ตอนที่7 เทพเ้าแห่งความมั่งคั่งผู้ลึกลับ
ณคฤหาสน์หย่งเหิงที่ใหญ่โตหรูหราในเมืองปักกิ่งเป็คฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีเนื้อที่มากถึง 20 เอเคอร์ตั้งอยู่เขตพื้นที่พิเศษใกล้กับเขตกองทัพของประเทศจีน โดยที่ผู้คนละแวกนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าใครเป็เ้าของคฤหาสน์หลังงามสีขาวนี้แต่อย่างใด
หยางจวินเดินเข้ามารายงานผลการทำงานของตนกับเพื่อนที่เป็เ้านายด้วยว่า
“ผู้หญิงที่เดินตัดหน้ารถวันนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกจีนเทาหรือจีนดำ เธอแค่ขาดสติและคิดสั้นเท่านั้นเธอชื่อณิชา ศรีวรรณรงค์ เป็ลูกสาวคนโตของนายณรงค์ ศรีวรรณรงค์เ้าของบริษัทไชน์เรียลเอสเตทที่สร้างหมู่บ้านหรูชื่อมั่งคั่งกับบริษัทนำเข้าผลไม้ชื่อฟรุตวันเดอร์ เขาเป็คู่ค้ากับตระกูลโจวที่ส่งออกผลไม้และสินค้าทางการเกษตรอีกหลายอย่าง ส่วนเื่ที่นายให้ไปสืบข่าวของคืนนั้น อีกฝ่ายเก็บงานดีเกินไปฉันตามร่องรอยจากกล้องวงจรปิด และค้นหาคนที่อาจมีส่วนร่วมไม่ได้เลย”
หยางจวินถอนหายใจด้วยความกังวลเขามีงานลับอีกอย่างจากเ้านายในการตามหาร่องรอยของหญิงสาวปริศนาที่ได้ร่วมหลับนอนกับเ้านายปัญหาคือรุ่งเช้าหญิงสาวปริศนาคนนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยสร้างความงุนงงให้กับเ้านายเป็อย่างมาก
“ณรงค์ศรีวรรณรงค์งั้นหรือ? ตรวจสอบด้วยว่าธุรกิจเขาเกี่ยวข้องกับพวกจีนเทาไหม?ส่วนเื่ของผู้หญิงคนนั้นให้ตามเื่ต่อฉันต้องรู้ให้ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็ใคร? มีส่วนเกี่ยวข้องกับบางคนไหม?”
จ้าวหลงชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาดุจเทพ อายุ 27 ปี สูง 186 เิเด้วยรูปร่างแข็งแกร่งกำยำที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักในฐานะอดีตกัปตันทีมเสือขาวของกองทัพทว่าเขาปลดประจำการด้วยเหตุผลบางอย่างโดยมีหน้าที่ลับที่ได้รับมอบหมายเป็พิเศษจากทางกองทัพประเทศเป็การกวาดล้างกลุ่มจีนเทาซึ่งเป็กลุ่มที่ทำลายความมั่นคงของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม
จ้าวหลงยิ้มมุมปากพลางทวนข้อมูลที่ได้รับจากเพื่อนด้วยความสนใจทว่าเขายังให้ความสนใจกับหญิงสาวปริศนาที่ได้ร่วมหลับนอนกับเขา เนื่องด้วยเขาไม่เชื่อว่าหญิงสาวจะไม่ได้รู้เห็นเป็ใจกับศัตรูของตนเองโดยเฉพาะศัตรูใกล้ตัวที่เป็คนในครอบครัว เป็ผู้ที่้าขัดขวางไม่ให้เขาก้าวขึ้นเป็หัวหน้าตระกูลต่อจากปู่
“เข้าใจแล้วนายจะไปร่วมงานเปิดห้างสรรพสินค้าใหม่ ในเมืองซีอานไหม?”
