ตอนที่ 93
สู้ยิบตา
"จิ่นเม่ยไวหน่อยข้าจะอดใจไม่ไหวอยู่แล้ว"
"นายน้อยท่านอดทนรออีกครู่หนึ่ง เดี๋ยวข้าจะปลุกเจ้าหนูนี่ให้ตื่นขึ้นมาก่อน หลังจากนั้น...ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสียงของจิ่นเม่ยยังไม่ทันจางหาย ร่างของเสวี่ยหมิงก็พลันสะดุ้งขึ้นยืนหยัดได้เสียก่อน "นี่เจ้า...!" การฟื้นขึ้นอย่างไม่คาดคิดของเสวี่ยหมิงทำให้จิ่นเม่ยเผลอตัวก้าวเท้าถอยหลังไปครึ่งก้าว
ดวงตาข้างซ้ายของเสวี่ยหมิงปรากฏสีแดงฉานสาดออกมา
...วารีทำลายล้าง
ยามเมื่อคู่ต่อสู้พลั้งเผลอเสวี่ยหมิงก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย หมัดวารีทำลายล้างถูกใช้จนสุดรั้ง
เปรี้ยง !!!
หมัดแกร่งซัดเข้าใส่กลางลำตัวของจิ่นเม่ยจนร่างปลิวลอยกระเด็นหายลับไปในความืดมิดเบื้องหลัง
"จิ่นเม่ย...เอ๊ย จิ่นเม่ย"นายน้อยจูซินเฉิงแม้เห็นสหายถูกทำร้ายแต่กลับไร้ซึ่งความกังวล ยังคงหาเศษหาเลยกับเรือนร่างที่บิดม้วนไปมาเพราะฤทธิ์ยาปลุกสวาทของจิ่นเม่ย "กะอีแค่เด็กน้อยพลังฝีกตนพื้นฐานลมปราณระดับสี่ยังโดยซัดซะปลิวกระเด็น รู้ไปถึงไหนอับอายถึงนั่น"
น้ำเสียงกึ่งหัวร่อเย้ยหยันของจูซินเฉิงทำเอาจิ่นเม่ยที่ได้รับบาดเจ็บปวดร้าวไปทั่วทั้งหน้าอกฝืนลุกขึ้นมาโดยไว "นายน้อยจู ข้าคงต้องเปลี่ยนแผนการหาความสำราญที่วางไว้ให้ท่านเสียแล้ว" ดวงตาทอแววอาฆาตจับจ้องไปยังเสวี่ยหมิงไม่วางตา "ข้าคงต้องสังหารเจ้าหนูนี่เสียแล้ว"
"ฆ่ามันซะตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่องแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
...อาณาเขตมายาวิญญาณโหย
วิชามายาจิตถือเป็นจุดเด่นของสำนักมังกรมายา ซึ่งจิ่นเม่ยที่เป็นถึงศิษย์อันดับหนึ่งย่อมสามารถใช้วิชาขั้นสูงขอสำนักมังกรมายาออกได้อย่างช่ำชอง
เสวี่ยหมิงที่เป็นคู่ต่อสู้ของมัน จู่ ๆ ก็รู้สึกราวกับว่าอาณาเขตรอบตัวเปลี่ยนไปกลายเป็นหนาวเย็น เสียงโหยหวนของวิญญาณภูติผีดังสะท้อนไปมาโดยรอบเพิ่มบรรยากาศความน่ากลัวสั่นสะท้านจิตใจ วิชาอาณาเขตมายาวิญญาณโหยของจิ่นเม่ยนั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก เสียดายที่คู่ต่อสู้ของมันคือเสวี่ยหมิงที่สำเร็จเคล็ดวิชาจิตเอกะจนบรรลุถึงขั้นจิตใสกระจ่างดุจกระจก ทำให้ผู้ที่มีพลังจิตวิญญาณต่ำกว่าเสวี่ยหมิงไม่สามารถใช้วิชามายาจิตใด ๆ เล่นงานเขาได้ แม้เคล็ดวิชาจิตเอกะจนบรรลุถึงขั้นจิตใสกระจ่างดุจกระจกจะกล่าวว่าสามารถสะท้อนวิชามายาจิตกลับคืนสู่ผู้ใช้ได้ แต่เพราะเสวี่ยหมิงไม่รู้จักทักษะวิชาจู่โจมมายาจิตมาก่อน จึงไม่อาจเกาะกุมความได้เปรียบที่มากขึ้นกว่าการป้องกันตัวเองจากเคล็ดวิชามายาวิญญาณโหยของจิ่นเม่ยได้
แต่เพียงแค่การป้องกันก็มากเกินพอ เพราะภาพลวงตาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากวิชามายาวิญญาณโหย ไม่ได้ส่งผลใด ๆ ต่อเสวี่ยหมิงแม้แต่น้อย ซึ่งจิ่นเม่ยนั้นไม่ได้รับรู้ด้วยเพียงเข้าใจว่าที่เสวี่ยหมิงนิ่งงันอยู่กับที่เพราะต้องมนตร์สะกดของวิชามายาที่ตัวเองใช้ออกไป จึงค่อย ๆ เดินช้า ๆ พร้อมคลี่กางพัดเหล็กในมือด้วยความมาดมั่นหมายสังหารเสวี่ยหมิงทั้งที่ยังเลอะเลือนงมงายอยู่เช่นเดียวกับจ้าววานรเพลิงผลาญ
แต่เมื่อมันก้าวเท้าเข้าใกล้เสวี่ยหมิง จู่ ๆ จิตใต้สำนึกที่ถูกฝึกฝนมาอย่างยาวนานของมันก็เตือนให้ระวังภัยอย่างฉับพลัน แต่นั่นก็สายไปเสียแล้ว เพราะร่างที่หยุดนิ่งของเสวี่ยหมิงพลันเคลื่อนไหวว่องไว เปลวเพลิงสยายออกห่อหุ้มหมัดขวาเอาไว้พร้อมร่างที่พุ่งด้วยความไวอันสูงสุดปล่อยหมัดวารีทำลายล้างที่อัดแน่นผสานไปด้วยกันกับลมปราณเปลวไฟอย่างไม่มีการเก็บออมอีก
บรึ้ม !!!
