ในเช้าวันรุ่งขึ้นกับอากาศที่สดใส สองแม่ลูกต่างยิ้มระรื่นเมื่อกำลังคิดจะนำเงินที่ขโมยมาไปซื้ออาหารอร่อย ๆ ที่ตลาดในหมู่บ้านกินให้หนำใจ
“ขอเกี๊ยวหมู 2 ที่ค่ะ”ด้วยความที่ไม่เคยได้กินอาหารอร่อยมานานสองหญิงต่างวัยกันจึงรออาหารจากร้านที่ขึ้นชื่อที่สุดในหานตูด้วยความตื่นเต้น
“แม่อยากจะซดน้ำซุปอร่อย ๆ ลิ้มรสเนื้อหอม ๆของหมู” หลันฮวากล่าวพลางหยิบช้อนขึ้นมารอ จังหวะนั้นเองเสี่ยวมี่หญิงสาวร่างบางรุ่นราวคราวเดียวกับลี่อินก็เดินเข้ามาที่ร้านอาหารนั้นพอดี
“อ่าว ลี่อินเองเหรอ..? ฉันก็คิดว่าใครเสียอีกนี่มีเงินเหลือเยอะเหรอไง ถึงกล้ามากินอาหารที่ร้านแบบนี้..?” ด้วยคำทักทายที่ดูิ่ทำให้ลี่อินถึงกับเบะปากเล็กน้อย
“ก็พอมีแหละ แล้วเธอล่ะ” ผู้ถูกทักปรายตามองหญิงเบื้องหน้าอย่างไม่เป็มิตรอีกทั้งแสร้งย้อนถามกลับ
“ฉันมากินที่นี่ประจำ..!” มันก็ควรจะเป็เช่นนั้นเนื่องจากครอบครัวของเสี่ยวมี่เป็พ่อค้าค่อนข้างจะมีเงินในระดับหนึ่งเธอจึงสามารถมากินอาหารที่ร้านได้อย่างไม่ขัดสนนัก
เมื่อเกี๊ยวหมูที่สั่งไว้มาเสิร์ฟอยู่ตรงหน้าแล้วสองแม่ลูกก็ไม่สนใจเสี่ยวมี่อีกต่อไป พวกเธอลงมือกินมันอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดเกลี้ยงชามอย่างรวดเร็ว
“อร่อยจริง ๆ ลี่อิน” หลันฮวายิ้มร่าแต่ในจังหวะนั่นเองตอนที่กำลังจะหยิบถุงเงินออกมาจ่ายค่าอาหารปรากฏว่าในนั้นมีเงินเหลือเพียงแค่ 2 เฟินเท่านั้นซึ่งเป็เงินของหลันฮวาเองไม่ใช่เงินที่ลี่อินไปขโมยมาใส่ไว้
“มีอะไรเหรอคะแม่ ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ”หญิงสาวขมวดคิ้วบางเข้าหากัน
“งะ..เงินหายไปหมดเลยลูก”
ลี่อินเริ่มตาเบิกโตด้วยความใเมื่อผู้เป็แม่กล่าวเช่นนั้น เธอจึงรีบคว้าถุงเงินนั้นมาดูอย่างไม่เชื่อสายตา
“อะ..อะไรกัน..!! เป็ไปได้ยังไงหนูเป็คนเอาเงินนังเหม่ยจูใส่ลงถุงเงินนี่แล้วคะ ทำไมมันหายไปแบบนี้ได้ล่ะ”
สองแม่ลูกเริ่มหน้าเปลี่ยนสี เมื่อทางร้านกำลังมาเก็บเงิน
“ทั้งหมด 4 เหมาครับ”
“สะ…สี่เหมาเหรอคะ..?” หลันฮวาเสียงสั่นเครือเล็กน้อยเนื่องจากเงินที่มีอยู่มันไม่พอ
เสี่ยวมี่สาวรุ่นที่ดูเหตุการณ์อยู่นานถึงกับกลั้นขำไม่อยู่เธอจึงหัวเราะออกมาอย่างนึกสนุก “โธ่ ๆไม่มีเงินแต่ก็ยังกล้าสั่งอาหารดี ๆ กินเนอะคนเรา...”
ยิ่งได้ยินแบบนั้น ลี่อินถึงกับหน้าแตกแบบหมอไม่รับเย็บ “มันจะเป็ไปได้ยังไงคะแม่..!! ทำไมเงินถึงหายไปหมดแบบนี้ได้…”
“ว่ายังไงครับตกลงพวกคุณไม่มีเงินจ่ายอย่างงั้นเหรอ..?”