หยางจวินพยักหน้าเข้าใจพลางถามถึงการลงทุนของเ้านายในเมืองซีอานเป็การร่วมทุนมากถึงร้อยละ 48ในการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าใหญ่ทันสมัยที่สุดในเมืองซีอาน
โดยในเมืองซีอานยังมีการลงทุนจากจ้าวหลงอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็ การลงทุนในโรงพยาบาลเอกชน โรงแรม ภัตตาคาร สถานบันเทิง ร้านจำหน่ายโบราณวัตถุร้านอัญมณี แม้กระทั่งกิจการเล็กๆ อย่างร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ
ทั้งนี้จ้าวหลงเปรียบเสมือนเทพเ้าการลงทุนเพราะธุรกิจทุกอย่างที่ลงทุนไปล้วนแล้วแต่สามารถสร้างผลกำไรและเม็ดเงินมหาศาลทำให้เขากลายเป็ดั่งเทพเ้าของประเทศจีนที่มีอำนาจเจรจาต่อรองกับผู้นำประเทศทว่าเขากลับทำตัวลึกลับพร้อมกับแอบช่วยงานของประเทศอยู่ลับๆ แทน
“ไม่ละนายไปแทนเลย ฉันจะขับรถไปท่องเที่ยวสักหน่อย มีอะไรค่อยโทรหาละกัน?”
จ้าวหลงส่ายหน้าพลางจิบกาแฟที่วางอยู่บนโต๊ะกลางอย่างสบายใจเขาไม่กังวลกับการทำหน้าที่แทนของเพื่อนหรือลูกน้องสักนิด
หยางจวินเข้าใจในทันทีว่าตนเองต้องทำหน้าที่เป็ตัวแทนของเ้านายอีกซึ่งกลายเป็งานประจำของเขาไปแล้ว โดยที่เขาแทบไม่ได้เข้าไปปฏิบัติงานในกรมตำรวจถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้มีปัญหาใดกับเ้านายในกรมเนื่องด้วยมีเพื่อนคนนี้คอยจัดการปัญหาภายในกรมตำรวจให้เขาเป็อย่างดี
อนึ่งหยางจวินรู้สึกอิจฉาเพื่อนตนเองที่สามารถใช้ชีวิตชิลอย่างสบายโดยปล่อยให้คนอื่นทำงานแทนไม่ว่าจะให้ตนหรืออีกหลายคนทำหน้าที่เป็ตัวแทนออกหน้าในการลงทุนทางธุรกิจใดๆทำการคัดเลือกคนเพื่อทำหน้าที่เป็ผู้จัดการใน
ธุรกิจที่ซื้อมา แม้แต่การซื้อขายหุ้นที่สามารถวิเคราะห์และเก็งกำไรได้อย่างแม่นยำจนผู้คนทั้งหลายเรียกว่า “เทพเ้าแห่งความมั่งคั่งผู้ลึกลับ”
อย่างไรก็ตามจ้าวหลงในฐานะหลานชายคนโตของตระกูลจ้าวหนึ่งในตระกูลที่มั่งคั่งและทรงอิทธิพลของเมืองหลวง มีศัตรูแฝงอยู่ในครอบครัวเป็การแก่งแย่งบทบาทการทำหน้าที่เป็หัวหน้าตระกูลเนื่องจากมูลค่าทรัพย์สินรวมของตระกูลจ้าวมีครึ่งหนึ่งของประเทศยังไม่นับรวมธุรกิจต่างประเทศอีกมากมาย
ฉะนั้นด้วยความมั่งคั่งของทรัพย์สินและอิทธิพลของตระกูลจ้าวจากรุ่นสู่รุ่นทำให้ผู้ที่จะขึ้นมาเป็หัวหน้าตระกูลล้วนแก่งแย่งกันมาแต่ไหนแต่ไรจึงไม่ใช่เื่แปลกสำหรับว่าที่หัวหน้าตระกูลของจ้าวหลงที่ส่งผลให้มีปัญหาต่อจ้าวหลงทั้งทางตรงและทางอ้อม
ประการสำคัญคือการที่จ้าวหลงพลาดท่าเสียทีในคืนหนึ่งของงานเลี้ยงเปิดตัวธุรกิจใหม่ของเพื่อนที่จ้าวหลงคุ้นเคยในประเทศไทยจึงเป็ที่มาของค่ำคืนปริศนาระหว่างจ้าวหลงกับหญิงสาวลึกลับจนถึงทุกวันนี้
“โอเคงั้นเสร็จงานนี้แล้ว ฉันจะไปทำธุระส่วนตัวสักสองสามวันนะ”
หยางจวินพยักหน้าเข้าใจพลางคิดที่จะไปพักผ่อนเพื่อหาความสุขส่วนตัวเช่นกันซึ่งจ้าวหลงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ จากนั้นทั้งสองคนพูดคุยถึงเื่แผนงานต่อไปอย่างเคร่งเครียด
..........
เวลานี้เครื่องบินเดินทางมาถึงประเทศจีนเป็ที่เรียบร้อยโดยเครื่องลงจอดที่สนามบินนานาชาติกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีนสถานที่ที่ณิชาจำเป็ต้องลงเพื่อติดต่อกับบริษัททัวร์หลักของเพื่อนเนื่องด้วยเธอจำเป็ต้องให้ทางบริษัทปรับเปลี่ยนวีซ่าตนเองเล็กน้อยเป็การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เธอสามารถอยู่ในประเทศจีนได้ยาวนานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป
ก่อนแยกจากกันกันตภัทรสอบถามณิชาอีกครั้งด้วยความอยากรู้เกี่ยวกับแผนเพิ่มเติมของเธอว่า
“คุณเหยาครับนอกจากการตามหาญาติทางแม่แล้ว คุณเหยามีแผนจะทำอะไรที่เมืองซีอานอีกครับ?”
ณิชาขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดก่อนที่จะตอบคำถามเขาอย่างไม่แน่ใจว่า
“คงต้องดูก่อนค่ะหากไม่พบญาติทางแม่แล้ว ค่อยว่ากันอีกทีตอนนี้ฉันยังไม่อยากคิดวางแผนไว้ไกลเกินไป”
เธอตอบกันตภัทรอ้อมๆเพราะไม่้าบอกแผนการที่แท้จริงของเธอเนื่องจากเธอไม่คิดว่าตนเองกับเขาจะมีโอกาสพบกันอีกซึ่งเธอไม่พร้อมที่จะสานสัมพันธ์กับใครทั้งนั้นไม่ว่าจะในรูปแบบเพื่อนหรือพี่น้องหรือแม้แต่คนรักก็ตาม
กันตภัทรยิ้มรับอย่างเข้าใจเขากำชับหญิงสาวอีกครั้งอย่างใส่ใจในความรู้สึกของเธอว่า
“ถ้าหากว่ามีปัญหาอะไร?โทรหาผมได้ตลอดเวลานะครับ ผมมาเรียนและดูงานที่นี่เกือบหนึ่งปีเชียว”
ณิชายิ้มแย้มอย่างสบายใจพลางตอบกลับอย่างยินดีที่ได้รับมิตรภาพที่ดีจากเขาพร้อมกับโบกหนังสือที่เขามอบให้อย่างมีความสุข ก่อนที่จะกล่าวล่ำลาว่า
“ขอบคุณมากค่ะโดยเฉพาะหนังสือเล่มนี้ มันช่วยฉันได้มากทีเดียว ไว้ถ้ามีโอกาสพบกัน ฉันจะเลี้ยงข้าวคุณนะคะลาก่อนค่ะ”
“ลาก่อนครับ”กันตภัทรกล่าวคำลาอย่างไม่เต็มใจ พร้อมกับโบกมือลาเธออย่างหงอยเหงา
เขาได้แต่เหลียวมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวสวยที่เดินลากกระเป๋าเดินทางใบโตไปด้วยความรู้สึกหลากหลายมีทั้งความรู้สึกประทับใจ เสียดาย และไม่แน่ใจกับความรู้สึกตัวเองที่มีต่อณิชา
“หากว่าเรามีวาสนาต่อกันผมคงได้พบคุณอีกนะครับ คุณเหยาที่น่ารักสำหรับผม”
กันตภัทรพึมพำกับตัวเองอย่างมีความหวังหัวใจเขาตอนนี้รู้สึกเต้นแรง เขากล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็ครั้งแรกที่หัวใจเขาเต้นแรงเพราะผู้หญิงคนหนึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็รักแรกพบที่เขารู้สึกต่อเธออย่างจริงใจ เขาได้แต่คาดหมายว่าจะมีวาสนาได้ร่วมชีวิตกับหญิงสาวสวยคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาโดยทิ้งความประทับใจให้ฝังลึกในจิตใจของเขาตลอดไป
..........
ณิชานั่งแท็กซี่ให้ไปส่งที่บริษัททัวร์ฟางหรงเป็บริษัทแม่ที่เพื่อนนุ่นทำงานอยู่ในเมืองไทยบริษัทนี้ตั้งอยู่ใกล้กับกระทรวงการต่างประเทศและสถานกงสุลพอดีช่วยให้เธอไม่ต้องเสียเวลาเดินทางติดต่อราชการไกลเกินไป
เธอรู้สึกโชคดีที่ได้เรียนรู้ภาษาจีนไว้ก่อนจากหนังสือของกันตภัทรซึ่งเธอใช้เวลาอยู่บนเครื่องบินจดจำและฝึกทักษะการออกเสียงอย่างช่ำชองทำให้เธอสามารถสื่อสารกับเ้าหน้าที่ของบริษัททัวร์และกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้อย่างง่ายดายถึงแม้ว่าจะมีบางคำที่เธอต้องให้อีกฝ่ายอธิบายขยายความเพราะเธอไม่เข้าใจทว่าคำหลักๆ ส่วนใหญ่เธอสามารถสื่อสารได้อย่างไม่ติดขัด
“เอ๊! คุณมีเชื้อสายจีนด้วยนี่แต่ทำไมฟังหรือพูดภาษาแม่ไม่ได้ทุกคำละ?”
เ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศสอบถามณิชาด้วยความแปลกใจเนื่องด้วยไม่คิดว่าหญิงสาวลูกครึ่งที่มีแม่เป็ชาวจีน จะพูดภาษาทางแม่ได้เล็กน้อยสร้างความแปลกใจให้กับเ้าหน้าที่ยิ่งนัก
“ฉันเกิดและเติบโตที่เมืองไทยไม่มีโอกาสเรียนรู้เลยค่ะ เพิ่งได้เรียนรู้ภาษาจีนตอนโตนี่เองการพูดหรือทำความเข้าใจ เลยติดขัดอยู่บ้าง”
ณิชาไม่กล้าที่จะบอกว่าตนเองเพิ่งเรียนรู้ภาษาจีนอย่างจริงจังเมื่อได้อ่านหนังสือของกันตภัทรเท่านั้นถึงอย่างนั้นเธอก็รู้สึกหงุดหงิดใจตัวเองอยู่บ้างที่พบว่าการเรียนรู้ของเธอช้ากว่าปกติมากนักเป็ผลให้เธอต้องใช้เวลาจดจำและเรียนรู้มากกว่าเดิม
“ไปยื่นเอกสารที่โต๊ะนั้นต่อนะฉันเปลี่ยนวีซ่าให้เรียบร้อยแล้ว หากมีอะไรให้ช่วยก็โทรมาที่กระทรวงได้ตลอดเวลา”
เ้าหน้าที่หญิงพยักหน้าเข้าใจพลางบอกกับณิชาอย่างมีไมตรี โดยเ้าหน้าที่ทำเื่เปลี่ยนประเภทวีซ่าของณิชาจากเดิมประเภทนักท่องเที่ยวให้กลายเป็ประเภทนักธุรกิจ ซึ่งมีเวลาอาศัยอยู่ได้นานถึง90-180 วัน นับจากวันที่เดินทางเข้าประเทศจีน
สำหรับการเปลี่ยนประเภทวีซ่าให้เป็ประเภทที่สามารถอยู่อาศัยได้ยาวนานขึ้นจำเป็ต้องได้รับการตรวจสอบจากเ้าหน้าที่รัฐอีกครั้งซึ่งเป็มาตรการที่เข้มงวดมากพอสมควรโดยเฉพาะการแจ้งแหล่งที่อยู่ให้ชัดเจนเพื่อการติดตามตรวจสอบต่อไปในอนาคต
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจที่กระทรวงการต่างประเทศแล้วณิชาจับจองเครื่องบินจากเมืองหลวงปักกิ่งไปที่เมืองซีอานโดยตรงเธอพบว่าตนเองโชคดีที่สามารถเรียนรู้ภาษาจีนแบบเร่งด่วนได้ทันการณ์เนื่องจากมีคนจีนอีกมากที่ไม่นิยมสื่อสารภาษาอังกฤษ แต่เน้นการสื่อสารภาษาประจำชาติมากกว่าช่วยให้เธอสามารถสื่อสารกับผู้คนได้ไม่ลำบากจนเกินไป
..........
เวลานี้กันตภัทรมารายงานตัวที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ปักกิ่งเขาโทรสอบถามรายละเอียดอีกครั้งที่สนามบินซึ่งได้ความว่าเขาสามารถมายื่นหนังสือรับรองได้ที่วิทยาลัยโดยตรงทำให้เขาไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปบริษัทซิงหลุงอิเล็กทรอนิกส์ก่อน
เขาต้องพักอยู่ในหอพักของวิทยาลัยซึ่งเป็ห้องพักรวมมีสี่คนต่อห้องโดยขณะนี้เพื่อนร่วมห้องที่เป็ชาวต่างชาติเหมือนกับตนยังเดินทางมาไม่ถึงเมื่อเขาจัดข้าวของและเสื้อผ้าใส่ในตู้เก็บของเรียบร้อยแล้วเขาเดินไปชมวิวหลังระเบียงห้องซึ่งอยู่ติดกับสวนสาธารณะของเมืองปักกิ่งพลางคิดถึงใบหน้าของณิชาด้วยความรู้สึกคิดถึงและโหยหารอยยิ้มแสนหวานจากเธอ
“เหยาครับหวังว่าผมจะมีโอกาสได้พบคุณอีกนะครับ”
ขณะที่ณิชาเดินออกจากกระทรวงการต่างประเทศพอดีเธอจามเสียงดังกะทันหันด้วยความแปลกใจ พลางบ่นพึมพำกับตัวเองว่า
“เอ๊! ใครบ่นคิดถึงฉันกันนะ? หรือจะเป็ยัยนุ่นงั้นโทรหาตอนนี้เลยดีกว่า”
ณิชากดเบอร์โทรของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของตนเองด้วยความคิดถึงซึ่งเธอโทรผ่านแอปวีแชตแทนการโทรตรงจาก
ต่างประเทศ เมื่อปลายสายรับโทรศัพท์แล้วพลันมีเสียงแสดงความห่วงใยต่อเธอโดยตรงว่า
“เหยาเหยาโทรมาเสียที ฉันกำลังจะกดโทรหาเธอพอดี เปลี่ยนวีซ่าเรียบร้อยดีไหม? อากาศทางโน้นเป็ยังไงบ้าง? ฉันเป็ห่วงนะ”