“เงิน...ข้าเป็ผู้บำเพ็ญเพียรนิกายเจ็ดกระบี่ เงินของปุถุชนข้าไม่ได้ใช้มานานแล้ว” เย่เฟิงกล่าวแต่พอเห็นสายตาของผู้ที่มองมาเหงื่อเขาเริ่มแตกพลั่ก เสริมด้วยความลนลาน “เอ่อจะว่าไปแล้วหินิญญาของข้าสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็เงินได้ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหนึ่งหินิญญาแลกได้เท่าไหร่แต่น่าจะเยอะพอสมควร”
“งั้นก็ดีเ้าไปแลกเงินมาให้ข้า โอ้เอาหินิญญาวางไว้หนึ่งก้อนกับผลไม้นั่น” เหม่ยอิงไม่อยากพลาดโอกาสตรวจสอบหินิญญา เคยอ่านเจอแต่ในนิยายออนไลน์เทพเซียนที่ชอบโม้ พอมาได้เห็นเต็มสองตามันช่างเป็ความรู้สึกอันแปลกประหลาด
เย่เฟิงมอบหินิญญาและผลท้อวิเศษให้เหม่ยอิง บุรุษหนุ่มผู้นี้ได้ชื่อว่าเป็ศิษย์อันดับหนึ่งของนิกายแต่ช่างยากจนโดยแท้
'ผลท้อไฟิญญาระดับต่ำ'
'หินวิญาณระดับต่ำ'
นั่นคือข้อมูลที่อธิบายให้เหม่ยอิงรับทราบหลังรับมันมาจากมือเย่เฟิง
“เ้าไปได้แล้ว มัวนั่งบื้ออะไรอยู่อีก หรือว่าต้องรอให้ข้าเตะเ้าออกไป?” เหม่ยอิงสนใจสิ่งที่อยู่ในมือมากกว่าชายหนุ่มตรงหน้า แม้ว่าเขาจะดูดีกว่าเมื่อวานเล็กน้อยแต่ก็ไม่เข้าตานางสักนิด
บุรุษนั้นเชื่อถือยาก โดยเฉพาะยุคโบราณเช่นนี้
เย่เฟิงกล่าวอย่างถ่อมตน “ข้ามาจากนิกายเจ็ดกระบี่เพื่อค้นหาพยัคฆ์ทมิฬที่ออกทำร้ายชาวบ้าน ในระหว่างภารกิจได้พบกับผลท้อวิเศษจึงเกิดการต่อสู้กับศิษย์น้องรอง ข้าเสียพลังไปเยอะเพราะพยัคฆ์ทมิฬแถมยังถูกศิษย์น้องจ้องเล่นงาน เพราะเหตุนั้นข้าจึงต้องขี่กระบี่บินหลบหนีมาหลายร้อยหลี ตอนนี้จึงไม่รู้ว่าอยู่หนใด”
“อ๋อเหรอ เช่นนั้นเ้าก็ลองไปเมืองทางทิศตะวันออก ห่างจากที่นี่ไปประมาณ 50 ลี้กระมัง ที่นั่นเป็เมืองใหญ่ข้าว่าน่าจะมีคนยินยอมให้เ้าแลกเปลี่ยนหินิญญากับเงิน” เหม่ยอิงแนะนำอีกฝ่าย
เย่เฟิงเกาศีรษะเก้อเขิน “ข้าเองก็อยากทำเช่นนั้นนะขอรับเพียงแต่ร่างกายยังไม่ฟื้นฟู กำลังยังไม่กลับมาขี่กระบี่บินไม่ได้ จะให้ข้าเดินทางด้วยเท้าเกรงว่าคงใช้เวลานานอาจทำให้ท่านเซียนหงุดหงิด”
เหม่ยอิงกรอกตา บุรุษหน้าตายคนนี้ที่แท้ก็ี้เีออกไปนั่นเอง คิดว่านางไม่รู้หรือไงว่าร่างกายพวกนักพรตนั้นต่างจากปุถุชนเช่นนางนัก
การแสดงของเขาอาจจะใช้กับผู้อื่นได้แต่กับนางไม่
“อย่ามาแสดง เ้าเป็ถึงผู้ฝึกตนไม่ใช่หรือ จะมาเสแสร้งอ่อนแอราวสตรีไปใย” เหม่ยอิงตำหนิถากถาง
เย่เฟิงกลืนน้ำลายลงคอ “ข้าไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ ต่อหน้าท่านเซียนข้าเย่เฟิงมีหรือจะกล้าทำเช่นนั้น ร่างกายของข้าได้รับาเ็ภายในโดยพยัคฆ์ทมิฬ พิษของมันยังแล่นอยู่ในกายข้าหากไม่ใช้พลังิญญาสะกัดไว้เกรงว่าคงตายแล้ว ไม่เชื่อท่านเซียนโปรดดู”
ว่าแล้วเย่เฟิงก็เริ่มถอดเสื้อตัวบนของตัวเอง หากเป็นางเอกเขินอายไร้เดียงสาคงกล่าวทันควันว่า “นี่เ้าจะทำสิ่งใดกันคนลามก ถอดเสื้อผ้าต่อหน้าข้าแบบนี้คงหวังเื่นั้นกระมัง”
แต่สำหรับเหม่ยอิงผู้มาจากศตวรรษที่ 21 การเชยชมท่อนบนของบุรุษหาได้มีปัญหาไม่
ว่าแล้วก็ขอเชยชมหน่อยแล้วกัน ของดีอยู่ตรงหน้าแล้ว เย่เฟิงมีไหล่กว้าง หน้าอกแกร่งหัวนมสีชมพู กล้ามท้องเป็ลอนแข็งนูนขึ้นมา แต่ผิวสีซีดของเขากลับมีจุดด่างดำ
หรือนั่นจะเป็พิษของพยัคฆ์ทมิฬที่เขากล่าวถึง
เย่เฟิงในสภาพถอดเสื้อเสริมว่า “อย่างที่ท่านเซียนได้เห็น ร่างกายของข้าถูกพิษทมิฬเล่นงาน หากเมื่อคืนนี้ไม่ได้ท่านเซียนใช้น้ำวิเศษช่วยข้าก็คงตายไปนานแล้ว”
“อย่างนี้นี่เอง” เหม่ยอิงร้องอ้อ จากข้อมูลที่ออกจากปากเย่เฟิงน้ำที่นางชักนำมาจากท้องฟ้าเมื่อคืนนี้มีคุณสมบัติกำจัดพิษ แต่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น
เหม่ยอิงอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ในขณะนั้นเองอ้ายฉีเพื่อนสนิทวัยเด็กก็เดินมาที่ไร่นาพอดี รีบเดินมาเวลานี้เช่นเดียวกับทุกวัน แต่วันนี้ค่อนข้างใที่เห็นบุรุษแปลกหน้านั่งคุกเข่าในที่นาเหม่ยอิง
ผู้คนในหมู่บ้านกวนปิงมีน้อยมากเพียงหยิบมือ คนหายในหนึ่งคืนย่อมรู้ทั่วหมู่บ้าน เช่นเดียวกับบุรุษแปลกหน้านามเย่เฟิงที่ปรากฏตัวจากอากาศ
“เหม่ยอิงเ้ามาทำนาเช้าจังเลยนะ ว่าแต่บุรุษผู้นี้คือใคร ใยข้าจึงไม่คุ้นหน้าเขา” อ้ายฉีถามพลางสำรวจคนตรงหน้าราวพบของแปลก
“เฮ้อ เื่ยุ่งยากเริ่มเข้ามาแล้วสิ” เหม่ยอิงตบหน้าผากตัวเองบ่นในใจ ก่อนจะกล่าวว่า “ไม่รู้สิ เขาตกมาจากท้องฟ้าเมื่อคืนนี้แหละ”
“เอ๋...ตกมาจากท้องฟ้า...คง...คงไม่ใช่เซียนกระมัง” อ้ายฉีดูใเมื่อได้รับคำตอบ และยิ่งพิจารณาชุดและกระบี่ของบุรุษผู้นี้นางก็ยิ่งมั่นใจในคำพูดของเหม่ยอิง
เย่เฟิงลุกขึ้นยืนหันไปคารวะสาวน้อยตรงหน้า “แม่นางผู้นี้ขอรบกวนเ้าแล้ว ไม่ทราบว่าในหมู่บ้านแห่งนี้มีที่ใดรับแลกหินิญญาบ้าง”
“หินวิญณาณ…งั้นท่านก็เป็เซียนจริงๆ สินะ!” อ้ายฉีอุทานเผลอทำตระกร้าที่อยู่ในมือหล่น
เย่เฟิงส่ายหน้ากล่าว “มิกล้า มิกล้า ข้าเย่เฟิงเป็เพียงนักพรตผู้ต่ำต้อยที่แสวงหามรรคาอันยิ่งใหญ่ การเดินทางนี้ยังอีกไกลผิดกับท่านเซียนผู้นี้”
อ้ายฉีมองตามเย่เฟิงก็รู้ได้ทันทีว่าเขาหมายถึงใคร นางมีสีหน้าไม่เชื่อ เหม่ยอิงเพื่อนสมัยเด็กผู้นี้จะเป็เซียนไปได้อย่างไร
เหม่ยอิงรู้ว่าไม่ดีแล้ว ยิ่งที่นาเพียงหนึ่งหมู่มีขนาดน้อยเกินไปนางไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ คนสงสัยมากเท่าไหร่ข่าวลือก็ยิ่งกระพือ กระแอมเสียงเล็กเสียงแหลมทีหนึ่งตามด้วยกล่าว “อย่าฟังคำพูดไร้สาระของชายผู้นี้ ข้าเป็แค่คนธรรมดาเ้าเองก็รู้ บุรุษผู้นี้ต่างหากที่สมองเลอะเลือน บางทีเมื่อวานหัวเขาอาจจะกระแทกจนได้รับปัญหาจึงพูดโดยไม่ยั้งคิด”
“เป็เช่นนั้นนี่เอง ข้าเองก็เข้าใจว่าเ้าเป็คนธรรมดามาโดยตลอด จะเป็ไปได้อย่างไรที่เ้าจะเป็เซียน” อ้ายฉีพยักหน้ารับคำ เย่เฟิงอยากจะหักล้างความคิดสาวชาวบ้านแต่ร่างกายถึงกับขนลุกซู่ หันไปมองจึงเห็นว่าเหม่ยอิงกำลังส่งสายตาดุร้ายปานมัจจุราช
“ท่านเซียนไม่อยากพูดความจริงออกไปทำไมล่ะ และการที่ท่านมาอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” หลังจากที่อ้ายฉีไปแล้วเย่เฟิงก็ตกอยู่ในความคิด ก่อนจะเบิกตาโพลงตามด้วยรอยยิ้ม
“เป็เช่นนี้นี่เองข้าเข้าใจแล้ว จากที่ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ยิ่งระดับการบ่มเพาะสูงขึ้นก็ยิ่งห่างไกลจากความเป็ปุถุชน แต่มรรคนั่นไม่ใช่มรรคสมบูรณ์แบบ บางทีการที่ท่านเซียนผู้นี้ปกปิดตัวตนอาจเป็หนึ่งในวิถีฝึกตนของมรรคอันยิ่งใหญ่!”
ไม่คิดเลยว่าเหม่ยอิงกระทำการเพียงเผินๆ เพราะไม่อยากให้ความลับถูกเปิดเผยจะทำให้เย่เฟิงเข้าใจผิด
เหม่ยอิงเห็นอีกฝ่ายน้ำตาปริ่มก็คิดว่าเสียสติ กำลังจะไล่คนผู้นี้ให้ไปไกลๆ แต่เขากลับคุกเข่าเอาศีรษะโขกพื้น
“ท่านเซียน...ไม่สิท่านหญิงได้โปรดรับข้าเย่เฟิงเป็ศิษย์ด้วย ข้านั้นไร้ที่ไปไม่มีที่พึ่ง หวังเพียงท่านเซียนสอนสั่งให้สำเร็จเป็ั!”
เหม่ยอิงจะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก นางเนี่ยนะจะไปสอนใครได้ วิชาเทพเซียนต่างๆ ก็ไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อนแต่บุรุษผู้นี้กลับมุ่งมั่นเสียเหลือเกิน นี่สายตาเขายังดีอยู่หรือเปล่าเนี่ย
“ไหนเ้าบอกว่าเป็ศิษย์นิกายกระบี่อะไรนั่นไง”
“นิกายเจ็ดกระบี่ขอรับ”
“ใช่ๆ แล้วทำไมไม่กลับไปยังนิกายเล่า ที่นั่นน่าจะมีวิชาเจ๋งๆ เยอะเลยนะเ้าจะมาให้ข้าสอนทำไม”
เย่เฟิงส่ายหน้า ตามด้วยกล่าวรอยยิ้มขมขื่น “มิได้ขอรับ ตอนนี้ข้าถูกหมายหัวโดยหลินเสี่ยวิ หมอนั่นเป็หลานของผู้าุโฝ่ายลงทัณฑ์ย่อมมุ่งเป้าไปที่ข้า หากข้ากลับไปตอนนี้มีหวังโดนเล่นงานแน่ ขอให้ท่านเซียนโปรดรับข้าไว้!”
เหม่ยอิง้าปฏิเสธแต่คราวนั้นเองนางมองเห็นแต่ไกลว่าหลี่หาน หลี่อี้และคนสกุลหลี่กำลังเดินทางมาตรงนี้
เย่เฟิงสังเกตสีหน้าของเหม่ยอิงตลอดพอเห็นว่านางมองไปยังทิศทางใดเขาจึงรีบสำรวจฝ่ายนั้นทันที
“ปุถุชนธรรมดา แต่ทำไมท่านเซียนถึงได้แสดงสีหน้าเช่นนั้น เอ๊ะหรือว่ากลุ่มคนที่เดินมาจะเป็เหมือนกับท่านเซียน นั่นคือผู้ที่แสวงหามรรคคาอันยิ่งใหญ่!” เย่เฟิงบรรลุในบัลดล แต่หากเหม่ยอิงรับรู้ความคิดของอีกฝ่ายนางก็คงจะกล่าวว่า “จินตนาการเ้าบังเกิดเช่นนี้เลิกเป็เถิดผู้บำเพ็ญ ข้าแนะนำให้เ้าไปเป็นักเขียน”
หลี่หานมีสีหน้าอึมครึมเดินมาพร้อมกับคนสกุลหลี่นับสิบ พวกเขาต่างเป็บุรุษร่างสูงใหญ่สวมชุดที่ถูกปะชุนมานับครั้งไม่ถ้วน
“เหม่ยอิงเ้าอยู่ที่นี่นี่เอง เมื่อคืนเ้าทำข้าเป็ห่วงเสียแทบแย่นึกว่าเ้าลงจากเขาลูกนี้แล้วเสียอีก แต่ไม่คิดเลยว่าเช้านี้ชาวบ้านจะบอกข้าว่าเ้าอยู่ที่นี่ แถมยังอยู่กับบุรุษหนุ่มนั่นอีก!” หลี่หานขบฟันกรอด ดูก็รู้ว่าโกรธนางเป็อย่างยิ่ง
“นางผู้หญิงแพศยา เป็สะใภ้บ้านสกุลหลี่ดีๆ ไม่ชอบแต่กลับคบชู้ นี่คงทำเื่บัดสีทั้งคืนสิท่า เ้าคงจงใจยั่วยุน้องชายข้าเพื่อออกมาข้างนอกกระมัง!” หลี่อี้ชี้หน้าด่าฉอดๆ ชาวบ้านที่ไปทำนาทำสวนเวลานี้จึงเริ่มมุงดูเป็เื่สนุก