มู่ไฉซูกวาดสายตามองหนิงกวงซือสีหน้าแปลกใจเอ่ยน้ำเสียงเชิงเหลือเชื่อ“น้องเฟย คนผู้นี้ดูดียิ่ง ท่านกลับได้สหายไวปานนี้”
ลู่เฟยเอ่ย “พี่หญิงเข้าใจผิดแล้วคนผู้นี้ไม่ใช่สหายข้...” ลู่เฟยเอ่ยยังไม่ทันจบคำ มู่ไฉซูก็เอ่ยตัด
มู่ไฉซูสีหน้าแข็งค้างกับด้วยที่เห็นลู่เฟยจับไม้จับมือกันมาแต่นางก็ไม่ได้ใอะไรแถมยังดูมีอาการอมยิ้มนางหัวเราะคิกคักเอ่ยเสียงเบาที่ได้ยินแค่สามคน “ทะทะท่านจะเอาบุรุษมาเป็พี่หญิงคนใหม่ไม่ได้เด็ดขาด ฮิ๊ฮิ๊”
ตอนแรกลู่เฟยก็รู้สึกแปลกใจในท่าทีตอบสนองของนางแต่เมื่อเด็กหนุ่มนึกขึนได้ถึงวาจาที่ตนเอ่ยก่อนหน้าที่จะไปตำหนักใหญ่มันก็เลยแก้ความอย่างรวดเร็ว“ไม่ใช่ไม่ใช่ คนผู้นี้คือ...”
หนิงกวงซือเอ่ยตัด “ข้าได้รู้จักกับนายน้อยลู่เมื่อครู่พวกเราเหมือนจะเข้ากันได้ดีนับว่าข้าเป็สหายก็แล้วกัน”
มู่ไฉซูเอ่ย“ข้าชื่อมู่ไฉซูพ่อข้าเป็พ่อบ้านตระกูลลู่ข้าก็เป็เหมือนแม่บ้านประจำตัวนายน้อยลู่”
ลู่เฟยเอ่ยสีหน้าไม่พอใจ “นายน้อยลู่อะไรกันพี่หญิง”
มู่ไฉซูมองไปทางหนิงกวงซือก็พบว่ามันส่งยิ้มให้เหมือนมันจะรู้แล้วแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
หนิงกวงซือยิ้มแย้มเอ่ย “พวกท่านทั้งสองดูท่าทางสนิทกันดีหนิ”
ลู่เฟยรู้สึกแปลกใจที่เห็นรอยยิ้มของหนิงกวงซือผู้เงียบขรึมมาตลอดมันสังเกตุเห็นได้ว่าั้แ่ที่มันพบมู่ไฉซูรู้สึกว่ามันจะเริ่มยิ้มไม่หุบลู่เฟยขยับไปด้านข้างเด็กหนุ่มใช้แขนขวารวบเอวหญิงสาวเข้ามาข้างตัวเองพลางเอ่ย “พวกเราสนิทกันมากกว่าที่เห็นซะอีก ใช่หรือไม่พี่หญิง?”เอ่ยจบลู่เฟยก็หันหน้าไปหามู่ไฉซู
หนิงกวงซือก็เหมือนจะไม่ได้สนใจเพียงยิ้มแย้มแววตาแฝงไว้ด้วยความซับซ้อนสายหนึ่งเอ่ยเสียงเบา“ข้าดูออกว่าท่านทั้งสองดีต่อกันกว่าใครหน้าไหนข้าเพี....” เหมือนจะเอ่ยไม่จบคำหนิงกวงซือก็เงียบไป
ลู่เฟยรู้สึกแปลกใจอีกครั้งเด็กหนุ่มได้เห็นแววตาแบบนั้นของหนิงกวงซือเป็ครั้งที่สามเป็แววตาที่มันเหมือนจะเคยเจอบ่อยครั้งแต่จะพยายามครุ่นคิดอย่างไรก็นึกไม่ออกว่ามันคือแววตาความรู้สึกเช่นไร
ลู่เฟยรู้สึกสงสัยจึงพยายามที่จะเอ่ยถามแบบอ้อมๆ“ท่านดูเหมือนจะมีอาการป่วยตรงไหนหรือไม่?”
หนิงกวงซือถึงมันจะเป็เหม่อลอยบ่อยครั้งแต่มันก็รู้ได้ว่าลู่เฟยพอจะรู้ว่ามันดูไม่ปกติหนิงกวงซือทอดถอนใจเอ่ย “เห้อ.. ข้าเพียงเห็นท่านทั้งสองแล้วนึกถึงเื่ของตัวเองขึ้นมาท่านไม่ต้องกังวลข้าไม่ได้เป็อะไรทั้งนั้น”
ลู่เฟยก็ไม่ได้คิดซักไซ้ถามต่อเพียงพยักหน้าเล็กน้อย
ตอนนี้เองที่มู่ไฉซูเพียงเพิ่งคิดได้นางไม่คาดคิดว่าลู่เฟยจะทำเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนนางผลักไสมันออกพร้อมเอ่ยเสียงสูงแ่เบา“น้องเฟย!ท่านจะทำแบบนี้ไม่ได้เผื่อมีใครมาเห็นเข้าจะเป็ปัญหา”
หากแต่ว่าปัญหาที่นางกังวลกลับเกิดขึ้นแล้ว
อย่าลืมว่าพวกมันทั้นสามคนตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่เงียบสงบเหมือนในห้องแต่อย่างไรพวกมันยืนอยู่ที่หน้าตำหนักใหญ่ผู้คนเกือบทั้งหมดก็รวมกันอยู่แถวนี้ั้แ่ที่ลู่เฟยมันเดินออกจากตำหนักใหญ่มาผู้คนก็ต่างเหลียวมองมัน แต่ดูเหมือนว่าปัญหานี้จะไม่ได้กระทบกับมู่ไฉซูซักนิดล้วนแต่ส่งผลที่ลู่เฟยล้วนๆยิ่งทำให้ชื่อเสียงมันเหมือนจะจากที่เป็ไอ้กระจอกเลื่อนขั้นเป็ไอ้กระจอกงอกง่อย
เกิดเป็เสียงเซ็งแซ่พูดคุยอีกครั้งแต่ดูเหมือนว่าคราวนี้จะออกไปทางขำขัน
“ฮ่าฮ่าฮ่าพวกเ้าเห็นเหมือนข้าหรือไม่นายน้อยลู่นั่นเพิ่งจะถูกสตรีเมิน”
“มันกลับถูกผลักออกทันทีหากข้าเป็มันคงไม่มีหน้าออกจากบ้านไปพบใครอีกเป็ปีแน่ ฮ่าฮ่า”
“ข้าหละสงสารมันจริงๆมันไม่มีดีในพลังยุทธแล้วยังไม่มีโชคด้านสตรีอีกก๊ากก๊ากก๊าก”
“สรุปแล้วมันเป็บุรษหรือเป็หอยทากกันว๊ากฮ๊าฮ่าฮ่า”
“แม่นางคนนั้น ข้าขอคาราวะเ้าหนึ่งจอก”
หนิงกวงซือจ้องมองลู่เฟยแต่กลับพบว่ามันนิ่งสงบไม่มีอาการอะไรเก็บคำที่เหล่าผู้คนพูดถึงมันทำให้หนิงกวงซือยิ่งต้องมองลู่เฟยใหม่อีกครั้งหนิงกวงซือเอ่ยถามไปทางลู่เฟย “ท่านเป็แบบนี้บ่อยครั้ง?”
ลู่เฟย “แทบทุกครั้งที่ก้าวออกมาจากห้อง”เอ่ยจบลู่เฟยก็มุมปากแสยะยิ้มเล็กน้อย
หนิงกวงซือ “แล้วท่านรู้สึกเช่นไร…ท่านกลุ้มใจหรือไม่” หนิงกวงซือมองตาลู่เฟยอย่างจริงจัง
ลู่เฟยเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าไม่สนใจ ข้าไม่มีอะไรต้องกลุ้มใจด้วยซ้ำ”
มู่ไฉซูตอนนี้หญิงสาวกลับรู้สึกผิดอย่างมากนางจับข้อมือลู่เฟยวิ่งออกจากหน้าตำหนักใหญ่ส่วนหนิงกวงซือก็ติดสอยห้อยตามไปด้วย
ทั้งสามคนก็วิ่งออกมาไกลพอสมควรแปลกนักที่เมื้อกี้คนที่หน้าตำหนักใหญ่มากมายแต่ที่นี่กลับไม่มีผู้คน
หนิงกวงซือจ้องมองลู่เฟยอยู่นานเอ่ยขึ้นดวยท่าทางแปลกใจ“แปลกนักท่านไม่เหนื่อยเลยหรือ”ไม่ว่าจะมู่ไฉซูหรือหนิงกวงซือก็ไม่มีอาการเหนื่อยแต่ก็เป็เื่ปกติแต่ที่ไม่ปกติคือลู่เฟยมันพลังลมปราณอ่อนด้อยแต่มันวิ่งไม่หยุดมาเกือบสองลี้กลับดูไม่เหนื่อยซักนิดถ้าเอาจริงๆแล้วตอนนี้มันควรที่จะหอบกินหรือล้มพับไปกองกับพื้นแล้ว
ลู่เฟยเอ่ยไปอย่างส่งๆ “ข้าก็พอมีแรงวิ่งอยู่บ้าง” ลู่เฟยไม่ได้สนใจอะไรหันไปมองมู่ไฉซูแต่ก็ต้องพบว่านางก็จ้องมันเขม็งลู่เฟยเอ่ยถาม “หน้าข้ามีอะไรแปลกหรือพี่หญิง?”
มู่ไฉซูที่จับข้อมือลู่เฟยมาตลอดพลันััได้ถึงพลังลมปราณของเด็กหนุ่มกลับพบว่าเส้นชีพจรลมปราณของมันปั่นป่วนเล็กน้อยทั้งๆที่มันควรจะปั่นป่วนสุดขีดนางเอ่ยถามด้วยสีหน้าเหลือเชื่อปนสงสัย“ท่านไม่เหนื่อยจริงๆด้วย ท่านทำได้ยังไง”
ลู่เฟยแปลกใจอย่างมากตอนแรกก็เพียงคิดว่าทั้งสองพูดเล่นแต่มันกลับรู้สึกว่ามู่ไฉซูรู้สึกสงสัยจริงๆ“หืม ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นข้าก็วิ่งมาแบบปกติหรือว่าที่ข้าทำมันไม่ปกติ” ...อะไรกันพลังยุทธระดับข้าในตอนนี้วิ่งสองลี้ได้มันก็เป็เื่ปกติไม่ใช่รึไงกันแล้วก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับชีวิตก่อนหน้านี้ด้วย
ไม่ว่าจะมนุษย์หรือสัตว์อสูรลมปราณชนิดใดไม่ว่าจะเป็ันกั์หมาป่าหรืออะไรก็แล้วแต่พลังลมปราณล้วนทำงานคล้ายคลึงกัน่ชั้นเดียวกันก็มีพลังแทบจะไม่ต่างกัน
หนิงกวงซือเอ่ยถามอย่างจริงจัง “ท่านคิดว่าสามารถวิ่งได้อีกไกลเพียงใด”
ลู่เฟยเห็นท่าทางจริงจังของทั้งสองเด็กหนุ่มไม่คิดที่จะปิดบังอะไรตอบไปตามความจริงทั้งหมดเพราะว่านี่ก็เป็เื่ปกติในความรู้ของมันจริงๆแล้วมันก็อยากจะรู้ด้วยว่ามันแปลกขนาดนั้นเลยหรือ
ลู่เฟยเอ่ย “มากสุดแปดลี้”
รวมกับระยะทางที่ทั้งสามวิ่งมาหรือก็คือลู่เฟยสามารถวิ่งแบบไม่พักได้มากสุดสิบลี้อันที่จริงแล้วมันควรจะล้มพับไปั้แ่ไม่ถึงสองลี้แล้ว
หากที่ลู่เฟยเอ่ยเป็ความจริงมันคงจะพลังยุทธแข็งแกร่งมากกว่าที่มันควรจะเป็ถึงสิบเท่า!