ตำนานแห่งซีน : จอมธาตุราชันย์ (ก่อนรีไรท์, ระหว่างรอพิมพ์)

    บทที่ 8 : สเตชูลา

    สเตชูลาคือชื่อของเศรษฐีหนุ่มผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งเดิมทีไม่ได้มีความสนใจหมู่บ้านชนบทที่สร้างขึ้นใหม่ห่างไกลเมืองหลวงอย่างเคทเทิลวิลเลจเลย จนกระทั่งเขาทราบข่าวเกี่ยวว่าเบื้องหลังหมู่บ้านแห่งนี้มีเงินทุนมหาศาลหมุนเวียนสนับสนุนอยู่ สเตชูลาจึงเปลี่ยนความคิดตัดสินใจย้ายหลักแหล่งมาแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ที่นี่
    สถานที่ที่สเตชูลาจากมาแต่ละแห่งมีสภาพความเป็นอยู่แตกต่างกัน แม้ดินแดนแห่งภูตที่ผู้คนใกล้ชิดกับธรรมชาติที่สุดก็ยังมีแหล่งเสื่อมทราม หนึ่งในนั้นคือเมืองเกิดของเขา
    ...แย่งชิง หรือถูกแย่งชิง...
    นั่นคือสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ เมื่อต้องการสิ่งใดก็ต้องแย่งชิงมาไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม ชีวิตในโลกเบื้องหลังของเขาเริ่มต้นตั้งแต่ การเป็นโจรล้วงกระเป๋าที่ต้องทำงานอยู่ในสังกัดขององค์กรผิดกฎหมาย จากนั้นก็ไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นผู้มีอิทธิพล
    เมื่อสเตชูลาร่ำรวยขึ้นและพยายามจะล้างมือจากธุรกิจโลกมืด นิสัยชื่นชอบการพนันแย่งสิ่งที่ต้องการกลับติดตัวเขาเสียแล้ว เบื้องหน้าของเขาคือเศรษฐีนักธุรกิจที่ใครต่างอิจฉา ภายใต้หน้ากากยิ้มแย้มดูดีกลับมีความหลังและนิสัยอันเลวร้ายซ่อนเร้นอยู่ มันไม่เคยหายไปแม้แต่วันที่เขาตัดสินใจจะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เคทเทิลวิลเลจ

    วันแรก ๆ ที่สเตชูลามาเยือนที่นี่ เขาออกสำรวจพื้นที่ในหมู่บ้านเพื่อมองหาลู่ทางทำธุรกิจใหม่ ๆ เขาพบว่านอกจากการค้าขายทั่วไปแล้วก็ยังไม่พบกับสิ่งที่รู้สึกสนใจเป็นพิเศษ กระทั่งเดินข้ามเขตการค้าสู่ย่านกสิกรรม ผ่านพื้นที่ ๆ ไม่ว่ามองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้ ไร่นาและปศุสัตว์ กลับพบกับสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้เขาสนใจได้
    สิ่งที่สะกดสายตาเขานั้นไม่ใช่สิ่งของ หากเป็นหญิงสาวนางหนึ่งผู้ที่ซ่อนความงามไว้ภายใต้ชุดและหมวกชาวไร่มอซอ ความรุ่มร่ามของเสื้อสีสกปรกนั่นไม่สามารถปกปิดเรือนร่างและทรวดทรงของเธอได้ ใบหน้าอันปราศจากเครื่องประทินโฉมเผยให้เห็นผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียนไม่กระดำกระด่าง คิ้วเข้มราวกับวาดด้วยดินสอ ประกอบกับดวงตาคมกลมโตและขนตาหนาเป็นแพ แม้ว่าเธอจะไม่ใช่หญิงผู้งามงดที่สุดในดินแดน แต่เมื่อทุกอย่างประกอบเข้าด้วยกันทำให้เธอมีเสน่ห์น่าหลงใหลไม่เหมือนหญิงสาวผู้ใด
