ยามเช้าของวันที่แปด
เมธาแต่งกายในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อน ผมยาวสลวยสีดำขลับของเขาประดับด้วยดอกไม้ประจำตัวคือโบตั๋น เขาเดินมาที่ศาลาเพื่อมาทานอาหารเช้าจนกลายเป็กิจวัตรประจำวันของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว
พอเมธาเห็นเหวินจงกำลังนั่งจิบชาฟังเสียงบรรเลงกู่เจิงจากหนิงลี่อยู่ เขาก็ถอนหายใจออกมาทันใด ‘เฮ้อ...นึกว่าเช้านี้เหวินจงจะไม่มากินข้าวที่นี่แล้วซะอีก’
เมื่อเหวินจงเห็นเมธามานั่งที่เก้าอี้ เขาก็หันหน้ามากล่าวกับหนิงลี่เสียงเบา “หนิงลี่ พักบรรเลงกู่เจิงแล้วมานั่งทานข้าวด้วยกันก่อน”
“เ้าค่ะ” หนิงลี่คลี่ยิ้มหวานให้คนตรงหน้าแล้วเดินมานั่งที่เก้าอี้ใกล้กับเหวินจง
เมธาแอบชำเลืองมองคนตรงหน้าด้วยแววตาสงสัย เพราะทั้งสองคนตรงหน้าดูสนิทสนมกันยิ่ง จะว่าเป็คนรักกันก็ยังได้ ก่อนจะสะบัดความคิดในหัวออกแล้วสนใจชามอาหารที่มีฝาปิดอยู่ตรงหน้า
เมื่อเมธาเปิดฝาชามขึ้นก็รู้สึกดีใจทันใด เพราะอาหารเช้าของวันนี้คือบะหมี่หมูหวานที่สามารถใส่เครื่องปรุงได้ง่าย
เมื่อเห็นเช่นนั้นเมธาก็เคลื่อนมือไปหยิบถ้วยกระเบื้องเคลือบประจำตัวที่อยู่ตรงหน้ามาไว้ใกล้ตน แล้วเปิดฝาใช้ช้อนตักผงพริกขึ้นมาใส่ลงน้ำซุปอย่างที่ตนเคยทำมาทุกครั้ง
ทันใดนั้น หนิงลี่ก็ยกแขนเรียวบางข้างหนึ่งขึ้นมาปิดบังใบหน้าของตนพร้อมกับดวงตาที่มีน้ำตาคลอเบ้าจนเหวินจงที่นั่งอยู่ใกล้นางถามด้วยความเป็ห่วง
“หนิงลี่ เ้าเป็อะไรรึ”
“มีอะไรก็ไม่รู้ปลิวเข้าตาข้า...ข้าเห็นเหมือนเป็ผงสีแดง ๆ น่ะเ้าค่ะ ฮึก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมธาก็สะดุ้งเฮือกรีบวางช้อนลงในชามและปิดฝาถ้วยพริกโดยเร็ว
‘ผงสีแดง ๆ จะเป็อะไรไม่ได้นอกจากผงพริกสินะ…ฉิบหายแล้ว!! นี่ฉันทำผู้หญิงร้องไห้เหรอเนี่ย! แต่นางก็นั่งอยู่ตั้งไกลและวันนี้ก็ไม่มีลมเสียหน่อย ผงพริกจะปลิวไปทางนั้นได้ยังไงกัน??’ เมธาคิดในใจด้วยความมึนงง
ขณะที่เมธากำลังจะอ้าปากกล่าวขอโทษหนิงลี่ด้วยความรู้สึกผิด เหวินจงก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง
“อวี้หลินเ้ารู้ตัวหรือไม่! ว่าเ้าทำให้คนอื่นเดือดร้อนเหตุเพราะเ้าทำตัวพิกลไม่เหมือนคนอื่น เ้าก็น่าจะรู้อยู่นี่ว่าบนโต๊ะนี้ไม่มีอาหารเผ็ดแม้แต่จานเดียวก็เพราะข้าและหนิงลี่กินไม่ได้!!” เหวินจงตวาดใส่เมธาเสียงดัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมธาก็เบิกตากว้างชะงักค้างไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะกำหมัดแน่นทุบลงบนโต๊ะดังปึ้ง จนเสี่ยวหยางและคนรับใช้ต่างพากันรีบก้มหน้างุดด้วยกายที่สั่นเทิ้มทันใด
“หนิงลี่ ทานข้าวด้วยกันวันแรกข้าก็ทำให้เ้าลำบากเสียแล้ว ข้าต้องขออภัยจริง ๆ” เมธาดัดเสียงแหลมพร้อมกับประสานมือคำนับขอโทษหนิงลี่ตามมารยาทก่อนที่จะหันหน้าจ้องเขม็งไปทางเหวินจงพักหนึ่ง แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้สะบัดแขนเสื้อเดินออกจากศาลาไป
เสี่ยวหยางที่กำลังมึนงงในสถานการณ์ก็รีบเดินตามผู้เป็นายไปโดยเร็ว
เมื่อหนิงลี่เห็นเมธาเดินออกไปจากศาลาแล้ว นางก็หยิบผ้าผืนเล็กขึ้นมาเช็ดที่ขอบตาแล้วแอบเบะปากยิ้มออกมาอย่างสะใจ
เมธาฉับเท้าเดินเข้าห้องของตนด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว ขณะที่เสี่ยวหยางรีบวิ่งตามผู้เป็นายมาเข้ามาในห้องนั้นก่อนจะพูดขึ้นพร้อมกับหอบหายใจด้วยความเหนื่อย
“คุณ...คุณหนู เหตุใดท่านถึงได้เดินออกมาเช่นนี้เล่าเ้าคะ”
“เสี่ยวหยาง เ้าไม่ได้ยินที่เหวินจงพูดรึ ประโยคคำพูดแบบนั้นไล่กันทางอ้อมชัด ๆ ถ้าหากข้าเป็ตัวปัญหานัก ทุกเช้าข้าก็จะไม่ไปนั่งกินข้าวที่ศาลานั่น ข้าจะกินอย่างที่ข้าชอบอยู่ที่ห้องของข้าคนเดียวอย่างสงบ”
“...เ้าค่ะ”
ไม่นานนักเสียงเคาะประตูก็พลันดังขึ้นที่หน้าห้อง
ขณะที่เสี่ยวหยางกำลังจะเดินไปเปิดประตูเมธาก็กล่าวขึ้น
“ข้าเปิดเอง”
เมื่อเมธาเปิดประตูออกก็เห็นสาวใช้คนหนึ่งกำลังยืนก้มหน้าพร้อมกับกุมมือตัวเองอยู่หน้าห้อง
“นายหญิงเ้าคะ เช้านี้นายท่านเหวินจงมีหน้าที่ต้องไปตรวจดูความเรียบร้อยที่ตลาด และเนื่องด้วยนายหญิงเป็ภรรยาของนายท่านเหวินจง นายท่านจึงให้ข้ามาเรียกนายหญิงไปด้วยเ้าค่ะ”
เมื่อเมธาได้ยินคำว่าตลาด ดวงตาของเขาก็ลุกวาวเป็ประกายโดยพลัน
‘ถึงแม้เหวินจงจะไปด้วยก็เถอะ แต่อย่างน้อยฉันก็จะได้ออกไปข้างนอกชมนกชมไม้บ้างเสียที!’
ณ ตลาดกลางเมือง มีชาวบ้านเดินจับจ่ายซื้อของกันอย่างครึกครื้น มีแผงร้านค้ามากมายตั้งอยู่ตามทางเดินและมีร้านอาหารหลายร้านที่โชยกลิ่นหอมน่ารับประทาน
หนิงลี่ที่เดินอยู่ข้างเหวินจงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาน “ท่านพี่ ท่านจำได้หรือไม่ ว่าตอนที่ข้ามาเล่นที่บ้านท่านในตอนเด็ก ท่านพี่เคยพาข้ามาเดินเล่นที่ตลาดแล้วซื้อขนมถังหูลู่ที่ร้านนี้”
“อืม จำได้สิ”
“ว้าว! ท่านพี่ดูกำไลหยกนั่นสิ สวยจังเลยเ้าค่ะ” หนิงลี่เกาะแขนเหวินจงพร้อมทั้งชี้นิ้วไปทางแผงร้านขายเครื่องประดับด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“อืม งดงามจริงอย่างที่เ้ากล่าว”
พอหนิงลี่เป็คนกล่าว เหวินจงก็จะเป็คนขานรับไปมาอยู่เช่นนี้ตลอดทาง
เมธาที่เดินกอดอกตามหลังของทั้งสองก็เลิกคิ้ว พร้อมกับคิดในใจ ‘สองคนนี้คุยอะไรกันั้แ่ลงรถม้าแล้ว คงจะเป็เื่ที่น่าสนุกอยู่มิใช่น้อย’
เมื่อเมธานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขาก็หันหน้าไปถามเสี่ยวหยางที่เดินอยู่ข้างเขาเสียงเบา “เ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าเหวินจงมีกิจการอะไร”
“ละแวกนี้ล้วนเป็ที่ดินของท่านเหวินฮ่วน ชาวบ้านที่อยู่ที่นี่ก็เช่าที่ดินของท่านเหวินฮ่วนเพื่อทำมาค้าขาย เดิมทีนั้นท่านเหวินฮ่วนมีหน้าที่ให้ชาวบ้านเช่าที่ดินและเก็บค่าเช่าที่ดินของตลาดแห่งนี้เพียงอย่างเดียว แต่เมื่อท่านเหวินฮ่วนได้คบกับท่านอวี้เทียนเป็สหาย ท่านเหวินฮ่วนก็มีกิจการร่วมกับท่านอวี้เทียนในการทำกิจการขายส้มเสริมขึ้นมา และท่านหนิงเฉิงนั้นเป็พ่อค้าขนส่งทางเรือคอยขนส่งสินค้าให้เสมอ ด้วยความสนิทสนมกันทั้งสามท่าน จึงได้มาเป็สหายร่วมกันเ้าค่ะ”
“เป็เช่นนี้นี่เอง” เมธาพยักหน้า
เมื่อเมธาคุยกับเสี่ยวหยางจนเดินไปใกล้แถวตรอกซอกซอย เขาก็โดนมือของใครบางคนรั้งแขนไว้แน่น
พอเมธาเห็นคนที่รั้งแขนเขาไว้สวมผ้าคลุมหน้าสีขาว ก็สะดุ้งใคิดว่าเป็โจรมาปล้นตนจนหน้าซีดเผือดทันใด
“ช่วยด้วย!...” ขณะที่เมธากำลังจะอ้าปากร้องขอความช่วยเหลือ คนตรงหน้าก็ยกนิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากของตนแล้วค่อย ๆ เปิดผ้าคลุมหน้าของตัวเองออกเล็กน้อย
“คุณหนูอวี้หลิน” เสี่ยวหยางกล่าวขึ้นเสียงเบาด้วยความดีใจ
‘อวี้หลิน?...คนคนนี้คืออวี้หลินน้องสาวของอวี้ิงั้นรึ!!’
พอเมธาได้เพ่งพินิจมองหน้าของอวี้หลินตัวจริงดี ๆ แล้วก็ทำให้เมธาเชื่อในคำเล่าลือได้อย่างเต็มเปาแล้วว่านางเป็หญิงสาวที่งดงามจริง ๆ!
ทันใดนั้น อวี้หลินก็เดินมาสวมกอดเมธาด้วยความคิดถึง “ท่านพี่ ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านปลอดภัย”
สักพักนางก็ผละจากอ้อมกอดแล้วกล่าวยิ้ม ๆ “ไม่ได้พบท่านพี่มาแปดวันท่านดูมีน้ำมีนวลขึ้น ไม่ผอมแห้งดั่งเช่นแต่ก่อนแล้ว”
“อ๋อ...เพราะอาการป่วยของข้าดีขึ้น ข้าจึงสามารถทานข้าวได้” เมธากล่าวยิ้ม ๆ
“พอข้าเห็นท่านพี่แข็งแรงเช่นนี้แล้วข้าก็หายห่วงไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วเ้าค่ะ เสี่ยวหยาง...ท่านพี่อวี้ิ เราไปคุยกันที่อื่นเถอะ” กล่าวจบอวี้หลินก็กวักมือเรียกทั้งสองไปคุยในตรอกซอกซอยที่ไร้ผู้คน
อวี้หลินกล่าวเสียงเบา “ท่านพี่อวี้ิ...ท่านพ่อป่วยหนักยิ่งนัก อีกทั้งไม่มีเรี่ยวมีแรงจนแทบจะลุกขึ้นจากเตียงไม่ไหว”
อวี้หลินเช็ดน้ำตาที่เริ่มหลั่งรินออกมาแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ท่านพ่อเป็ห่วงท่านพี่ยิ่งนัก ที่ผ่านมาท่านพ่ออยากมาเยี่ยมท่านพี่มาโดยตลอด แต่เป็เพราะท่านพ่อป่วยจึงมาเยี่ยมท่านพี่ไม่ได้เ้าค่ะ”
เมื่อเมธาฟังอวี้หลินกล่าวจบ ก็พลันคิดถึงพ่อกับแม่ของตัวเองจนรู้สึกใจบีบกระตุก ดวงตาหม่นหมองลงทันใด
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะกลับไปเยี่ยมท่านพ่อกับเ้า”
“ข้าและสามีของข้าจะนำรถม้ามารับท่านพี่ในยามเช้ามืดของวันพรุ่งนี้ และท่านพ่อได้กำชับบอกกับข้าไว้ว่าหากท่านพี่จะกลับมาเยี่ยมที่บ้านห้ามบอกท่านเหวินฮ่วนเป็อันขาดว่าท่านพ่อป่วยเ้าค่ะ”
“อืม”
“ท่านพี่ ข้าอยู่ที่นี่นานแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน รักษาเนื้อรักษาตัวด้วยเ้าค่ะ” กล่าวจบอวี้หลินก็ดึงผ้าคลุมปิดบังใบหน้าของตนแล้ววิ่งไปขึ้นรถม้าที่อยู่อีกทางทันใด
เมื่อเมธาและเสี่ยวหยางเดินออกมาจากตรอกซอกซอย ทั้งสองก็เดินไปหาเหวินจงที่กำลังเดินลุกลี้ลุกลนกวาดสายตามองหาอะไรบางอย่าง
ทันทีที่เหวินจงเห็นเมธาเขาก็กล่าวขึ้นเสียงดัง “อวี้หลิน นี่เ้าหายไปไหนมา!”
“คือข้า...”
ขณะที่เมธากำลังคิดคำแก้ตัวอยู่นั้น เหวินจงก็เดินมาหาเขาพร้อมกับยื่นชามใบเล็กมาให้แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุม “เอาหุนทุ่น*ไปกินซะ เ้ายังไม่ได้กินข้าวมาั้แ่เช้าเดี๋ยวก็เป็ลมเสียหรอก”
“...ขอบคุณเ้าค่ะ” เมธารับชามนั้นไว้ด้วยความตะลึงงันไปพักใหญ่ ก่อนก้มลงมองเกี๊ยวร้อน ๆ สีเหลืองอ่อนชิ้นใหญ่ในชามห้าชิ้น ราดด้วยน้ำสีแดงที่เหมือนกับซอสพริก...เดี๋ยวนะ นี่มันพริกจริง ๆ นี่!
“เฮ้! ท่านพี่เหวินจงทางนี้ ๆ”
ขณะที่เมธากำลังคิดเื่หุนทุ่นอยู่ ก็มีใครบางคนะโเรียกชื่อเหวินจงจากร้านเหล้า
“...” เมื่อเหวินจงเห็นชายหนุ่มที่เรียกชื่อตนก็เงียบ แล้วหันหน้าไปอีกทางอย่างไม่สนใจ
“ท่านพี่เห็นข้าแล้วทำเป็เมินข้างั้นรึ ใจร้ายจริง ๆ เลย ท่านจำน้องชายสุดที่รักของท่านไม่ได้แล้วหรือไร~”
ทันใดนั้น เหวินจงก็หันขวับมาทางชายหนุ่มแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม “ข้าไม่เคยมีน้องชายสำมะเลเทเมาอย่างเ้า วัน ๆ ไม่ทำการทำงานอะไร เอาแต่นั่งขลุกอยู่ในร้านเหล้า”
“แหม ๆ ท่านพี่ใจเย็น ๆ ก่อน พอเจอข้าก็สวดว่าข้าเป็ชุดเลยนะ~ ท่านพี่มานั่งทำใจให้สบายแล้วดื่มกับข้าสักจอกก่อนเถอะนะ” ชายหนุ่มขี้เมายิ้มตาปรือให้เหวินจงแล้วกล่าวต่อ
“ท่านพี่พอจะมีเงินให้ข้าสัก...สองร้อยตำลึงหรือไม่” ชายหนุ่มทำเสียงทะเล้นให้คนตรงหน้า
“นี่เ้า!!”
ชายหนุ่มหัวเราะร่าไปพักหนึ่งก็เลื่อนสายตามองไปทางด้านหลังของเหวินจง แล้วชี้นิ้วไปทางเมธาพร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยความคะนองในฤทธิ์สุรา “โอโห้! นั่นภรรยาท่านพี่ใช่หรือไม่ สะโพกและหน้าอกของภรรยาท่านช่างดูสะบึบสะบึ้มดีแท้” กล่าวจบชายหนุ่มก็ลูบคางมนตัวเองไปมาพร้อมทั้งมองเมธาด้วยสายตาแทะโลม
‘จะดูก็ดูเป็บุญตาไปเถอะ แล้วนายจะเสียใจทีหลัง เพราะมันไม่ใช่ของจริงโว้ย! แล้วที่มันดูสะบึ้มก็เป็เพราะผ้าที่ฉันเอามายัดไว้ต่างหาก เฮ้อ...รู้สึกว่าคนคนนี้จะก๊งเหล้าไปเยอะมิใช่น้อย’ เมธาคิดในใจ
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็ลืมคนที่ตัวเองเรียกว่าท่านพี่แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ ถลามายืนตรงหน้าของเมธาอย่างรวดเร็วพร้อมกับกล่าวน้ำเสียงร่า
“พี่หญิง ท่านงดงามยิ่งนัก แต่น่าเสียดายท่านไม่น่าได้แต่งงานกับคนจืดชืดอย่างท่านพี่เหวินจงเลย~~ อะแฮ่ม ๆ ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท ข้ามีนามว่า เหวินจิวซิน เป็น้องชายของท่านพี่เหวินจง ยินดีที่ได้รู้จักขอรับ”
เหวินจิวซินหรือชายขี้เมาผู้นี้มีผมยาวดำขลับ มัดรวบขึ้นเป็หางม้า เขามีใบหน้าเรียว จมูกโด่งเป็สัน และดวงตาคมมีเสน่ห์
ถึงแม้ว่าชายหนุ่มขี้เมานามเหวินจิวซินผู้นี้จะมีกลิ่นเหล้าคลุ้งไปทั่วตัวหรือเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่จะยับยู่ยี่ดูไม่เรียบร้อยก็ตาม แต่กระนั้นก็มิอาจบดบังรูปโฉมอันหล่อเหลาราวกับพระเอกหนังจีนของเขาได้แม้แต่นิดเดียว
บางทีก็แทบไม่อยากจะเชื่อว่าเหวินจิวซินผู้นี้คือชายขี้เมาที่พูดจาลามกใส่เมธาเมื่อกี้...
“นางไม่พูดกับคนขี้เมาอย่างเ้าหรอก! อวี้หลิน กลับบ้าน” พอเหวินจงกล่าวเสียงดังจบ เขาก็คว้าแขนเมธาไว้แน่นแล้วดึงให้เดินตามตนไปขึ้นรถม้าทันใด
เสี่ยวหยางที่เห็นภาพเมื่อกี้นางก็กะพริบตาปริบ ๆ มองตามหลังผู้เป็นายตัวเองที่กำลังถูกเหวินจงดึงแขนไปด้วยความตะลึงงัน
หนิงลี่มองมือของเหวินจงที่กำลังจับแขนของเมธาด้วยแววตาริษยา นางกำผ้าในมือแน่นไปพักหนึ่งแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามควบคุมอารมณ์แล้วเดินตามทั้งสองไปขึ้นรถม้า
เหวินจิวซินกลับมานั่งที่เก้าอี้หน้าร้านเหล้า หยิบจอกสุราขึ้นมามองไปพักหนึ่งแล้ววางจอกสุราลงบนโต๊ะเหมือนเดิม
“นางไม่ชอบคนดื่มสุรางั้นรึ” เหวินจิวซินพึมพำเสียงเบาพร้อมยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย