ผมกับไอรีนและอีเมอร์สันก็ไม่รู้ว่าถูกสุ่มมาที่ไหนในตอนนี้ เพราะสภาพแวดล้อมไม่ใช่ลักษณะป่าดิบชื้นอีกต่อไปแต่เป็นภูมิประเทศที่มีแต่เทือกเขาสีดำเต็มไปหมดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา
ในขณะที่คิดจะเดินสำรวจเล็กน้อยก็มีเขี้ยวของเจ้าตัวประหลาดโผล่ออกมาจากความมืดมากกว่าหนึ่งร้อยเขี้ยวแต่กลับไม่สามารถมองเห็นตัวของมันได้ ผมกับไอรีนและอีเมอร์สันหลบหลีกการโจมตีพวกมันอย่างยากลำบากมันไม่มีทั้งกลิ่นอายหรือจิตสังหาร มันไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงตัวตนของพวกมันได้เลย จะรับรู้ได้ก็ตอนที่มันเข้ามาถึงตัวในระยะหนึ่งเมตรแล้ว
“นี่มันตัวบ้าอะไรอีกเนี่ย อีเมอร์สันนายรู้อะไรไหม”
“กระผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นตัวอะไร แต่ดูจากความแปลกประหลาดมากขึ้นของเจ้าตัวประหลาดเหมือนจุดตรงนี้มันใกล้วิหารนั่นมากๆบางทีจุดที่พวกเรายืนอยู่มันน่าจะอีกไม่ถึงห้าพันกิโลเมตรก็สามารถไปที่วิหารนั่นได้แล้ว”
“วิหาร?”
“จุดที่เป็นด่านสุดท้ายของดันเจี้ยนที่นั่นคือที่ของผู้ปกครองโลกใบนี้อาศัยอยู่ เหมือนพวกมนุษย์จะเรียกมันว่าบอส และบอสของที่นี่ก็คือราชาคนเถื่อน กระผมบอกได้เต็มปากเลยว่าไม่มีใครสามารถออกไปจากที่นี่ได้หรอกครับ บางทีเจ้าตัวใหญ่น่ารังเกียจนั่นอาจกำหนดเวลาชีวิตคุณโรเบิร์ต คุณไอรีน หรือแม้กระทั่งคนอื่นๆเอาไว้แล้วก็ได้”
“แสดงว่ามันก็รู้ว่าพวกเราทำอะไรกันอยู่อย่างนั้นเหรอ?”
“ใช่แล้วครับพวกมันรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการกระทำ ล้วนอยู่ในสายตาของพวกมัน แต่ก็มียกเว้นอยู่ที่หนึ่ง”
“คงเป็นพวกซากปรักหักพังสินะ”
“ใช่แล้วครับคุณโรเบิร์ตเพราะถึงจะบอกว่าเป็นบอสก็จริงแต่มันก็ไม่ใช่ผู้ปกครองเหนือทุกสิ่งในโลกนี้จริงๆเพราะโลกแห่งนี้มันเคยเป็นของตกทอดมาจากยุคทวยเทพ”
“ที่ว่าจะไม่มีใครออกไปได้ ถ้าเป็นแค่นั้นฉันพอมีวิธีจัดการอยู่แล้วแต่ทำไมนายถึงมั่นใจขนาดนั้น”
“ก็เพราะเจ้าตัวใหญ่น่ารังเกียจนั่นมันไม่ได้มีแค่พลังของเผ่าพันธุ์อย่างสุดยอดการฟื้นฟูและร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวแต่จะมีพลังแห่งของโลกใบนี้ด้วยซึ่งเป็นพลังที่เอาไว้ใช้ควบคุมโลกใบนี้ทั้งใบถึงจะไม่ขนาดว่าควบคุมแบบตรงๆได้ แต่มันก็ควบคุมทุกอย่างที่อยู่ในระยะการโจมตีของมันได้ก็เท่ากับมันชนะแล้วละครับ ต่อให้กระผมใช้เกราะมังกรอย่างมากก็ได้แค่ยื้อเอาไว้แล้วหลังจากนั้นก็รอแค่เวลาที่พวกเราจะโดนฆ่าเท่านั้นเอง”
ผมไม่แน่ใจว่ากลืนโลหิตจะมีความสามารถพอที่จะฆ่ามันได้แน่นอนหรือไม่ เพราะครั้งก่อนที่ผมใช้ไปมันก็ใช้เคลื่อนย้ายพริบตาเอาพวกมันหนีไปได้เพราะฉะนั้นตัวมันก็น่าจะสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองหนีไปได้ด้วย
มันจะมีไหมนะทักษะที่จะทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถใช้ทักษะอะไรได้ในระยะเวลาหนึ่ง ถ้ามีมันละก็ผมก็สามารถยับยั้งทางหนีของมันได้อย่างสมบูรณ์ต่อจากนั้นก็เหลือแค่ให้ทักษะกลืนโลหิตกลืนกินพลังชีวิตมันพร้อมกับการโจมตีของผมกับไอรีนและอีเมอร์สันผมมั่นใจว่ามันต้องตายอย่างแน่นอน
แต่ปัญหาคือมันจะมีจริงเหรอทักษะที่ผมว่ามา ถ้าจากที่ฟังที่อีเมอร์สันบอกมาทั้งหมดบางทีมันอาจให้เวลาผมกับคนอื่นๆในดันเจี้ยนแห่งนี้ไม่น่าจะเกินสามเดือนเพราะฉะนั้นผมคงต้องรีบหาทางเพิ่มเลเวลทักษะกลืนโลหิตแล้วลุ้นว่าความสามารถเลเวลสามของมันจะเป็นอะไร หรือไม่ก็ต้องไปหาทักษะที่ระงับการใช้ทักษะที่ผมได้พูดไป
“รีบฝ่าพวกมันออกไปก่อนเถอะไม่อย่างนั้นได้โดนพวกมันเล่นจนหมดแรงแน่ๆ”
ผมกับไอรีนและอีเมอร์สันทุ่มพลังโจมตีทั้งหมดฝ่าพวกมันออกไป พวกมันก็ราวกับว่ารู้ดีว่าพวกผมคิดจะทำอะไรก็หลบออกไปในทันทีทำให้ผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เดี๋ยวนะ! มันดูจังหวะการต่อสู้ออกด้วยเหรอแย่แล้วสิถ้าเป็นแบบนี้คงต้องเสียเวลาแน่ๆ
“โรเบิร์ต อีเมอร์สันอยู่ตรงนี้ก่อนฉันมีวิธีแล้ว”
พูดจบร่างของไอรีนก็หายไปแล้วก็ไปปรากฏตัวบนท้องฟ้าในที่ที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเธอไปอยู่ตรงไหน ไอรีนดึงดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงออกมายกชูมันขึ้นเหนือหัว
จากนั้นก้อนเมฆสีขาวมากมายก็ไหลมารวมตัวกันกลายเป็นเมฆสีดำแผ่ขยายออกไปนับห้ากิโลเมตร ก่อนที่จะมีสายฟ้ามากมายกระจายตัวออกไปพร้อมเสียงที่ราวกับวันสิ้นโลก
ครืน! ครืน! ครืน!
สายฟ้าเจ็ดสี - หอกแห่งความพิโรธ
สายฟ้ามากมายแปรเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นหอกสายฟ้ามากมายนับไม่ถ้วนโดยที่มีเป้าหมายคือพวกเจ้าตัวประหลาดที่มองไม่เห็นพวกนั้น เธอคิดว่าในเมื่อมองมันไม่เห็นก็โจมตีมันให้หมดนี่แหละ หอกสายฟ้ามากมายพุ่งลงไปยังพื้นดินกระจายไปตามที่ต่างๆ
เจ้าตัวประหลาดที่มองไม่เห็นตัวตนก็หลบหนีออกไปคนละทิศคนละทางแต่ว่าพวกมันจะหนีไปไหนได้เพราะขอบเขตเมฆสีดำมันมีตั้งห้ากิโลเมตรจึงทำให้พวกมันแม้จะหลบหลีกหอกบางเล่มไปได้แต่ด้วยจำนวนที่มีมหาศาลราวกับว่ามันไม่มีวันหมด สุดท้ายก็ทำให้พวกมันทุกตัวถูกพลังโจมตีของหอกสายฟ้าบดขยี้ร่างที่มองไม่เห็นของพวกมันจนสลายกลายเป็นผุยผง
ผมกับอีเมอร์สันที่มองเห็นไอรีนที่ราวกับเป็นเทพสงครามจึงหันหน้ามาปรึกษากันอย่างเปิดอก
“พวกเราต้องไม่ทำให้ไอรีนโกรธอีกนะ ไม่อย่างนั้นพวกเราอาจโดนสายฟ้าพวกนั้นช่วยให้ไปโลกหน้าได้”
“คุณโรเบิร์ตพูดได้ถูกต้อง กระผมเองก็จะเลิกบ่นตอนที่คุณไอรีนกอดเอาไว้แล้ว”
“อืม อืม อืม ...”
“พวกนายซุบซิบอะไรกันอยู่ได้ไปกันได้แล้ว”
เมื่อยินเสียงของไอรีนผมกับอีเมอร์สันก็แยกตัวออกจากกันแล้วส่งรอยยิ้มไปให้เธอเล็กน้อย ไอรีนก็แสดงสีหน้างุนงงออกมาสองคนนี้ต้องมีอะไรปิดบังเธอเอาไว้แน่ๆไอรีนเก็บดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงลงไปในฝักก่อนที่จะเดินต่อไปยังเทือกเขาอีกแห่งหนึ่ง ผมกับอีเมอร์สันก็ส่งสัญญาณทางสายตากันเล็กน้อยก่อนจะเดินตามเธอไป
..........
มุมมอง เซล่า แคลร์ ไฮเอลฟ์ ผู้สืบทอดหัวหน้าเผ่าคนต่อไป
“อือ...ไม่นะ ลุค อลาโน่ เจนนี่”
ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาในพาหนะที่พวกลุค อลาโน่ และเจนนี่ ทำขึ้นมาเพื่อส่งฉันมายังที่ปลอดภัยเพื่อที่จะให้ฉันรอดกลับไปยังเผ่าได้ พวกเขาสละตนเองเพื่อฉันได้รอดกลับไป ฉันไม่อยากที่จะทำตัวไร้สาระเหมือนอย่างเคยเพราะมันจะทำให้การเสียสละของพวกเขาเปล่าประโยชน์เพราะฉะนั้นฉันต้องมีชีวิตต่อไปให้ได้
ฉันออกมาจากพาหนะมองซ้ายมองขวาภูมิประเทศได้เปลี่ยนไปแล้วตอนนี้ฉันมาอยู่ในภูมิประเทศที่มีแต่เทือกเขาสีดำเต็มไปหมดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา
ตอนนี้ไม่ว่าจะมองไปที่ไหนก็เหมือนๆกันไปหมดดังนั้นฉันก็เลยเลือกที่จะเดินไปอีกเทือกเขาที่อยู่ตรงหน้าของฉัน โดยที่ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ตอนนี้ฉันต้องเอาตัวรอดไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน
ผ่านไปกว่ายี่สิบนาทีก็เดินมาจนถึงเทือกเขาอีกแห่งเนื่องจากระยะทางไม่ได้ห่างไกลกันมากนัก ในขณะนั้นเองฉันก็สังเกตเห็นกลุ่มคนที่เข้ามาในที่แห่งนี้มากกว่าสามร้อยคนและมีอีกกลุ่มที่อยู่ไกลออกไปอีกรวมทั้งหมดก็ไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งพันคนพวกเขาไม่ใช่ทั้งกลุ่มของมนุษย์ป่าเถื่อนพวกนั้นหรือมนุษย์ชุดดำแต่เป็นอีกพวกหนึ่ง
ฉันตัดสินใจหลบเข้าไปภายในถ้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงอำพรางตนเองด้วยพลังธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ทำให้กลมกลืนไปกับกลิ่นอายของที่แห่งนี้ ถ้าไม่ใช่คนที่มีฝีมือระดับนักผจญภัยแรงค์ S หรือเทียบเท่า ที่มีความสามารถในด้านการตรวจจับเป็นพิเศษก็ไม่มีทางหาฉันเจอ ฉันคอยฟังเสียงของพวกเขาเอาไว้จากภายในถ้ำไปด้วย
ฉันรอดักฟังพวกเขาพูดคุยกันแต่กลับไม่มีแม้แต่จะหันหน้าไปคุยกันเลยเพราะเร่งรีบการเดินทางให้เร็วยิ่งขึ้น ผ่านไปนานพอสมควรก็ยังไม่มีเสียงคุยกันจนกระทั่งชายสามคนเดินผ่านมาในจังหวะที่อยู่ช่วงตอนกลางของกลุ่มทั้งสามร้อยกว่าคน
“เฮ้ ทางนี้จริงเหรอที่จะไปถึงที่อยู่ของบอสของดันเจี้ยนแห่งนี้”
“คุณพูดถูกแล้วไปทางนี้นั่นแหละครับคุณโคลด์ ตามทางนี้ไปอีกห้าพันกิโลเมตรก็ถึงแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินชื่อ โคลด์ ชื่อนี้ทำไมมันถึงทำให้ฉันรู้สึกคุ้นเคยเป็นพิเศษราวกับว่าเป็นชื่อที่เคยเรียกเป็นประจำเมื่อครั้งอดีตแต่ว่ามันตอนไหนกันนะ?