“เอ่อ..ใจเย็น ๆ นะคะ พอดีพวกเราทำเงินหายน่ะค่ะ”หลันฮวาแสร้งพูดขึ้นมา เพื่อขอความเห็นใจ
ถือว่าพ่อค้ายังมีความเมตตาอยู่บ้างในเย็นวันนั้นหลันฮวาและลี่อินจึงได้กลายเป็เด็กล้างจานและต้องไปเป็แรงงานเกษตรทำงานชดใช้คืนจนกว่าจะครบ 4 เหมาแถมเื่ราวนี้ก็ได้ดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งหมู่บ้านโดยนักข่าวอย่างเสี่ยวมี่อีก
.
.
และเมื่อข่าวล่วงรู้ไปถึงหูเหม่ยจูทำให้เธอเปล่งเสียงหัวเราะร่วนออกมาอย่างดังด้วยความสะใจ
“ฮ่า ฮ่า…!! เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับคนอย่างเหม่ยจู...หึ ๆ” ร่างบางกอดอกพลางแสยะยิ้มที่มุมปาก
………
หลายวันผ่านไป เหม่ยจูเริ่มปรับตัวเข้ากับยุค 70 ได้ในระดับหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็การใช้ชีวิตและเื่อาหารการกินที่แสนอดอยากก็ตาม
ตอนนี้าแของเธอในครั้งสะดุดก้อนหินก็เริ่มหายเป็ปกติแต่เื่ราววันนั้นกลับแว่บเข้ามาในหัวของเธอราวฟ้าแล่บ เหม่ยจูกำลังนึกถึงใบหน้าชายคนนั้นผู้ที่ทำแผลให้
“พี่เหม่ยจูครับ…!” ทว่าความคิดเลือนหายไปเมื่อถูกเสียงเรียกจากเด็กชายตัวน้อยขัดไว้
“ว่าไงจ้ะหยางซุน..”
“สัปดาห์หน้าทางโรงเรียนแจ้งมาว่าต้องจ่ายค่าเทอมแล้วครับ..”
“ฮ๊ะ..ได้เวลาแล้วเหรอแล้วต้องใช้เงินเท่าไรล่ะ”
“20 หยวนครับ”
“อ๋อ ได้สิไม่มีปัญหา” ได้ยินแบบนั้นเหม่ยจูก็เบาใจลงหน่อยแต่ถึงมันจะดูน้อยมากในยุคปัจจุบัน แต่ยุคนี้เงิน 20 หยวนกลับมีค่ามากเหลือเกินแต่โชคยังดีที่เงินรวม ๆในกระป๋องของเธอก็น่าจะเพียงพออยู่
เหม่ยจูเริ่มคิดว่ายุคนี้นั้นแร้นแค้นเกินไปไม่ว่าจะเป็อาหาร การศึกษา ผลผลิตต่าง ๆ ล้วนไม่ค่อยจะเพียงพอเท่าไรและเธอรู้สึกอยากหนีจากความยากจนนี้
น้ำสำหรับใช้ตามบ้านก็มีไม่เพียงพอต้องคอยนำแกลอนใส่รถเข็นไปตักน้ำที่บ่อโศกมากักตุนไว้ในโอ่งที่บ้านเพื่อใช้อุปโภคและบริโภค
“น้ำหมดอีกแล้วสินะ..” เหม่ยจูถอนหายใจ
“ไปครับพี่ ช่วยกันขนน้ำถ้าไปช้ากว่านี้น้ำอาจจะหมดบ่อได้”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ..?”
“ใช่สิครับ ที่นี่น่ะขาดแคลนน้ำมากยิ่งหน้าแล้งแบบนี้ด้วยแล้ว ผมว่าเรารีบไปกันเถอะ..!!” ว่าแล้วหยางซุนรีบขนแกลอนใหญ่ที่มีประมาณ10 ใบขึ้นใส่รถเข็นคันเก่าของที่บ้านทันที
“ไกลเหมือนกันนะเนี่ย” เธอมองดูรอบๆ หมู่บ้านมันไม่ค่อยเจริญนักอีกทั้งผู้คนที่สัญจรไปมาแทบเรียกได้ว่าแทบไม่ค่อยมีใครมีรถยนต์เลยหากแต่มีเพียงรถจักรยานก็หรูมากแล้วในยุคนี้
สองพี่น้องเดินมาได้สักพักก็ถึงจุดหมาย ด้านหน้าเป็บ่อโศกที่น้ำเริ่มเหือดแห้งลงแล้วเนื่องจากตอนนี้เข้าสู่ภาวะหน้าแล้งน้ำทุกหยดจึงมีค่ามหาศาล
เหม่ยจูต้องคอยหย่อนกระป๋องที่ผูกด้วยเชือกลงไปก้นบ่อแล้วค่อยๆ สาวมันขึ้น เพื่อส่งให้หยางซุนเติมใส่แกลอนทีละใบ
ถึงจะเป็เวลา่เย็น แต่ทว่าอากาศกลับร้อนทำให้เธอเริ่มยกมือเรียวปาดเหงื่อและจังหวะนั้นเองด้วยสัญชาตญาณที่รู้สึกประหลาดใจในขณะที่เธอกำลังดึงกระป๋องน้ำขึ้นจากบ่อ เหม่ยจูได้เอียงหน้าไปมองคนรับกระป๋องซึ่งเธอคิดว่าเป็หยางซุนน้องชาย แต่ทว่ามันกลับไม่ใช่
ใบหน้าคมคาย ยื่นมือรับกระป๋องน้ำอย่างแข็งขัน
“คะ..คุณ..!!” เหม่ยจูใพลันรีบกวาดสายตามองน้องชายที่อยู่ด้านหลังของร่างใหญ่อย่างทันควัน
“เดี๋ยวฉันช่วยเอง..” อยู่ๆ ร่างบางก็ได้ถูกดึงแขนให้ถอยหลังออกจากบ่อโศกอย่างงง ๆ ปล่อยให้ร่างกำยำตักน้ำคนเดียวอย่างขมีขมัน ด้วยความคล่องแคล่ว และหน่วยก้านดีทำให้น้ำทุกแกลอนถูกวางไว้บนรถเข็นอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่อึดใจ
“ได้น้ำครบแล้ว..เย่ ๆขอบคุณมากนะครับพี่คนหล่อ” หยางซุนดีใจยกมือประสานพร้อมก้มโค้งศีรษะเล็กน้อย
“...เอ่อ เป็คุณอีกแล้วเหรอคะเนี่ย..? ว่าแต่ยังไงก็ขอบคุณเป็ครั้งที่สองนะคะ..”
ด้วยความที่กลัวมืดค่ำ เนื่องจากระยะทางที่ไกลพอสมควรเธอจึงรีบขอตัวกลับ แต่ทว่าในขณะที่เหม่ยจูกำลังจะเข็นรถน้ำกลับพร้อมกับหยางซุนเธอก็ได้ลืมที่จะถามชื่อแซ่ของเขาอีกหนปล่อยให้ชายหนุ่มผู้ช่วยเคยเหลือเธอเมื่อวันก่อน และเมื่อสักครู่นี้ยืนมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวเดินจากไปอีกครั้งจนลับตา
“นี่พี่เหม่ยจูรู้จักพี่ชายสุดหล่อคนนั้นด้วยเหรอครับ..?”ท่าทางซุกซนของผู้เป็เด็กเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ในระหว่างทางกลับบ้าน
ประโยคคำถามนี้มันก็สะกิดต่อมอยากรู้เธอเช่นกัน “นั่นสิ.!! เขาเป็ใครกันนะ พี่ก็ลืมถามทุกทีเลย..”
“อ้าว นี่พี่ไม่รู้จักเขาหรอกเหรอผมก็คิดว่าพี่รู้ซะอีก” เมื่อหยางซุนกล่าวเช่นนั้นเหม่ยจูจึงยิ้มแหย ๆ ออกมา
เมื่อถึงบ้านสองพี่น้องจัดการยกแกลอนน้ำใส่ตุ่มจนครบ “จากนี้ก็ใช้น้ำประหยัดกันหน่อยนะ” เหม่ยจูเริ่มอยากออกคำสั่งราวกับคนอาศัยอยู่ที่นี่มานาน
“ครับผม..!!” หยางซุนยกฝ่ามือขึ้นแตะคิ้วราวกับทหารก็ไม่ปาน
“ทำตัวเป็ทหารไปได้..!!” เหม่ยจูหัวเราะท่าทีของน้องชาย
“ผมอยากเป็แพทย์ทหารครับ..!”
ครั้นได้ยินน้องชายกล่าวเช่นนั้นเหม่ยจูก็รู้สึกเอ็นดูขึ้นมาทันใด
“ได้สิจ้ะ งั้นหนูจะต้องตั้งใจเรียนนะ” ฝ่ามือเรียวยกขึ้นลูบหัวเด็กชายที่อยู่ตรงหน้าหญิงสาวรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก นี่หรือความรู้สึกของพี่ที่มีต่อน้องเธอไม่เคยได้ลองััมันสักครั้งจนมาถึงตอนนี้เนื่องจากในยุคปัจจุบันเธอเป็บุตรเพียงคนเดียว
“ได้ครับ ผมสัญญาว่าจะทำให้พี่เหม่ยจูกับพ่อสบายไม่ต้องลำบากแบบนี้อีก…”หยางซุนเข้าไปสวมกอดเหม่ยจูผู้เป็พี่สาวทันทีที่กล่าวจบสร้างความซาบซึ้งให้แก่หญิงสาวตรงหน้าเป็อย่างมาก หยาดน้ำใส ๆเริ่มคลอออกมาโดยที่เธอไม่รู้ตัว