“ วิชาดาบ ? มิใช่ว่าเ้าใช้กระบี่อยู่หรอกรึ ’’จั่วม่อกล่าวถามด้วยนํ้าเสียงประหลาดใจ “ ผิดแล้ว เดิมทีอาวุธของข้าคือดาบ ’’เฟิงฉือจินกล่าวสั้นๆก่อนตวัดกระบี่เหล็กสีเงินในมือไปมาอย่างชํ่าชอง “วิชาดาบวายุคลั่ง ! ’’ สิ้นเสียงเฟิงฉือจินพลันตวัดกระบี่เหล็กสีเงินในมือเร็วขึ้นพร้อมกับโดดเหินทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงนับสิบจั้ง
จากนั้นเฟิงฉือจินก็ได้ฟาดกระบี่เหล็กสีเงินในมือไปยังทิศทางที่จั่วม่อยืนอยู่อย่างเถียรตรงไร้ลูกเล่นใดๆทันใดนั้นกระแสลมรอบๆกระบี่เหล็กสีเงินก็ได้รวมตัวขึ้นพร้อมกับพุ่งฉีกกระชากออกไป
ฟิ้ว
กระแสลมมันได้เป็ราวกับพายุคลั่งก้อนใหญ่มันได้พุ่งเข้าหาจั่วม่อที่อยู่ห้างออกไปนับสามจั้งจากท้องฟ้าสู่พื้นดิน
จั่วม่อเมื่อมันได้เห็นพายุคลั่งก้อนใหญ่ที่กําลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงนี้มันถึงกับขมวดคิ้ว“ นี่มันลมปราณงั้นรึ ’’ มันไม่เข้าใจว่าทําไมเฟิงฉือจินถึงสามารถสร้างแรงลมมหาศาลขึ้นมาจากกระบี่ได้
ความจริงแล้วหลักการมันก็คล้ายๆกันกับที่จั่วม่อคิดเนื่องจากเฟิงฉือจินได้ใช้ความเข้าใจเกี่ยวกับธาตุรอบๆให้เป็ประโยชน์จากนั้นเขาก็ได้ใช้มันเป็แรงผลักดันให้แก่กระบี่เหล็กสีเงินในการสร้างพายุคลั่งแน่นอนว่าหากเป็คนอื่นคงจะไม่สามารถทําได้ทว่าเฟิงฉือจินมิใช่คนธรรมดาแต่เป็ถึงนักเล่นแร่แปรธาตุที่จําต้องเข้าใจพลังงานของธาตุให้ลึกซึ้งดังนั้นไม่ว่าจะเป็โลกไหนก็ตามเฟิงฉือจินก็สามารถที่จะเข้าใจถึงพลังงานธาตุได้และสามารถใช้มันช่วยเพิ่มพลังหรือดัดแปลงวิชาต่างๆได้และวิชาดาบวายุคลั่งมันก็เป็วิชาที่เขาสร้างขึ้นมาในตอนที่เขายังเป็นักเล่นแร่แปรธาตุ!
“ วิชากระบี่ปราณสะท้านภพ ’’จั่วม่อไม่รอช้าที่จะฟาดกระบี่ในมือออกไปด้วยลมปราณที่โคจรกันเป็ดั่งคมมีดลมปราณที่ฉีกกระชากได้ทุกสิ่ง!