เสียงแตกระเบิดดังสะท้านก้องไปทั้งป่า ร่างที่ถูกซัดปลิวไปของจิ่นเม่ยก่อเกิดเป็นเส้นทางเปลวเพลิงสายหนึ่งทอดยาวออกไปหลายสิบวา การโจมตีครั้งนี้ของเสวี่ยหมิงทำให้จิ่นเม่ยซึ่งเป็นผู้ฝึกตนในระดับลมปราณแรกธรรมชาติขั้นต้นถึงกับบาดเจ็บบอบช้ำภายในจนลมปราณปั่นป่วน ความเจ็บปวดแสบร้อนปะทุอยู่ในร่างกายจนไม่อาจต่อสู้สืบไปได้อีก
"บัดซบ" จิ่นเม่ยพ่นโลหิตคำโตลงพื้นเพื่อระบายพิษเพลิงไฟร้อนที่แฝงมากับหมัดของเสวี่ยหมิง ก่อนจะพยายามยันกายลุกขึ้นยืนแต่เมื่อใช้มือยันพื้นหมายออกแรงผลักสองแขนกลับอ่อนล้าจนทรุดลงอีกครั้ง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าเด็กคนนี้น่าสนใจยิ่งนัก ถึงกับซัดเจ้าให้หมอบคลานเช่นนั้นได้" จูซินเฉิงปล่อยร่างของจิวซินลงกับพื้น ก่อนที่มันจะเรียกหอกคู่กายออกมา "วันนี้เสียเวลามามากพอแล้ว เจ้าพักฟื้นฟูตัวเองเสียเถอะ ส่วนเจ้าเด็กสวะตัวนี้ข้าจะจัดการเอง"
แม้จะไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้ที่เสวี่ยหมิงมอบให้ แต่เมื่อจูซินเฉิงออกหน้าเองเช่นนี้ จิ่นเม่ยก็ไม่อาจถกเถียงได้อีก มันจึงนั่งฟื้นฟูลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บด้วยความเคียดแค้นที่สุมแน่นอยู่ในใจแทน
ตาย !!!
จูซินเฉิงตวาดลั่นสะบัดหอกยาวในมือหนึ่งคราปรากฏเป็นคลื่นลมปราณกวาดกระแทกเข้าใส่เสวี่ยหมิงในทันที
เสวี่ยหมิงที่ตระเตรียมรับมืออยู่ก่อนแล้ว ไม่กล้าประมาทเพราะรู้ดีว่าระดับพลังของตัวเองกับจูซินเฉิงนั้นยังห่างกันอยู่ช่วงใหญ่ และที่เขาสามารถเอาชนะจิ่นเม่ยได้นั้นก็เพราะมันประมาท เพราะจิ่นเม่ยไม่รู้ว่าเสวี่ยหมิงสามารถต้านทานวิชาจิตมายาของตัวเอง ซึ่งหากต่อสู้กันด้วยพลังลมปราณที่แท้จริง เสวี่ยหมิงคงไม่อาจเอาชัยจิ่นเม่ยได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
คลื่นลมปราณหนักแน่นแหลมคมซัดออกทำลายพื้นที่ป่ารอบ ๆ จนราบเตียน แม้แต่เสวี่ยหมิงที่เกร็งพลังต้านรับอยู่ก่อนยังถูกซัดกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว สองเท้าจมลึกลงไปในพื้นดินปรากฏร่องลอยบาดแผลเฉือนเฉียดภายนอกหลายแห่งบนร่างกาย
"ไม่เลวสามารถต้านรับเพลงหอกมังกรสะบัดหางของข้าได้ เจ้าเองคงได้ฝึกวิชาพิสดารอันใด ทำให้ข้าไม่อาจใช้ระดับพลังลมปราณประเมินฝีมือของเจ้าได้สินะ" แม้ยามปกติจูซินเฉิงจะดูสงบนิ่งแต่ยามต่อสู้กลับดุดันยิ่งนัก ภายหลังจากท่าแรกผ่านพ้นมันก็ทะยานร่างขึ้นสู่เบื้องบนในพริบตาตามติดร่างที่ถูซัดถอยกรูดไปของเสวี่ยหมิง สองมือควงหอกสีแดงฉานในมือหมุนควงเป็นวงกลมว่องไวตระเตรียมจู่โจมต่อเนื่อง
