ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 47 ท่านเจ้าเมืองท่านเล่นพอหรือยัง ข้าเบื่อแล้วนะ

            สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสสำนักเมืองจินเฟิงล้วนแปรเปลี่ยนการที่เฟิ่งหยูเอาชนะเซียวยู่ได้ ทำให้สำนักเมืองจินเฟิงหายใจโล่ง สิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ยหลังจากนั้นยิ่งสาสมใจพวกมันแต่การกระทำนี้ได้จี้จุดของสำนักตระกูลเซียวด้วยเช่นกันสำนักตระกูลเซียวเป็นสำนักใหญ่ในเมืองจินเฟิงแต่กลับถูกลบหลู่โดยเด็กอายุสิบสามคนหนึ่งนี่แม้แต่เมืองจินเฟิงเองก็ไม่อาจรับรองความปลอดภัยให้กับเฟิ่งหยู่ได้

             

            ทุกสายตามองมายังเฟิ่งหยู แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทว่าเฟิ่งหยูกลับแสดงท่าทางคล้ายมองไม่เห็น ชายหนุ่มค่อย ๆ หมุนตัว สายตาจับจ้องไปยังทุกผู้คนที่อยู่ในตำหนักก่อนจะกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า“เมืองจินเฟิงของเราก่อตั้งโดยราชวงศ์ ตามธรรมดาแล้ว แน่นอนว่าทรัพยากรและมรดกฝีมือที่ตกทอดมาย่อมไม่อาจเปรียบเทียบกับพวกท่าเหล่าสำนักใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานทว่า เหล่าศิษย์สำนักเมืองจินเฟิงเราล้วไม่มีทางตัดสินว่าตนเองต่ำต้อยกว่าผู้อื่นไม่ว่ามันผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ทั้งยังไม่ยอมรัการกลั่นแกล้งรังแกหรือเยอะเย้ยถากถาง ผู้ใดกล้าดูหมิ่นเรา ย่อมต้องถูกดูหมิ่นกลับคืน สำหรัยเซี่ยวยู่แห่งสำนักตระกูลเซียวผู้ลงมือทำร้ายสหายของข้าจนบาดเจ็บสาหัสต่อหน้าต่อตาข้าในฐานศิษย์เมืองจินเฟิง ไม่มีเหตุผลอันใดที่ข้าต้องเกรงใจต่อมัน ไม่เช่นนั้นผู้คนทั้งเมืองจินเฟิงคงต้องดูถูกศิษย์ของสำนักเมืองจินเฟิงของพวกเรา

            “หากพวกเจ้าขุ่นเคืองและไม่อาจจะยอมรับได้พวกเจ้าสามารถขึ้นมาสั่งสอนข้าได้ข้าได้ยินมาว่าในบรรดาสำนักใหญ่ทั้งหลายของเมืองจินเฟิงต่างเต็มไปด้วยยอดฝีมือข้าเองก็เป็นเพียงศิษย์ธรรมดา ๆ ของสำนักเมืองจินเฟิงเพียงเท่านั้น ข้าอยากรู้จริงๆ ว่า....พวกเจ้าต้องใช้คนกี่คน จึงจะสามารถทำให้ข้า ต้องเดินลงจากเวทีนี้ได้”

             

            คำพูดเหล่านี้ปลุกปั่นอารมณ์ของทุกคนในตำหนักจินเฟิงอย่างรุนแรง

             

            “ช่างโง่เง่ายิ่งนัก” ฟางหลงพ่นลมออกจมูกพร้อมเอ่ยอย่างดูแคลน

             

            “ฮ่า ๆๆๆ ช่างน่าขันนักสามารถบังเอิญเอาชนะเซียวยงุ่แห่งสำนักตระกูลเซียวได้ด้วยทักษะวิชาตัวเบาจะกล้าอวดดีถึงเพียงนี้เจ้าช่างไม่รู้จักแยกแยะความแตกต่างของฟ้าดินโดยแท้ จงมองบิดา สั่งสอนเจ้าให้ดี

             

            เมื่อสิ้นเสียงกล่าวอย่างดูแคลนบุคคลผู้หนึ่งพลันทะยานร่างสูงกลางอากาศพร้อมทั้งร่อนลงตรงหน้าเฟิ่งหยูเด็กหนุ่มผู้นั้นจับจ้องมาทางเฟิ่งหยูด้วยสายตาเปี่ยมแววเยาะเย้ย 