“ห้าพันกิโลเมตร นายคิดว่ามันเหมือนเดินจากหน้าบ้านไปหลังบ้านตนเองรึยังไงมันไม่ใช่ใกล้ๆนะต้องใช้เวลาเดินทาง อีกอย่างก็ยังมากับคนหมู่มากด้วย”
ชายอีกคนก็พูดตอบโต้ขึ้นมา
“จะไปว่าคุณเลขาไม่ได้นะลูเชียโน่ ช่วยไม่ได้นะก็คงต้องเป็นแบบนั้นแหละ นายก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าพวกเบื้องบนของจักรวรรดิเอสโทเนีย บอกมาให้รีบกำจัดบอสให้เร็วที่สุดและนำสมบัติสามชิ้นนั้นออกไปด้วยตอนนี้พวกเราก็ได้มาสองชิ้นแล้ว อีกชิ้นก็อยู่ที่บอสซึ่งอยู่ตรงหน้าพวกเราไปอีกไม่ไกล”
ลูเชียโน่...ลูเชียโน่ โคลด์ ทำไมถึงคุ้นเคยแต่กลับจำไม่ได้เลยว่าเคยได้ยินมันมาจากที่ไหนมาก่อน แต่ก็ชั่งมันเถอะอาจเป็นแค่คนที่ได้ยินชื่อมาจากพ่อของฉันก็ได้
สมบัติสามชิ้น? หรือว่าสิ่งที่พ่อของฉันให้มาหาพวกเขาก็มาหามันด้วย แล้วก็ได้ไปแล้วสองถึงว่าละทำไมฉันถึงหามันไม่เจอเลย และชิ้นสุดท้ายก็อยู่ที่บอสของที่นี่ ถ้าอย่างฉันก็ต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว จริงสิ ฉันยังมีสิ่งนั้นอยู่สิ่งที่ทำให้ฉันไปเมืองมนุษย์ในวัยเด็กโดยที่ไม่โดนจับได้ต่อให้เป็นนักผจญภัยแรงค์ SS มาเองก็ตามก็ไม่มีวันมองออก
ชายที่ชื่อ ลูเชียโน่ โคลด์ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดเล็กน้อย
“ก็ได้ๆ คุณเลขา ฉันมันก็เป็นแค่นักผจญภัยแรงค์ S ที่มาทำแค่หน้าที่ปราบบอสเท่านั้นฉันจะไม่เรื่องมากไปกว่านี้แล้ว”
“ขอบคุณที่เข้าใจครับคุณโคลด์ รีบเดินทางต่อเถอะ”
ลูเชียโน่ โคลด์ จับสัมผัสบางสิ่งได้จากระยะการสัมผัสรับรู้ของตนเอง
“เดี๋ยวก่อน ฉันจับสัมผัสกลิ่นอายของมนุษย์ได้”
ชายอีกคนที่เรียกลูเชียโน่ด้วยชื่อต้นอย่างสนิทสนมถาม
“พวกมันมีกันกี่คน”
“คนเดียว”
“คนเดียวจะสนไปทำไม”
“เธอเป็นผู้หญิงตอนนี้กำลังบาดเจ็บอยู่”
“แล้วยังไงไม่มีเวลามาเล่นบทวีรบุรุษช่วยสาวสวยนะ”
“ไม่ใช่แบบนั้นเพราะกลิ่นอายแบบนี้มันคนรู้จักของฉันเอง”
คำพูดของลูเชียโน่ โคลด์ทำให้ชายอีกคนที่พูดตอบโต้ถึงกับตกตะลึงพร้อมกับคนที่ถูกเรียกว่าคุณเลขาก็ด้วย
ลูเชียโน่ โคลด์ ไม่สนใจอะไรอีกแล้วพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วราวกับดาวหางจนผ่านกลุ่มของตนเองที่มีสามร้อยกว่าคนไปมุ่งหน้าไปอีกสองร้อยเมตรที่นั่นมีถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ เขาไม่รอช้ารีบเข้าไปภายในถ้ำทันทีเพราะเขารอมาตลอดรอมาเสมอกลิ่นอายเพื่อนสมัยเด็กที่หายตัวไปนับสิบกว่าปีกลับมาปรากฏตรงหน้าแล้วจะไม่ให้เขาตื่นเต้นได้ยังไงกัน
ฉันก็ไม่คิดว่าชายที่ชื่อ ลูเชียโน่ โคลด์ จะมาได้รวดเร็วขนาดนี้สมกับเป็นนักผจญภัยแรงค์ S จริงๆ ฉันคิดว่าจะแสร้งแสดงละครอะไรเล็กน้อยก่อนที่จะแอบแฝงตัวเข้าไปกับกลุ่มพวกเขา แต่ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปทั้งหมดเมื่อเขามายืนอยู่ตรงหน้าของฉัน.......... . . .