...ดาวตกทำลายล้าง สามหอกที่พุ่งเสือกแทงเข้าใส่เสวี่ยหมิงที่เบื้องล่างเปี่ยมด้วยลมปราณแรกธรรมชาติขั้นต้นซึ่งใกล้จะทะลวงผ่านไปยังขั้นกลางเต็มที ระดับลมปราณที่ใช้ออกนั้นหนาแน่นจนก่อเกิดเป็นลูกอุกกาบาตน้อยที่ลุกไหม้พุ่งเข้าใส่เสวี่ยหมิงสามลูกในทิศทางที่แตกต่าง
เสวี่ยหมิงที่สองขาจมลึกลงไปในพื้นดิน ทำให้ไม่อาจใช้ออกด้วยท่าร่างหลบหลีกได้ทัน จำต้องพึ่งพาการต้านรับด้วยเลือดเนื้อและลมปราณคุ้มกาย แถมยังต้องแบ่งแยกจิตสมาธิห่วงพะวงกับร่างที่นอนบิดเร่าไปมาของจิวซินอีกทำให้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอาศัยวิชาไม้ตายเป็นทางออกสุดท้าย...ดวงตาเทพมารบรรพกาลที่แดงกล้ำอยู่ก่อนพลันแผ่พุ่งพลังมรณะปกคลุมทั่วทั้งร่าง สองตาของเสวี่ยหมิงกลายเป็นแดงฉานดุจเดียวกัน
...เทพมารครองร่าง
ทันทีที่เสวี่ยหมิงใช้เทพมารครองร่างความกระหายเลือด และรังสีอำมะหิตอของเสวี่ยหมิงพุ่งสูงขึ้นจนมองเห็นเป็นไอมารลอยอยู่รอบกาย จนแม้แต่จูซินเฉิงที่กำลังได้เปรียบอยู่เต็มประตูยังต้องหยี่ตามองดูด้วยความสงสัย
หลังจากที่ใช้เทพมารครองร่างความสับสนก่อนหน้าของเสวี่ยหมิงก็ถูกแทนที่ด้วยความกระหายเลือด แต่เพราะพลังจิตวิญญาณของเสวี่ยหมิงนั้นสูงส่งจึงยังพอประคองสติตัวเองเอาไว้ได้
...อืม แม้จะมึน ๆ อยู่บ้างแต่ยังนับว่าเรายังประคองสติอยู่ได้
ทันทีที่เทพมารครองร่างถูกใช้ออก เวลารอบกายเสวี่ยหมิงพลันบิดเบี้ยวเช่นเดียวกับในครั้งแรก เพลงหอกดาวตกทำลายล้างของจูซินเฉิงแม้รวดเร็วว่องไว แถมยังจู่โจมออกทั้งสามทิศทางที่แตกต่าง แต่เมื่อเข้าสู่อาณาเขตของเทพมารครองร่างความไวของมันก็ชะลอตัวลง ทำให้เสวี่ยหมิงสามารถหลบรอดออกไปได้อย่างฉิวเฉียด
แต่การปะทะยังไม่จบสิ้น...เสียงแตกระเบิดของเพลงหอกดาวตกทำลายล้างที่กระแทกเข้ากับพื้นดินดังสนั่น พร้อมฝุ่นผงที่ล่องลอยขึ้นบนชั้นฟ้าฟุ้งกระจายปกคลุมพื้นที่ไปจนทั่ว เสวี่ยหมิงที่จมอยู่ภายในฝุ่นควันอำพรางไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย หมายใช้จังหวะเวลาอันเหมาะเจาะจู่โจมฉกฉวย รวมรั้งพลังลมปราณจนสุดรั้ง สองเท้าที่ยังคงฝังแน่นอยู่ในพื้นดินพลันปะทุแตกระเบิดด้วยลมปราณร้อนแรงที่ล้นทะลัก หมัดขวาที่ตั้งมั่นอยู่ก่อนพลันกระแทกออกไปยังเบื้องหน้าก่อเกิดเป็นหมัดลมปราณขนาดมหึมาที่อาบไล้ด้วยเปลวเพลิงแดงฉานพลันพวยพุ่งแหวกม่านควันตรงเข้าใส่จู่ซินเฉิงอย่างฉับพลัน