             

            “หยินฟางแห่งสำนักทวนเหล็ก”

             

             จากนั้นในมือหยินฟางพลันสะบัดออกเพียงเสี้ยววินาที คลื่นพลังงานขนาดเท่าแขนพลันพวยพุ่งออกมาจากทวนในมือของมันขณะที่ทวนตวัดไปมาดุจมังกรเพลิงที่ดุร้ายพร้อมปลดปล่อยความร้อนที่ทำให้ผู้คนต้องอึดอัดเฟิ่งหยูหลบหลีกไปด้านข้างถึงสามก้าว แต่ราวกับทวนนั้นมีชีวิตพวกมันเปลี่ยนทิศทางพร้อมพุ่งเข้าใส่เฟิ่งหยูด้วยความเร็วกว่าเดิม ดูราวกับว่าเฟิ่งหยูไม่อาจจะหลบหลีกได้อีกเมือเด็กหนุ่มยกสองมือของตนก่อนจะคว้าจับทวนโดยตรง

             

            “บัดซบมันไม่ต้องการมีมืออีกแล้วหรือไง”

             

            เมื่อเห็นการกระทำของเฟิ่งหยูหยินฟางพลันหัวร่อในใจถึงกับพยายามคว้าจับทวนของข้าด้วยมือเปล่าเซียวรึ ฮ่า ๆ  ๆ ทุกคนต้องมองเห็นได้ชัดว่าเจ้ารนหาที่เองเมื่อยามที่มือของเจ้าพิการก็ไม่ใช่ความผิดของข้าแม้แต่น้อย

             

            หลายคนจากฝั่งเมืองจินเฟิงส่งเสียงร้องด้วยความตกใจแต่ในเวลาชั่วพริบตาเฟิ่งหยูคว้าจับทวนไว้ได้อย่างแน่นหนาทว่าฝ่ามือของเฟิ่งหยูไม่เพียงไร้เสียงถูกเผาไหม้กระทั่งควันยังไม่มีร่องรอยให้เห็น ทวนของหยินฟางถูกกระชากด้วยแรงเพียงเล็กน้อยก่อนจะแตกสลายไปในมืองทั้งสองของเฟิ่งหยู

             

            “อะ อะไรกัน”

             

            ขณะที่พวกมันเห็นทวนถูกทำลายไปเพียงแค่การสัมผัสของเฟิ่งหยู  เหล่าผู้อาวุโสสำนักทวนเหล็กกลับตกใจยิ่งกว่ากระทั่งใบหน้ายังแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด ท่าทีสุขุมหายไปหมดสิ้นหัวหน้าผู้อาวุโสผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว มันเกือบจะเชื่อว่าตนเองตาฝาดไปศิษย์ข้างกายของมันเอ่ยอย่างรวดเร็ว

             

            “ท่านผู้อาวุโส ไม่มีความต้องวิตกไป จะอย่างไรศิษย์น้องหยินก็บรรลุลมปราณขั้นที่สามเท่านั้นการควบคุมทวนอาจจะเกินกำลังของศิษย์น้องไปเล็กน้อย ดังนั้นการที่ทวนถูกทำลายอาจเป็นเพราะพลังลมปราณไม่เพียงพอก็เป็นได้”

             

            “อื่ม....  จงใจโอ้อวดฝีมือทั้งที่ลมปราณไม่มากพอนี่ไม่ต่างอะไรกับการขอให้ผู้คนเยาะเย้ยมัน”

             

            “เจ้าอย่าได้ใจไปนัก เมื่อครู่ข้าเพียงทดสอบพลังของเจ้าเพื่อหยั่งเชิงเท่านั้นข้าจะให้เจ้าลิ้มรสทวนพิฆาตที่แท้จริงของสำนักทวนเหล็กของเราเดี่ยวนี้หละ”

             

            หยินฟางนำทวนใหม่ออกมา ก่อนเปล่งเสียงคำรามทุ้มต่ำเส้นอัคคีหน้าพุ่งออกมาจากทวน มันพุ่งมาอย่างรวดเร็วราวกับอสรพิษครานี้เฟิ่งหยูไม่แม้แต่จะขยับตัว ทวนพิฆาตพุ่งเข้าใส่ก่อนจะแทงถูกเฟิ่งหยูในพริบตา ขณะที่มันกำลังจะจุดระเบิดพลังลมปราณไฟ มันพบว่าเฟิ่งหยูดีดเบา ๆที่ปลายทวน ทวนกลับแตกออกเป็นหลายส่วนราวกับเศษไม้ก่อนจะสลายหายไปจนสิ้นเฟิ่งหยูเริ่มบังเกิดโทสะ ชายหนุ่มปัดเสื้อผ้าบริเวณที่ถูกทวนสัมผัสก่อนจะเอ่ออย่างเกรี้ยวกราด

             

            “พวกเรามาที่นี่เพื่อประลองแลกเปลี่ยนฝีมือกันแต่เจ้ากลับมาแสดงปาหี่ให้ข้าชม นี่ช่างเป็นการเสียเวลาของทุกคนยิ่งนักข้าควรจะเตะเจ้าลงจากเวทีเสียตั้งนานแล้ว”

             

            เสียงตะโกนพร้อมกับเฟิ่งหยูปรากฏตัวขึ้นทางขวาของหยินฟาง ก่อนจะเตะหยินฟางอย่างหนักหน่วงเพลิงสีฟ้าใสปรากฏ ลมปราณคุ้มกายของหยินฟางสั่นไหว

             

            “อ๊ากกก!!!”

             

            เสียงของหยินเฟิงดังทั่วทั้งตำหนักมันนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นท่านกลางเสียงกรีดร้องที่น่าเวทนาหยินฟางกรีดร้องราวกับจะทำให้เลือดแข็งตัวแขนทั้งสองข้างของมันส่ายไปมาอย่างมิอาจควบคุม เปลวไฟบนมือทั้งสองดับไปจนหมดสิ้นทวนตกอยู่ข้างกายทว่าบังเกิดควันดำลอยขึ้นมาจานิ้วทั้งห้าของมันก่อนจะมีกลิ่นเหม็นไหม้กระจายไปทั่วตำหนัก

             

            ผู้อาวุโสของมันตื่นตระหนกยิ่ง เพียงชั่วพริบตามันพลันทะยานมาตรงหน้าหยินฟางมือทั้งสองข้างมันจิกลงบนมือของหยินฟางอย่างว่องไวก่อนจะชักนำพลังปราณเพลิงที่แผ่ซ่านทั่วทั้งสองมือของหยินฟางออก

             

            “เจ้าถึงกับปล่อยให้ลมปราณไฟในร่างตีกลับได้การฝึกหลายปีของเข้าไม่มีค่าเลยหรือไร”ผู้อาวุโสของสำนักมองไปยังหยินเฟยก่อนจะตะคอกอย่างเกรี้ยวกราดด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยโทสะ

             

            ใบหน้าของหยินฟางที่ทรมานเริ่มดูดีขึ้นเล็กน้อยแต่มือทั้งสองของมันกลับถูกเผาไหม้ไปเกือบครึ่งแน่นอนว่าผู้อาวุโสไม่ได้คาดคิดว่าชั่วพริบตาที่เฟิ่งหยูสัมผัสแขนของหยินฟางชายหนุ่มได้ชักนำเปรวไฟจากมือของมันเข้าสู่ภายใน ต่อให้เฟิ่งหยูบอกความจริงผู้อาวุโสคนนี้ก็คงไม่เชื่อแน่

             

            “ผู้อาวุโส ข้า....”

             

            “หุบปากเจ้าซะ เจ้ายังเสียหน้าไม่พออีกหรือไง ทำไมยังไม่รีบไปรักษาตัวอีก”หยินฟางเงียบปากลงอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะเดินคอตกจากไป มันจ้องเขม็งไปยังเฟิ่งหยูสัญชาตญาณของมันสัมผัสได้ว่าเรื่องที่ทวนของมันถูกทำลายและลมปราณไฟของมันตีกลับต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเฟิ่งหยูเป็นแน่เพราะตัวมันไม่มีวันทำพลาดเช่นนี้ได้ แต่มันก็ไม่อาจหาหลักฐานมายืนยันได้

             

            “เหอะ เจ้าเด็กคนนี้ดวงดีไม่เบา ถึงกับเจอเข้ากับคนโง่เง่าเช่นนี้ข้าอุตส่าห์คิดว่ามันจะชดใช้ที่อวดดีก่อนหน้าหนี้แล้วเซียว”ชายวัยกลางคนสำนักตระกูลเซียวเอ่ยอย่างเหยียดหยาม

             

            “มันเอาชนะคนต่อไปไม่ได้หรอก” ฟางหลงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ

             

            การต่อสู้เป็นไปด้วยความดุเดือด เฟิ่งหยูสามารถเอาชนะศิษย์สำนักต่าง ๆไปแล้วร่วมสิบคน

             

            ผ่านไปแล้วร่วมสิบลมหายใจหลังจากเฟิ่งหยูเอยคำท้าทายหากแต่ไม่มีผู้ใดจากทุกสำนักตอบรับ นี่เป็นเรื่องน่าละอายที่สุด สายตาของเฟิ่งหยูพลันทวีความเย้ยหยันมากยิ่งขึ้นตอนนั้นเองเด็กหนุ่มจากตระกูลเซียวผู้หนึ่งไม่อาจจะทนได้อีกต่อไปและผุดลุกขึ้นแต่กลับถูกคนที่นั่งข้าง ๆ รั้งตัวไว้พร้อมกระซิบ “เจ้าจะทำสิ่งใดพลังฝีมือของเจ้ามิแตกต่างจากหยินฟาง เจ้าอยากให้สำนักตระกูลเซียวต้องขายหน้าอีกหรือไร”

             

            “บัดซบ ไอ้เด็กหนุ่มนั่นจะกำแหงเกินไปแล้ว” เด็กหนุ่มผู้นั้นขบฟันแน่

             

            “ขอเพียงนายน้อยหยวนอยู่ที่นี่ตอนนี้ท่านคงเล่นงานจนแม้แต่มารดาของมันจำไม่ได้”

            นายน้อยหยวนที่มันเอยถึงคือบุตรชายของประมุขตระกูลเซียวเป็นอัจฉริยะในหมู่ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ 

             

            ในตอนนี้เองเสียงหนึ่งได้ดังขึ้นขัดจังหวะ

             

            “ท่านเจ้าเมือง ท่านเล่นพอแล้วหรือยัง ข้าเบื่อแล้วนะ”

             

            ทุกคนต่างตะลึงงันเพราะเสียงที่ดังขึ้นเป็นเสียงขององค์หญิงหนิงเอ๋อนางทนนั่งมานานโดยมิได้ใส่ใจเลยมาตลอด เฟิงหยหูพลันขมวดคิ้วเมื่อเผชิญหน้ากับคนที่เขาไม่สามารถโต้แย้งได้คำพูดของหนิงเอ๋อก่อให้เกิดกระแสสความรู้สึกเย็นยะเยียบแพร่กระจายไปทั่วทั้งตำหนักจินเฟิงโดยเฉพาะผู้อาวุโสตระกูลเซียว มันพลันหันไปมองยังเฟิ่งหยูอย่างไรก็ตามเฟิ่งหยูพลันยิ้มแห้ง ๆ

             

            “อู่ฉิน ท่านก็พาท่านเจ้าเมืองขี้นมาเถอะ ข้านั่งคนเดียวเบื่อจะแย่อยู่แล้ว”

             

            “ก็ได้ ก็ได้ ข้าจะขึ้นไปแล้ว”เฟิ่งหยูตอบกลับ

             

            จากนั้นงานเลี้ยงก็ได้เริ่มอีกครั้งด้วยความอึดอัดจวบจนงานเลี้ยงเลิกรา หลายคนต่างดีใจ หลายคนต่างเสียใจ ผู้ที่ดีใจคือพวกที่ไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยนส่วนพวกที่เสียใจคือพวกที่มาหาเรื่อง กับเฟิ่งหยู

             

            รุ่งเช้าเหล่าขุนนางทั้งหลายต่างมาพร้อมหน้ากันเฟิ่งหยูออกมาพร้อมกับหนิงเอ๋อและอู่ฉิน หลังจากสร้างวีรกรรมไว้เมื่อคืนและคำสั่งแรกที่เฟิ่งหยูได้สั่งออกไปทำให้เหล่าขุนนางทั้งหลายตกตะลึงอีกครั้งนั่นคือเฟิ่งหยูสั่งให้ประกาศรับสมัครทหารจำนวนห้าแสนคน โดยผู้ควบคุมการสมัครครั้งนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากจ้าวหยวน และคำสั่งที่สองคือ รับสมัครศิษย์จำนวนห้าหมื่นคนเข้าร่วมสำนักของเมืองจินเฟิงซึ่งเฟิ่งหยูได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสำนักเทพดารา