4
ย่างเดือนสิบสอง เป็เวลากว่าสามเดือนแล้วที่เหยาเยี่ยชิงใช้ชีวิตบนหุบเขาฝู กิจวัตรส่วนใหญ่เป็การสะสางงานกองโตบนโต๊ะ ตกดึกก็โดนหลิวหยางลากไปฝึกต่อโดยให้เหตุผลว่าหากรับศิษย์แล้วจะได้ไม่ขายหน้า เวลาที่จะนำไปสืบเสาะเกี่ยวกับสาเหตุของการมาอยู่ในร่างของเ้าสำนักฝูจึงมีน้อยเสียจนน่าใจหาย วันนี้เองเขาก็มีหน้าที่ไปตามเทียบเชิญของตระกูลอู๋โดยมีหลิวหยางติดตามไปด้วย
เป็ครั้งแรกที่เหยาเยี่ยชิงรับเทียบเชิญด้วยตนเองและเป็เทียบเชิญไร้แก่นสารอย่างเทียบเชิญอวยพร ตอนนี้พวกเขากำลังจะถึงตำบลซินอี้ คราแรกตั้งใจเดินทางด้วยกระบี่แต่ติดตรงที่มีศิษย์สายในและสายนอกกว่ายี่สิบคนติดตามไปด้วย การใช้กระบี่เดินทางทำให้เสียพลังมากเกินเหตุจึงตัดสินใจเดินทางด้วยรถม้าแทน
ส่วนหลิวหยางนั้นบ่นมาตลอดทางว่าช้าเกินไป มันเบื่อที่จะอยู่ในรถม้าแล้ว เหยาเยี่ยชิงได้แต่อดทนฟังไปจนถึงตำบลซินอี้
เมื่อรถม้าหยุดลงก็มืดพอดี ด้วยเหตุผลบางอย่างเขาเลือกที่จะพักในโรงเตี๊ยมแทนที่จะเป็คฤหาสน์ของตระกูลอู๋ตามคำเชิญ
เหยาเยี่ยชิงรู้จักที่นี่ดี ตาเรียวหงส์กวาดไปมาก็เจอกับคนดูแล สภาพภายนอกดูเหมือนโรงเตี๊ยมทั่วไปเพียงแต่เื้ัเป็แหล่งค้าขายของต้องห้ามและภารกิจ ซึ่งก่อนไปยอดเขาฝูเขาก็มารับภารกิจยังที่แห่งนี้
หลิวหยางััได้ว่าคนข้างกายแปลกไปจึงหันมาถาม “เป็อะไรหรือ”
เหยาเยี่ยชิงส่ายหน้าพลางเอ่ย “นั่งนานไปจึงไม่ชินนัก ข้าจะไปเดินเล่นหน่อยเ้าขึ้นไปก่อนประเดี๋ยวข้าจะตามไป”
ร่างในชุดสีฟ้าครามเดินไปตามทางอันมืดมิด เขาหยุดลงเมื่อถึงทางลับระหว่างห้องเก็บของ ออกแรงเพียงเล็กน้อยประตูก็เปิดออก ภายในเป็ห้องหนังสือห้องหนึ่ง ตลอดทั้งสองฝั่งเป็ตู้ตำราขนาดใหญ่
นิ้วเรียวเอื้อมไปหยิบตำราเล่มหนึ่งออกจากชั้นวาง ประตูลับถูกเปิดออกอีกครั้ง ภายในมีเพียงโต๊ะกับเก้าอี้ ตรงกลางมีกระดิ่งอันเล็กวางอยู่
เสียงกังวานเล็กดังขึ้นสองครั้งร่างของคนคุ้นตาก็ปรากฏขึ้น ใบหน้าเหี่ยวย่นผมสีขาวสนิททำให้ผู้ที่พบเห็นต่างรับรู้ถึงวัยที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา คนตรงหน้าเขาเปรียบเสมือนญาติคนหนึ่ง
เหยาเยี่ยชิงหยิบถุงปักขึ้นมาและเอ่ยขึ้น “เยี่ยชิงสบายดี เขาให้ข้ามาเอ่ยต่อท่าน”
คราแรกจางิใที่เจอคนแปลกหน้า เขาได้รับแจ้งว่าสำนักเสียงหรูเดินทางมาพักก็หวั่นใจว่าความลับของโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะถูกเปิดโปงแต่เมื่อเห็นถุงปักที่คุ้นตาความกังวลก็เลือนหาย
“เขาฝากข้ามาถามว่ามีข่าวคนผู้นั้นหรือไม่”
“ยังไม่พบเช่นเดิม เยี่ยชิงสบายดีหรือไม่ข้าไม่ได้ข่าวคราวนานนัก”
“เขาสบายดีเพียงแต่มีเหตุให้มาไม่ได้”
“เอาแต่ใจจริงเชียว ฝากไปบอกด้วยคราหน้าหากมาข้าจะบ่นให้หนัก มัวแต่เตร็ดเตร่ ตอนนี้เขาอยู่ที่ใดทำอะไรอยู่หรือ” ร่างชราเอนกายไปหาคนตรงหน้าเพื่อฟังคำตอบ อาจเป็เพราะรู้จักกันแต่เด็กและไม่เคยหายไปนานเช่นนี้มาก่อนจึงอดเป็ห่วงไม่ได้
