าๆๆ!”

            เสียงชื่นชมและเสียงหัวเราะให้กำลังใจดังขึ้นจากด้านนอกแต่สถานการณ์ภายในบ้านกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง

            “อะไรกัน?เป็นไปไม่ได้!” หวังซื่อพุ่งเข้าไป หยิบแท่งเงินแท่งหนึ่งขึ้นมางับ ก่อนร้อง“โอ๊ย!” ออกมาด้วยความเจ็บปวด

            “พรืด!”หมิงเป่าจูหลุดหัวเราะขบขัน “ทำไมรึ? คิดว่าข้าใช้ขนมหวานมาหลอกท่านกระนั้นหรือ?”

            น่าขันสิ้นดี!

            “เงินมากขนาดนี้เอามาใส่กระบุงผุๆตามอำเภอใจได้อย่างไร?”

            ตอนที่นางเอ่ยประโยคนั้นออกมาด้วยความมั่นใจเพราะจับตาดูหมิงเป่าจูมาตั้งแต่กลับมา เสื้อผ้าขาดๆ ของเด็กคนนั้นบางยิ่งกว่ากระดาษเสียอีกไม่มีทางซ่อนเงินสิบตำลึงได้แน่

            ใครจะไปคิดว่านางจะเอาใส่กระบุงสะพายหลังไม่กลัวถูกขโมยหรือไร!

            จากมุมที่นางยืนอยู่ดูเหมือนว่าข้างในยังมีห่อผ้าสีเทาอยู่อีกห่อ...

            หวังซื่อมองตะกร้าข้างเท้าของหมิงเป่าจูด้วยสายตาเป็นประกายก่อนจะพุ่งเข้าไปหา

            แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศธาตุ...

            หมิงเป่าอวี้เห็นท่าไม่ดีจึงรีบคว้าตะกร้ามากอดไว้ในอ้อมแขนทันทีที่หวังซื่อขยับตัว ไม่ให้อีกฝ่ายเข้าไปรื้อค้น

            “แย่งชิงเงินต่อหน้าธารกำนัล!ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านเห็นหรือไม่?”

            เมื่อเห็นพวกเขาเป็นเด็กรังแกง่ายเขาก็จะทำในสิ่งที่เด็กควรทำ นั่นก็คือฟ้อง!

            “ไร้มารยาทสิ้นดี!ยังมีศักดิ์ศรีความเป็นผู้ใหญ่อยู่บ้างหรือไม่?” หัวหน้าหมู่บ้านโกรธจัดกระทุ้งไม้เท้าลงบนพื้นอีกครั้ง ทำเอาหวังซื่อสะดุ้งโหยง

            “ไสหัวกลับมา!ยังขายหน้าไม่พออีกหรือ”

            หมิงเถี่ยจู้ตวาดลั่นหวังซื่อขึงตาใส่หมิงเป่าจูและหมิงเป่าอวี้อย่างเคียดแค้น ก่อนยอมล่าถอยกลับไป

            “ข้าขอพูดอะไรหน่อย!”

            เมื่อทุกอย่างสงบลงหัวหน้าหมู่บ้านก็ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยปาก“ในเมื่อเป่าจูสามารถจ่ายเงินสิบตำลึงได้ภายในหนึ่งเดือนข้อตกลงที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ก็ถือว่าสัมฤทธิ์ผลแล้ว นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปสองครอบครัวจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีกหากผู้ใดไม่ทำตามข้อตกลง ผู้นั้นจะต้องออกไปจากหมู่บ้านทันที!”

            ใบหน้าของหมิงเถี่ยจู้และภรรยาดำทะมึนคำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านนั้นชัดเจนว่าหมายถึงพวกเขาไม่เกี่ยวกับหมิงเป่าจูแม้แต่น้อย!

            อุตส่าห์วางแผนมาตั้งนานทำอะไรไปมากมาย สุดท้ายก็สูญเปล่าเหมือนตักน้ำใส่ตะกร้าไม้ไผ่!

            “เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เชิญท่านทั้งสองออกไปจากบ้านของข้าเสีย บ้านของข้าไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า!”

            แววตาของหมิงเป่าจูเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างล้ำลึกนางขยะแขยงคนทั้งสองจนถึงขีดสุดแล้ว

            หมิงเถี่ยจู้ถูกลบหลู่เหยียดหยามต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ความโกรธกริ้วก็จุกอก สะบัดแขนเสื้อจากไปทันที


    เชิงอรรถ

    [1] หมาป่าตาขาว(白眼狼) เป็นคำด่าหมายถึงคนเนรคุณ 

    คล้ายกับเรื่องสนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ] ที่คุณอ่าน