ทั้งสองพลังได้อยู่ห่างกันเพียงแค่สองจั้ง… หนึ่งจั้ง…
ฉวัะ ฉวัะ ฉวัะ
ทั้งสองพลังได้หํ้าหั่นกันอย่างดุเดือดจนในที่สุดพายุคลั่งของเฟิงฉือจินก็ได้เป็ฝ่ายสลายหายไปก่อนตามมาด้วยลมปราณกระบี่ของจั่วม่อ จั่วม่อถึงกับประหลาดใจ “นี่เ้าทําได้อย่างไรกัน ด้วยระดับพลังของเ้าในตอนนี้แล้วมันไม่น่าจะสูสีกับข้านี่?’’ มันประหลาดใจเป็อย่างมากที่พลังวิชาของมันนั้นสูสีพอๆกับวิชาดาบของเฟิงฉือจิน
เฟิงฉือจินเองก็มิรู้จึงได้ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “แต่ยังไงซะวิชากระบี่ของเ้าก็เป็ฝ่ายชนะ ’’จากนั้นเขาก็ได้ลอยตัวลงอย่างช้าๆจนถึงพื้น เนื่องจากในตอนนี้เขาแม้จะเป็ผู้บ่มเพาะลมปราณชั้นอวตารขั้นหนึ่งทว่ามันก็ยังคงมิสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ดั่งเหล่าเซียน
“ ฮึ่ม เ้าเหลือเพียงอีกแค่หกกระบี่เท่านั้น ’’จั่วม่อแค่นเสียงพร้อมบอกจํานวนครั้งที่เฟิงฉือจินยังคงเหลืออยู่เฟิงฉือจินจึงหัวเราะแห้งๆก่อนกล่าว “ ก็ดีงั้นข้าจะเอาจริงแล้ว ’’เขาคิดว่าในตอนนี้การที่จะทุ่มวิชาดาบทั้งหมดที่มีมันก็ยังคงไม่สามารถทําอันตรายใดๆให้กับจั่วม่อได้อยู่ดีและนี่มันก็เป็ผลเนื่องจากพลังของเขาและอีกฝ่ายห่างกันมากถึงหนึ่ง่ชั้นกับอีกสี่ขั้น
“ อะไรนะ มันจะเอาจริงอย่างนั้นรึ ? ’’ เหล่าผู้คนโดยรอบล้วนตกตะลึงในคํากล่าวของเฟิงฉือจินเป็อย่างมากพวกมันทั้งหมดแม้จะตกตะลึงกับวิชาดาบของเฟิงฉือจินที่สามารถสูสีกับวิชากระบี่ของจั่วม่อได้ก็ตามทว่าพวกมันก็เชื่อมั่นว่านั่นคงจะเป็ไพ่ตายของเฟิงฉือจินแล้วเพราะด้วยระดับพลังที่ห่างกันมากถึงหนึ่ง่ชั้นกับสี่ขั้นมันจะไปสามารถงัดพลังมาชนะได้อย่างไร
ปิ๋งเิที่เฝ้ามองการต่อสู้อยู่ก็ได้ขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ “หรือว่าเ้าหนุ่มนี่มันจะมีไพ่ตายที่ยังไม่ได้ใช่อยู่อีก ? ’’ เย่เหว่ยซวนที่กําลังนั่งอยู่ก็ได้จิบนํ้าชาอย่างสบายๆในขณะที่กล่าว“ เพ้อเจ้อ แม้มันจะสามารถเอาชนะกงอี้จิงมาได้ ทว่ามันกลับหยิ่งยโสมากเกินไปมันคิดจริงๆรึว่าตนจะสามารถเอาชนะจั่วม่อได้ ’’ เย่เต้าเหวินก็ได้กล่าวขึ้น “นายน้อยกล่าวได้ถูกต้องแล้วแม้เ้าหนุ่มนี่จะสามารถเอานะคนที่มีระดับพลังมากกว่าถึงหนึ่ง่ชั้นได้ทว่าคนที่มันเอาชนะก็เป็เพียงแค่ขยะและการที่มันมาเจอกับจั่วม่อนี่นับว่าเป็จุดจบของมันแล้วถ้าหากมันยังคงมีไพ่ตายที่ว่าอยู่จริงข้าคงต้องคุกเข่าขอคารวะมันเป็ท่านอาจารย์แล้ว ’’มันเชื่อว่าในโลกนี้จะต้องไม่มีเื่น่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นเป็หนที่สองโดยเฉพาะจั่วม่อที่เป็ศิษย์หลักเช่นเดียวกันกับนายน้อยของมันมันย่อมรู้ดีว่าจั่วม่อมีฝีมือมากน้อยแค่ไหนและกงอี้จิงก็ไม่สามารถเอามาเทียบกับจั่วม่อได้ด้วยซํ้าฉะนั้นแล้วผลลัพธ์ของการประลองครั้งนี้คงมีเพียงอย่างเดียวคือจั่วม่อเป็ฝ่ายที่ชนะ !
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เย่เต้าเหวินเอ๋ยหากเ้าหนุ่มนั่นมันเอาชนะเ้าเด็กจั่วม่อได้จริงเ้าจะไปคุกเข่าขอคารวะมันเป็อาจารย์จริงๆรึ ? ’’ เย่ตงหลงหัวเราะเย้ยหยันเพราะว่ามันเชื่อว่าแม้เฟิงฉือจินจะสามารถเอาชนะจั่วม่อได้ก็ตามทว่าเย่เต้าเหวินคงมิทําตามดั่งที่ได้กล่าวไปแน่ๆ
“ ฮึ่ม เ้าคิดว่ามันจะชนะรึไงถ้ามันชนะจริงๆข้าจะคุกเข่าเรียกเ้าว่านายท่านเลยก็ยังได้ ’’เย่เต้าเหวินรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่โดนเย่ตงหลงสะกิดใจ “อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่นั่นไม่ใช่สําหรับการประลองครั้งนี้อย่างแน่นอน ’’เย่หวินมิได้ห้ามปรามแต่กลับมองไปในสนามประลองัคลั่งด้วยสายตาสนใจ “ ใช่ข้าเห็นด้วย ’’ เย่จิงฉินพยักหน้าเห็นด้วย “ ฮ่า ฮ่า ฮ่าข้าอยากจะให้มันเป็ไปอย่างที่ไม่ควรจะเป็จริงๆเย่เต้าเหวินมันจะได้เรียกข้าว่านายท่าน ’’ เย่ตงหลงหัวเราะชอบใจแม้มันจะหัวเราะเช่นนี้ทว่าในใจของมันก็ยังคงเชื่อมั่นว่าเฟิงฉือจินจะต้องพ่ายแพ้!
เจียงหลิวและพรรคพวกเองก็สับสนเช่นกัน “เฟิงฉือจินมันบอกมิใช่หรือว่าชั้นอวตารขั้นหนึ่งคือพลังของมันแล้วเอาจริงของมันนี่หมายความว่าอย่างไรกัน ? ’’ ป๋อเมิ่งกล่าวถามด้วยความสับสนเจียงหลิวส่ายหน้าด้วยความช่วยไม่ได้ “ ข้าก็มิรู้เหมือนกัน ’’ิหนิงจู้ได้กล่าวขึ้นด้วยนํ้าเสียงที่สนใจเล็กน้อย “บางที่มันอาจจะมีไพ่ตายบางอย่างอยู่ก็เป็ได้ดังนั้นเราจึงทําได้เพียงตั้งหน้าตั้งตาดูเท่านั้น ’’ “ เข้าใจแล้ว ’’ที่เหลือทั้งหมดล้วนพยักหน้าเข้าใจพร้อมกับจ้องมองไปยังเฟิงฉือจินด้วยความตั้งใจ
ในขณะที่ทุกๆคนกําลังครุ่นคิดและสงสัยเฟิงฉือจินทําเพียงหลับตาลงอย่างช้าๆโดยมิสนใจว่าจั่วม่อจะโจมตีเข้ามาหรือไม่และแล้วเขาก็ได้ก้าวเข้ามาในโลกของพิภพธาตุที่มีประตูธาตุให้ทําสัญญาอยู่มากมายที่เขาเข้ามาในนี้ได้อีกครั้งเป็เพราะว่าหลังจากที่เขาทะลวงขึ้นมายังชั้นิญญาแล้วเขาก็สามารถััได้ว่าภายในพิภพธาตุมันได้เรียกร้องให้เขาทําสัญญากับพวกมันเพิ่มหรือง่ายๆก็คือเขาสามารถที่จะทําสัญญาเพื่อรับบอลพลังงานธาตุมาได้และบอลพลังงานธาตุที่ว่ามานี้มันก็น่าจะบริสุทธ์เป็อย่างมากดังนั้นเขาจึงคิดว่าพวกมันน่าจะสามารถเปลี่ยนเป็พลังงานธาตุแสงได้
เฟิงฉือจินไม่รอช้าที่จะก้าวเข้าไปในประตูของธาตุลมเนื่องจากเขาได้ตัดสินใจเอาไว้ั้แ่แรกแล้วในที่สุดเขาก็ได้กลับมายังโลกปัจจุบันก่อนที่จะกลับเข้าไปในโลกแห่งตันเถียนและเคลื่อนบอลพลังงานธาตุลมเข้าหาจุดกักเก็บลมปราณอย่างรวดเร็ว
“ ยังไงทดลองก่อนก็ไม่น่าจะเสียหาย ’’เฟิงฉือจินคิดว่าก่อนที่จะเปลี่ยนมันให้เป็พลังงานธาตุแสงเขาน่าจะควรลองดูก่อนว่านอกจากพลังงานธาตุแสงแล้วร่างกายของเขายังจะสามารถดูดซับพลังงานธาตุอื่นๆเพื่อเพิ่มพลังได้หรือไม่
ตูม ตูม ตูม
เป็ไปดั่งการคาดเดาของเฟิงฉือจินบอลพลังงานธาตุลมหลังจากที่มันได้จมลงไปในจุดกักเก็บลมปราณทั่วทั้งตันเถียนก็ได้ะเิขึ้นและถูกปกคลุมได้ด้วยพลังงานแห่งลมถึงสามครั้งระดับพลังชั้นิญญาขั้นหนึ่งได้ถูกยกระดับขึ้นถึงสามขั้นทันที
ิญญาขั้นสี่ !
นี่คือระดับพลังปัจจุบันของเฟิงฉือจินในตอนนี้เฟิงฉือจินไม่รอช้าที่จะลืมตาเพื่อกลับสู่โลกแห่งความจริงเมื่อเขาลืมตาแล้วเขาก็ต้องพบเห็นความประหลาดใจบนใบหน้าของจั่วม่อและคนอื่นๆ
“ บ้าหน่าทําไมอยู่ดีๆระดับพลังของเ้าหนุ่มนั่นถึงเพิ่มขึ้นมาถึงสามขั้นในชั่วพริบตาอย่างนี้? ’’
“ ยาต้องห้ามงั้นรึ ? ’’
“ ทักษะลับ ? ’’
ฝูงชนต่างคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความสงสัยโดยเฉพาะจั่วม่อมันถึงกับกล่าวออกมาด้วยความอยากรู้และสงสัย “นี่เ้าใช้ทักษะลับอย่างนั้นรึ ? ’’ “ ทักษะลับ ? มันคือสิ่งใดกันล่ะนั่น’’ เฟิงฉือจินมิตอบแต่กล่าวถามด้วยความสงสัยแทน “เอาเถอะเ้าไม่รู้ก็ไม่ต้องรู้ต่อไปน่ะดีแล้วให้ข้าได้ดูหน่อยซิว่าระดับพลังที่เพิ่มขึ้นมาถึงสามขั้นของเ้ามันจะสามารถทําอะไรข้าได้หรือไม่! ’’จั่วม่อละความสนใจเื่ทักษะลับออกไปและตั้งหน้าตั้งตารอรับการโจมตีของเฟิงฉือจิน
“ ดี งั้นรับมือ ! ’’เฟิงฉือจินไม่ปฏิเสธความ้าของอีกฝ่ายจึงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง “วิชาดาบวายุคลั่ง ! ’’ พายุคลั่งได้พุ่งออกไปหาจั่วม่ออย่างรวดเร็วจั่วม่อไม่คิดจะประมาทจึงได้ใช้ลมปราณคุ้มกันร่างและกระบี่ก่อนจะใช้วิชากระบี่ปราณสะท้านภพสวนกลับออกไป
พลังของทั้งสองคนในตอนนี้ถือว่ารุนแรงกว่าก่อนหน้านี้เป็อย่างมากเนื่องจากจั่วม่อได้เอาจริงและทุ่มสุดตัวทั้งนี้ระดับพลังของเฟิงฉือจินยังเป็ระดับสี่ชั้นิญญาบวกกับความสามารถของโหมดไอรอนที่แปรธาตุให้กับกระบี่ดังนั้นพายุคลั่งในตอนนี้จึงมีพลังเทียบเท่ากับผู้ที่อยู่ในชั้นอวตารขั้นห้า ไม่สิมันเหนือกว่านั้นเป็อย่างมาก แถมยังหลายเท่าด้วย !
ฟิ้ว
ฉวัะ
ทั้งสองพลังได้ปะทะกันก่อนที่พายุคลั่งจะเข้ากลืนกินลมปราณของจั่วม่อและได้ทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกจากนั้นมันก็ได้พุ่งตรงเข้าหาจั่วม่อโดยมิหยุดรอ จั่วม่อไม่รอช้าที่จะกัดฟันะโออกไปว่า“ ข้าขอยอมแพ้ ! ’’ จากนั้นมันก็ได้พุ่งตัวทะยานออกจากสนามประลองัคลั่งไป “เหตุใดเ้าจึงยอมแพ้ ?’’ เฟิงฉือจินล่อนตัวลงพร้อมกับะโถามจั่วม่อเพียงส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “ พายุคลั่งของเ้ามันน่าเกรงขามมากเกินไปแม้ข้าจะอยู่รอรับมันก็คงจะเป็ไปไม่ได้อยู่ดีที่จะรับมัน ’’มันรู้ดีว่าพายุคลั่งที่สามารถกลืนกินลมปราณของมันจากวิชากระบี่ปราณสะท้านภพได้จะต้องเป็อะไรที่มันไม่สามารถรับมือได้แน่ดังนั้นมันจึงไม่คิดที่จะเสี่ยงเนื่องจากมันและเฟิงฉือจินมิได้เป็ศัตรูอาฆาตกันถึงขนาดต้องยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเอาชนะโดยมิสนความตาย
ปัง
จุดที่จั่วม่อเคยยืนอยู่ได้ถูกพายุคลั่งของเฟิงฉือจินเข้าปะทะจนพื้นกระเบื้องตรงนั้นแตกกระจายหายไปเหลือเพียงพื้นดินจากนั้นมันก็ได้สิ้นสุดพลังลงและได้จางหายไปในที่สุด
เฟิงฉือจินพยักหน้าเข้าใจ “ เข้าใจแล้วหากไม่รังเกียจข้าขอเป็สหายกับเ้าจะได้หรือไม่ ’’เขารู้สึกว่านิสัยของจั่วม่อมิได้เลวร้ายมากนักดังนั้นเขาจึงคิดว่าการที่จะมีสหายเพิ่มขึ้นซักคนคงมิเป็ไร “ ฮึ่มตามใจเ้าแล้วกัน ’’ จั่วม่อมันแค่นเสียงเ็าพร้อมกับรีบจากไปอย่างรวดเร็วเฟิงฉือจินจึงส่ายหน้าด้วยความช่วยไม่ได้ “ สงสัยมันจะขี้อายมากเกินไปหน่อยเอาเถอะยังไงซะก็ถือว่านิสัยของมันนับได้ว่าไม่เลวนัก ’’จากนั้นเขามิได้รอช้าจึงได้จะทะยานกลับไปยังที่นั่งของเขาเช่นเดิม
ปิ๋งเิขึ้นไปประกาศผลลัพธ์การประลองอีกครั้งด้วยความตะลึงเหล่าผู้ชมและฝูงชนต่างส่งเสียงร้องดังลั่นด้วยความตะลึงคําถามมากมายได้ถูกยิงออกมาจากปากของพวกมันราวกับพวกมันมีพลังนํ้าลายที่ไร้ขีดจํากัด!
ที่นั่งพิเศษตระกูลเย่ในเวลานี้ทั้งห้าคนที่อยู่ในที่นี้ล้วนตะลึงและสับสนโดยเฉพาะเย่ตงหลงมันรู้สึกตะลึงแต่มันก็ต้องหัวเราะลั่นออกมา “ ฮ่า ฮ่า ฮ่าเย่เต้าเหวิน เ้าจะเรียกข้าว่านายท่านได้หรือยัง ? ’’ เย่เต้าเหวินที่กําลังตะลึงอยู่จึงมิได้กล่าวสิ่งใดเย่ตงหลงจึงยํ้าอีกครั้งว่า “ เ้าคงไม่ลืมสิ่งที่ได้กล่าวไปหรอกกระมั้งอ่อจริงด้วยสินะเ้าบอกว่าเ้าจะไปคุกเข่าคารวะขอเ้าหนุ่มนั่นเป็อาจารย์นี่หน่าใยเ้าถึงไม่รีบไปทําสิ่งที่้าเสียล่ะ ? ’’ เย่เต้าเหวินมันในเวลานี้ใบหน้ากระตุกด้วยความอับอาย“ ครั้งนี้ไม่นับ เพราะไอ้เ้าหนุ่มนั่นมันแปลกประหลาดเกินไป ’’ “ หึข้าก็นึกว่าเ้าจะกล้าทําอย่างที่พูดจริงๆ ’’เย่ตงหลงแค่นเสียงเย้ยหยันก่อนที่จะมองไปยังเย่เหว่ยซวนพร้อมกับกล่าวถาม “นายน้อยมันเองก็มาจากสํานักเดียวกันกับท่าน ท่านไม่รู้จักมันบ้างหรือขอรับ ?’’
เย่เหว่ยซวนครุ่นคิด “ ข้าไม่รู้จักมันหรอกแต่ข้ารู้สึกว่าข้าเคยพบเจอมันมาก่อน ช่างเป็เื่แปลกเสียจริงยังไงซะไม่ว่ามันจะเป็ใครมาจากไหน แต่เมื่อมันได้มาเจอกับข้า ข้าก็จะจัดการมันเอง’’ เย่หวินพยักหน้าเห็นด้วย “ นายน้อยฉลาดยิ่งนักจริงด้วยนายน้อยท่านจะต้องไม่ปล่อยให้มันรอดชีวิตไปได้นะขอรับเพราะไม่งั้นแล้วภายภาคหน้ามันอาจจะเป็ศัตรูกับตระกูลเย่ของเราก็เป็ได้ ’’
เย่เหว่ยซวนได้ยินจึงยิ้มขึ้นอย่างหยิ่งยโส “เื่นั้นไม่จําเป็ต้องบอกเพราะถึงยังไงข้าก็จะไม่ปล่อยให้คนที่มีความสามารถมากพอมาก้าวข้ามข้าอยู่แล้วดังนั้นแล้วในตอนที่ข้าได้ประลองกับมัน ข้าจะสังหารมันซะ ! ’’ “ เยี่ยมไปเลย ’’เย่จิงฉินรู้สึกชื่นชมความคิดนายน้อยของมันเป็อย่างมาก เพราะถ้าหากนายน้อยของมันไม่จัดการสังหารเฟิงฉือจินแล้วบางทีภายภาคหน้าเฟิงฉือจินอาจจะแข็งแกร่งขึ้นและกลายมาเป็ศัตรูกับตระกูลเย่ของมันได้ที่มันคิดแบบนี้เนื่องจากมันเชื่อว่าเฟิงฉือจินจะต้องมีขุมกําลังบางกลุ่มหนุนหลังอยู่เป็แน่ไม่อย่างนั้นแล้วเฟิงฉือจินจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้รึ แน่นอนว่าไม่ !
หลังจากที่ปิ๋งเิประกาศผลลัพธ์การประลองไปแล้วคู่ต่อสู้ต่อไปก็ได้ขึ้นไปบนสนามประลองซึ่งคู่นี้ก็คือคู่ระหว่างสิงเทียนและจวินฟงสิงเทียนมีระดับพลังอยู่ในชั้นอวตารขั้นสี่ ส่วนจวินฟงนั้นอยู่ในชั้นอวตารขั้นหกดังนั้นคู่นี้จึงไม่ค่อยเป็ที่น่าสนใจมากนักเนื่องจากผลลัพธ์การประลองมันคาดเดาง่ายเกินไป
เพราะความตื่นเต้นคู่ของเฟิงฉือจินที่เฟิงฉือจินได้แสดงให้ดูนั้นน่าตื่นเต้นมากกว่าเยอะดังนั้นผู้ชมในรอบนี้จึงมิตื่นเต้นซักเท่าไหร่
ไม่นานผู้เข้าแข่งขันที่อยู่ในรายชื่อก็ได้เริ่มปะทะกันอย่างสุดฝีมือสุดท้ายแล้วผู้ที่มีระดับพลังมากกว่าอย่างจวินฟงก็เป็ยฝ่ายชนะและผ่านเข้ารอบไปได้อย่างง่ายดายตามมาด้วยคู่ของเย่เหว่ยซวน เย่เหว่ยซวนมีระดับพลังชั้นอวตารขั้นแปดิหวางป้อที่มีระดับพลังชั้นอวตารขั้นห้าจึงได้ยอมแพ้ไปโดยไม่้าสู้
และแล้วก็มาถึงคู่สุดท้ายที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยนั่นก็คือคู่ระหว่างฉินฮูหลิงกับเล้งซานนั่นเองทั้งสองคนนี้ถือเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในงานประลองเลยก็ว่าได้ดังนั้นผู้ชมและจอมยุทธ์แข็งแกร่งมากมายจึงให้ความสนใจเป็พิเศษโดยเฉพาะเล้งซานที่เป็ศิษย์สายในจากนิกายกระบี่จันทรา
ทุกคนล้วนเชื่อว่าเล้งซานจะต้องมีระดับพลังไม่ด้อยไปกว่าฉินฮูหลิงเป็แน่ดังนั้นพวกมันจึงตื่นเต้นที่จะได้เห็นการประลองของสองสุดยอดนี้กับตา
เล้งซานที่อยู่ในสนามได้มองไปยังฉินฮูหลิงด้วยสายตาเ็า “ แม่นางแม้เ้าจะมีระดับพลังถึงชั้นลึกลํ้าทว่าเ้าก็มิใช่คู่ต่อสู้ของข้าผู้นี้อยู่ดีดังนั้นแล้วเ้าจงยอมแพ้ไปก่อนที่ข้าจะสังหารเ้าเสียเถอะ ’’แม้ฉินฮูหลิงจะเป็สาวงามที่สวยยากหาใครเทียบเคียงทว่าสําหรับมันนั้นฉินฮูหลิงเป็เพียงหญิงสาวที่สวยงามกว่าหญิงสาวทั่วไปเท่านั้นตลอดชีวิตของมันมีเพียงเส้นทางแห่งการบ่มเพาะอย่างเดียว อย่างอื่นมันมิเคยสนใจ !
“ แม้เ้าจะเป็ศิษย์จากนิกายกระบี่จันทราทว่าเ้าคิดจริงๆรึว่าเ้าจะมีความสามารถมากพอที่จะสังหารข้า ? ’’ ฉินฮูหลิงกล่าวถามด้วยนํ้าเสียงเ็า นางรู้สึกรังเกียจพวกที่ชอบหยิ่งยโสไม่ประเมินตนอย่างเล้งซานมากที่สุดการที่ยังไม่ได้ลองสู้แล้วกล้าที่จะประกาศว่าสังหารนางได้นี่เท่ากับเป็การดูถูกว่านางอ่อนแอกว่ามันอย่างชัดเจน
“ ฮึ่ม เห็นทีวันนี้ข้าคงต้องลงมือสังหารสาวงามเช่นเ้า ! ’’เล้งซานไม่รอช้าที่จะปลดปล่อยพลังบ่มเพาะของมันออกมาเพื่อที่จะทําให้คนอื่นๆได้รับรู้ผู้คนมากมายที่ได้รับรู้ถึงกับตะลึงพวกมันต่างอ้าปากค้างด้วยความตะลึงที่มิอาจลบได้“ ระดับชั้นลึกลํ้าขั้นสาม ! ’’