เหยาเยี่ยชิงก็เช่นกัน เขาผูกพันกับที่นี่ ถึงจะไปมาระหว่างสองตำบลแต่เวลาส่วนมากมักอยู่เป็เพื่อนจางิ “เหตุผลนั้นเขาจะมาอธิบายต่อท่านด้วยตนเอง”
ถึงเขาจะกล่าวไปแบบนั้นแต่ก็ไม่รู้ว่าจะมาได้ดั่งที่เอ่ยไปหรือไม่
จางิทำท่าไม่พอใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่กล่าวอันใด
“มาครานี้ข้าไม่ได้้ามาส่งข่าวอย่างเดียว” เหยาเยี่ยชิงกล่าว
“เชิญว่ามาเถิด”
“ข้า้าความลับตระกูลอู๋” ฟังจบจางิเลิกคิ้ว
ตระกูลอู๋เป็ตระกูลร่ำรวยที่สุดในตำบลซินอี้ และเป็ตระกูลที่รับของจากชาวบ้านไปขายต่อยังเมืองหลวง ร่ำรวยจากการกดราคาสินค้าของผู้อื่น
ชาวบ้านที่อยู่ในตำบลซินอี้เองก็เดือดร้อนขึ้นทุกปีเช่นกัน คนรู้เห็นต่างละเลยเหตุเพราะผู้ที่ปกครองแถบนี้เป็สำนักเยียน
เมื่อก่อนการปกครองก็เป็ไปอย่างเที่ยงตรง แต่เมื่อไม่นานเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น หลังจากบุตรตระกูลอู๋เข้าสำนักและได้เป็ศิษย์สายตรงของเยียนฉูได้สามปีผู้คนก็เดือดร้อนเพิ่มขึ้นทุกขณะ
จางิมีความลับของตระกูลอู๋อยู่มากแต่เพราะไม่มีผู้ใดอยากล้มตระกูลใหญ่ให้บาดหมางต่อสำนักเยียนจึงได้แต่วางไว้ในมุมมืด คนผู้นี้กล้าเป็ศัตรูต่อสำนักเยียนหรือ? เขามองไปยังถุงปักใบเก่านั้นอีกครั้งพลันถอนหายใจ
เ้าหนูนั่นคงไม่ได้เข้าไปยุ่งกับอะไรที่วุ่นวายหรอกนะ ั้แ่เล็กจนโตไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาไม่เป็ห่วง ทุกครั้งที่ออกไปทำภารกิจจะหมดตัวกลับมายังที่แห่งนี้ ในสายตาของเขาเหยาเยี่ยชิงเป็เด็กใจดีจนโง่งมผู้หนึ่ง มักช่วยเหลือคนไปทั่วทิศ เดินทางกลับมาถึงก็หมดตัวพอดีแต่ก็ยังยิ้มแย้มได้อีก
คิดพลางจางิก็เดินเข้าไปทางเดิม หยิบเอาหนังสือออกมาสองเล่ม
“สองเล่มนี้ไม่ขาย” จางิที่เห็นว่าคนตรงหน้ากำลังหยิบถุงเงินขึ้นมาให้ก็เอ่ยขัด
“?”
“เยี่ยชิงเป็เด็กไหวพริบดีแต่โง่งมไปบางเื่ ค่าตอบแทนนั้นข้าไม่รับแต่ข้าฝากเ้าดูแลเขาให้มากหน่อย” ว่าจบก็คิดอะไรได้กลับเข้าไปด้านในอีกครั้ง
ครานี้เขากลับมาด้วยกระดาษน้ำตาลห่อใหญ่ “ฝากให้เ้าหนูนั่นด้วยหากว่าไปถึงช้าก็ทิ้งเสีย ขนมนี้อยู่ได้ไม่นานนัก” ว่าจบก็ดันห่อน้ำตาลอันใหญ่มาให้
จางิไม่ใช่คนโง่ สถานที่ที่เหยาเยี่ยชิงเดินทางไปแห่งสุดท้ายเป็สำนักเสียงหรู และวันนี้ยังมีคนจากสำนักมาพักยังโรงเตี๊ยมของเขาไหนจะคนตรงหน้าที่ถือถุงปักใบสำคัญ เขาทำงานในวงการนี้มานานรู้เห็นก็มากอยู่แต่หากเหยาเยี่ยชิงให้ถุงปักที่สำคัญขนาดนั้นมาคงมีเหตุผลที่ไม่อาจเดาได้เพียงรู้ว่ายังอยู่ดีก็สบายใจขึ้นมาก
เหยาเยี่ยชิงออกมาจากห้องลับนานแล้วยังยืนอยู่อย่างนั้น ตาทั้งสองแดงก่ำในมือถือขนมกุ้ยฮวาห่อใหญ่ เขาไม่กล้าเอ่ยกับจางิมากนักกลัวว่าตนเองจะหลุดน้ำเสียงสั่นเครือออกไป เมื่อออกมาก็ได้แต่มองไปยังรอยแยกของห้องเก็บของ