    หญิงสาวกำลังจดจ่ออยู่กับการพรวนดิน เธอไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่ กระทั่งมีชายอีกคนในชุดชาวไร่สภาพไม่ต่างกันนักเดินเข้ามาทัก เธอจึงรู้สึกตัวและหยุดมือ
    “น้องเจ้าพักเถอะ ข้าบอกแล้วว่าข้าทำที่เหลือเองได้" เขาว่าพลางส่งกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำให้กับเธอ
    “ข้าจะปล่อยให้พี่ทำงานอยู่คนเดียวได้ยังไง เหนื่อยก็ต้องเหนื่อยด้วยกันสิ"
    “เจ้านี่ดื้อไม่เคยเปลี่ยนเลย" เขาถอนหายใจยอมแพ้
    “พี่ก็ดื้อพอกันน่ะแหละ"
    ทั้งสองคุยหยอกเย้าด้วยท่าทีสนิทสนม แววตาที่ทั้งคู่มองกันนั้นเปี่ยมไปด้วยความเสน่หา ซึ่งสเตชูตาเดาออกว่าหญิงสาวที่ตนประทับใจตั้งแต่แรกพบนั้นต้องเป็นภรรยาของชายผู้นี้อย่างแน่นอน ความรู้สึกบางอย่างปะทุอยู่ในใจ
    สเตชูลารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อสองสามีภรรยาที่เขาเสียมารยาทแอบดูทั้งคู่สนทนากันนั้นจ้องกลับมา เขาลูบท้ายทอยตัวเองด้วยความเก้อเขินและถือโอกาสนี้แนะนำตัว
    “สวัสดี ข้าชื่อสเตชูลา ข้ากำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจย้ายมาหมู่บ้านนี้ ก็เลยอยากลองดูรอบ ๆ พวกท่านทั้งสองพอจะแนะนำข้าได้ไหม"
    “โอ้ ยินดีต้อนรับสู่เคทเทิลวิลเลจ ข้าชื่อบาร์ริค ส่วนนี่ภรรยาของข้าฟาเบีย พวกข้าก็เพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี่เอง” ฝ่ายชายแนะนำตัวอย่างเป็นมิตรก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับการแต่งตัวของสเตชูลา พลันสรรพนามที่ใช้เรียกกลับนอบน้อมลงทันที “ท่านสเตชูลามีเรื่องอะไรอยากให้พวกข้าแนะนำว่ามาได้ หากไม่เกินกำลังข้าก็พร้อมช่วยเหลือ”
    จากนั้นบาร์ริคเล่าให้ฟังต่อว่าหมู่บ้านเดิมของพวกเขาได้รับอิทธิพลจากแดนจักรกลทำให้ผืนดินเสียหายเพาะปลูกอะไรก็ไม่งอกงาม เมื่อได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเมืองที่มีทั้งที่ดินแหละบ้านมอบให้ เขาจึงเสี่ยงเดินทางไกลและระหว่างทางเขาโชคดีได้พบกับฟาเบียผู้ซึ่งร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน
    “ที่นี่ดินดีแต่พื้นที่เพาะปลูกมีจำกัด ตรงตำแหน่งดี ๆ ก็โดนจับจองไปหมดแล้ว ข้าเลยต้องมาเลือกเอาแถวนี้"
    “งานหนักเลยนะเนี่ย" สเตชูลามองไปรอบ ๆ พื้นที่บางส่วนยังเป็นหลุมเป็นเนิน บางส่วนก็ยังมีวัชพืชที่ถูกถอนออกไม่หมด และคิดสงสารฟาเบียที่ต้องตรากตรำลำบากแบบนี้ มือไม้ต้องพุพอง ผิวต้องไหม้แดด อยู่กับเจ้าหมอนี่ไม่มีอะไรดีสักนิด
    “หินก้อนเล็ก ๆ ข้าขนออกไปหมดแล้ว แต่อย่างก้อนนั้นสงสัยต้องขอความช่วยเหลือจากคนแถวนี้มาช่วยกันลากออกไป" ชาวไร่ชี้ไปทางหินก้อนใหญ่ที่มีความสูงเกินศีรษะและขนาดประมาณสองคนโอบ
    “ถ้าตัดมันเป็นสักสามรึสี่ส่วนก็น่าจะยกออกไปได้ง่ายแล้ว" สเตชูลาเสนอ
    “ตัดก้อนหินเหรอ พูดเหมือนง่าย ท่านคิดว่าจะใช้อะไรตัดหินก้อนใหญ่แบบนี้ได้ล่ะ" บาร์ริคถามกลับ
