ลิขิตรักเหมียวนำพากับยอดหญิงชาวนาอัปลักษณ์

    ตอนที่ 22 อาชิวแสนขี้บ่น (2)

    ตอนที่ 22 อาชิวแสนขี้บ่น (2)

            ตอนนี้ถูกไล่ออกมาแล้ว อย่างไรก็ต้องซื้อที่ดิน สร้างบ้าน สร้างข้าวของเครื่องใช้ ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ นานา สิ่งที่ต้องใช้เงินนั้นยังมีอีกมาก เรื่องด่วนที่สุดในตอนนี้ก็คือ ต้องรีบซื้อที่ดินสักผืน แล้วสร้างบ้านขึ้นมา เมื่อมีบ้านแล้ว ครอบครัวพวกนางถึงจะมีหลักแหล่ง ดีที่ว่าตัวเองมีมิติอยู่ในมือ ทั้งยังมีเคล็ดวิชาหลอมรวมจิต ไม่ช้าไม่เร็วก็ต้องมีเงินทองแน่นอน

            สวรรค์ช่างไม่เคยเห็นใจกันเลยจริงๆ เมื่อชาติก่อนไม่ง่ายเลยกว่าตัวเองจะมีชีวิตที่ดีได้ ข้ามมิติมาครั้งนี้ก็ยังต้องกลับมาเป็นเหมือนเมื่อก่อน ทั้งหมดต้องเริ่มใหม่อีกครั้ง แถมยังอนาถายิ่งกว่าเดิม แม้แต่ที่ให้ซุกหัวนอนก็ยังไม่มี

            เยี่ยซินคิด หากตัวเองสามารถนำเอาที่ดินในมิติออกมากางได้ ครอบครัวก็คงไม่ต้องอดอยากแล้ว เพียงแต่ไม่รู้เลยว่า พวกกระต่ายเอยไก่ป่าเอยเหล่านั้นหากอยู่ในมิติจะมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ เมื่อนึกถึงจุดนี้ เยี่ยซินก็อดไม่ได้ที่จะมองอาชิวที่อยู่ข้างๆ ขา ในเมื่ออาชิวอยู่ได้ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็น่าจะอยู่ได้กระมัง

            “เมี้ยว เจ้าหญิงโง่ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย! กล้าเอาข้าไปเปรียบกับเดรัจฉานด้านนอกนั่นอย่างนั้นรึ เมี้ยว เมี้ยว!”

            เมื่ออาชิวรู้ความคิดที่อยู่ในใจของเยี่ยซินก็เดินวนไปมาอย่างโมโห อาละวาดไม่พอใจ “ข้าเป็นแมววิเศษแห่งมิติสรรพสิ่ง แมววิเศษเชียวนะ! เจ้าเข้าใจหรือไม่ เข้าใจหรือไม่”

            เยี่ยซินโดนอาชิวบ่นใส่จนเริ่มหงุดหงิด จึงรีบออกมาจากมิติเสียเลย ถือเป็นการยอมจำนน ในเมื่อสู้ไม่ได้ ข้าก็หนีเลยไม่ได้หรือไง

            ทว่าอาชิวไม่คิดที่จะปล่อยนางไปง่ายๆ เช่นนี้ จึงรีบตามมาปรากฏตัวที่ข้างขาของเยี่ยซิน ท่าทีแค้นเคืองและแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจนางเป็นอย่างมาก

            เยี่ยซินทำอะไรไม่ได้ เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมา จึงรีบเอ่ยออกไป “ได้ๆๆ เข้าใจแล้วๆ เจ้าเป็นสัตว์เทพ เจ้าเก่งที่สุดแล้ว ข้ายอมรับผิดแล้วไม่ได้หรือไง คราวหน้าไม่กล้าอีกแล้ว เอาไว้เดี๋ยวข้าจะย่างเนื้อให้เจ้ากินก็แล้วกัน ถือเป็นการไถ่โทษ ดีหรือไม่”

            เยี่ยซินลอบสาบานอยู่ในใจ คราวหลังจะไม่ไปแหย่เจ้าบรรพบุรุษนี่อีกแล้ว เจ้านี่ช่างขี้บ่นเสียจริง...

            เมื่อได้รับการยืนยันจากเยี่ยซินแล้วอาชิวจึงยอมปล่อยไป พยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วพูดอย่างเย่อหยิ่ง “แล้วทำไมเจ้ายังไม่รีบไปหาอาหารมาให้ข้าอีกเล่า”

            เยี่ยซินเห็นเช่นนั้นก็หมดคำจะพูด นางไม่ได้พูดอะไรอีก เริ่มทำการเสาะหาไปรอบๆ ที่นางตื่นเช้าเช่นนี้ก็ไม่ใช่เพื่อที่จะมาดูว่าสามารถล่าอะไรกลับไปได้บ้างและทำเป็นมื้อเช้าให้ทุกคนหรอกหรือ เพียงแต่ว่าตอนนี้มีแมวเจ้าเล่ห์จอมตะกละเพิ่มขึ้นมาให้เลี้ยงอีกหนึ่งตัว อาหารที่ต้องล่าจึงมีมากขึ้น ดูท่าหากไม่ฮึดสู้คงไม่ได้แล้ว

            เยี่ยซินเดินไป พลางฟังอาชิวบ่นอยู่ข้างหู ถึงแม้ว่าเจ้านี่จะพูดมาก แต่เวลาที่พูดเรื่องจริงจังกลับพูดได้อย่างชัดเจนไม่มีตกหล่น เพียงแค่ไม่กี่ประโยค ก็คลี่คลายความสงสัยในใจของเยี่ยซินได้แล้ว

            “ข้าเคยบอกกับเจ้าไปแล้วนี่ มิติสรรพสิ่งที่เจ้ามีอยู่ในตอนนี้ทุกอย่างล้วนมาจากสรรพสิ่ง เกิดมาจากสรรพสิ่ง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ตายแล้วหรือสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ล้วนสามารถอยู่ในมิติได้ทั้งสิ้น อย่าว่าแต่ไก่ป่ากระต่ายป่าเลย หากเจ้ามีความสามารถมากพอ สามารถสำเร็จเคล็ดวิชาหลอมรวมจิตและสรรพสิ่งถึงขั้นสิบได้ จะสร้างจักรวาลใหม่อีกสักจักรวาลก็ยังได้”

            “สร้างจักรวาลใหม่อย่างนั้นหรือ ฟังดูสุดยอดมากเลยนะนั่น” เมื่อได้ฟังประโยคสุดท้ายของอาชิว เยี่ยซินก็ชะงักฝีเท้าอย่างอดไม่ได้ ขมวดคิ้วถาม “แต่เคล็ดวิชาหลอมรวมจิตนี่ มีแค่เก้าขั้นไม่ใช่หรือ”

            “สูตรเคล็ดวิชาที่เจ้ามีอยู่ในตอนนี้มีเพียงเก้าขั้นจริงๆ ขั้นที่สิบเจ้าต้องไปพยายามคลำหาให้ครบถ้วนเอาเอง ดังนั้นจะสามารถทำได้ถึงขั้นนั้นหรือไม่ ก็ต้องดูที่ความสามารถและดวงของเจ้าแล้ว อีกอย่าง ระหว่างมิติและเจ้า เป็นสิ่งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน มีเพียงแค่เจ้าเติบโต มันจึงจะเติบโต”

             เมื่ออาชิวมองเยี่ยซินที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างแบบนี้แล้ว จึงมองนางด้วยสายตาดูถูก “เพราะอย่างนั้น หนทางที่เจ้าต้องเดิน ยังอีกยาวไกลนัก”

            “ข้าไม่เคยคิดที่จะสร้างจักรวาลใหม่เสียหน่อย ข้าแค่อยากจะมีชีวิตที่สงบสุขเท่านั้นเอง” เยี่ยซินได้ยินอาชิวพูดเช่นนั้นจึงหัวเราะออกมา จริงๆ นะ เดิมทีนางเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว แค่อยากจะมีชีวิตที่ดีอยู่กับคนในครอบครัว ใช้ชีวิตเป็นสาวชาวนาที่ไร้ทุกข์ไร้กังวลก็เท่านั้น

            “หากเจ้าอยากจะใช้ชีวิตธรรมดาอยู่ที่นี่ไปอย่างไร้ความหมาย ฝึกให้ถึงแค่ขั้นสามหรือสี่ก็พอแล้ว เท่านั้นก็ถือว่าได้ว่าเป็นผู้มีฝีมือที่อยู่บนสุดของโลกนี้แล้วละ หากไปถึงขั้นที่ห้า อย่าว่าแต่เป็นที่หนึ่งในใต้หล้าเลย เพราะนั่นเป็นสิ่งที่มีน้อยนัก แต่ทว่าหลังจากที่ถึงขั้นที่สามแล้ว การเลื่อนขั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปแล้วละ” อาชิวได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่กลอกตาใส่นาง พูดออกไปอย่างไม่แยแส แล้วหันไปสนใจกับกระบวนท่าจับสัตว์และความแม่นยำของนางแทน

            เยี่ยซินไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้มากสักเท่าไรนัก จักรวาลใหม่อะไรนั่นสำหรับนางช่างเป็นเรื่องที่แสนไกลตัว สิ่งที่สำคัญตรงหน้าคือการหลุดพ้นจากสภาพอันเลวร้าย ทำให้ทุกคนในครอบครัวได้มีชีวิตอยู่ต่อไป มีชีวิตที่ปลอดภัยมั่นคงก่อนแล้วค่อยว่ากัน

            ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ในภูเขาคงยังมีผลไม้ป่าและพวกของป่าอีกไม่น้อย ถึงแม้ว่าของพวกนี้จะไม่ใช่อาหารหลัก แต่จะอย่างไรก็เป็นอาหาร

            ไม่นานนักเยี่ยซินก็พบว่าความคิดของตัวเองโลกสวยเกินไป

            รอบนอกเขาต้าชิงมักเต็มไปด้วยต้นผลไม้ป่า ผลไม้บนต้นถูกผู้คนเก็บไปกันหมดแล้ว เหลือแต่เพียงผลเน่าที่มีหนอนแมลง ส่วนพวกผักป่าก็แทบจะไม่มีให้เห็นเลย เมื่อนึกถึงวันนั้นที่เยี่ยเฉินนำของกลับบ้านมาด้วยใบหน้าที่บวมเป่งแล้วก็ต้องลอบถอนหายใจ ทำได้แค่ต้องเข้าไปลึกอีกนิด แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปลึกมากนัก

            

            ดีที่ว่าสัตว์ป่าในภูเขาต้าชิงนั้นเดิมทีก็มีมากกว่าในภูเขาเสี่ยวชิงที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งอยู่แล้ว เช้าตรู่เช่นนี้ สัตว์ที่ออกมาหาอาหารรอบนอกก็มีไม่น้อย เพราะแบบนั้นการล่าสัตว์ของเยี่ยซินในวันนี้จึงราบรื่นกว่าเมื่อวานเป็นไหนๆ แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร อีกทั้งนางยังรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจับจุดได้มากขึ้นแล้ว ความแม่นยำเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังทำได้ไม่เต็มร้อย แต่อัตราความสำเร็จสักเก้าสิบก็ยังคงได้อยู่

    คล้ายกับเรื่องลิขิตรักเหมียวนำพากับยอดหญิงชาวนาอัปลักษณ์ ที่คุณอ่าน