    สเตชูลายิ้มเจ้าเล่ห์ เขาคาดเอาไว้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องสงสัย จึงใช้มือตบอาวุธด้ามยาวที่ตนนำติดตัวมาด้วย
    “จะยากอะไรก็ใช้ดาบวิเศษของข้านี่ไง"
    สเตชูลาค่อย ๆ ดึงดาบออกจากฝัก เผยให้เห็นใบมีดยาวประมาณสามศอก ทั้งรูปร่างและความเงางามต่อให้เป็นคนไม่เข้าใจเรื่องอาวุธอย่างชาวไร่ก็รู้ได้ทันทีว่ามันคือของมีค่า
    “ถ้าเป็นดาบนี่ล่ะก็ ฟันครั้งแรกขาดครึ่ง ฟันอีกครั้งก็กลายเป็นสี่ส่วน"
    ชาวไร่ทั้งสามีและภรรยาได้ฟังต่างขมวดคิ้ว แม้ดาบคมมากเพียงไรแต่วัตถุแข็งแบบหินเช่นนี้มีหรือจะผ่าได้ ถึงทำได้ก็ไม่น่าจะผ่าหินก้อนใหญ่เท่านี้ได้ภายในการลงดาบสองครั้ง ดูท่าชายผู้นี้มิใช่ขุนนางมาจากไหน หากเป็นชายสติไม่ดีคนหนึ่งเท่านั้น
    “ไม่เชื่อ?” สเตชูลาเลิกคิ้ว
    “ก็ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อหรอกนะ แต่ข้าว่ามันฟังดูเกินจริงไปหน่อย" ภรรยาของชาวไร่เป็นฝ่ายพูดบ้าง
    “เช่นนั้นมาพนันกันไหม"
    สเตชูลารู้สึกตื่นเต้นแต่ก็ต้องสะกดมันไว้ไม่ให้ทั้งสองผิดสังเกต อีกฝ่ายกำลังก้าวเข้ามาในกับดักที่เขาขุดหลุมพลางไว้ นี่คือความตื่นเต้นที่ทำให้เขาเลิกไม่ได้ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เขาต้องการ เพียงแค่ใช้การพนันและลูกล่อลูกชนนิดหน่อย สุดท้ายเขาก็ได้ทุกสิ่งมาไว้ในมือเสมอ
    ชาวไร่ผู้ซื่อตรงทั้งสองไม่ทันเกมของเขา ได้แต่มองหน้ากันและถามว่า
    “พนันด้วย?"
    สเตชูลาชี้ไปทางภรรยาแสนสวยของชาวไร่ก่อนจะโยนถุงผ้าให้ บาร์ริคกำลังตกตะลึงจึงไม่ทันรับมัน ถุงใบหนักหล่นลงกับพื้นทำให้สิ่งที่อยู่ด้านในกระจัดกระจายออกมา เหรียญทองจำนวนมากส่องประกายแวววาวในถุง จำนวนที่มากถึงขนาดที่ชาวไร่ยากจนทั้งสองไม่มีวันได้สัมผัสมัน เห็นดังนั้นสีหน้าของสามีจึงเปลี่ยนในทันใด
    "แค่นี้ก็ยังไม่เข้าใจอีกรึ ข้าจะพนันตัวภรรยาเจ้ากับเงินก้อนนี้" ฝ่ายชาวไร่นิ่งเงียบไปนาน สเตชูลาจึงประกาศความต้องการอีกรอบ
    “นี่แกจะดูถูกกันเกินไปแล้ว!" บาร์ริคคำรามอย่างเดือดดาล เขาพุ่งตัวหมายเข้าทำร้ายเศรษฐีหนุ่ม ทว่าคนรักกลับรั้งไว้เสียก่อน
    “อย่าพี่ การใช้กำลังไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา”
    “ในเมื่อเจ้าคิดว่าข้าตัดหินนั่นไม่ได้ ถ้าข้าแพ้เจ้าก็ได้เหรียญทองนี่ไป ไม่ได้เสียหายอะไรสักหน่อย"
    “เมียข้าไม่ใช่ของเดิมพัน" เขาตะคอกด้วยความโกรธจัด
    ดูเหมือนว่าการวางเงินเดิมพันครั้งนี้จะน้อยไป
    “เอาแบบนี้ไหมล่ะ ถ้าข้าแพ้เจ้าเอาเงินไปเต็มจำนวน แต่ถ้าข้าชนะ ข้าขอภรรยาของเจ้า ส่วนเจ้าก็ยังได้เงินครึ่งนึงเป็นค่าปลอบขวัญ" สเตชูลาต่อรอง "มีแต่ได้กับได้นะ คิดให้ดี ๆ เจ้าเองก็ต้องใช้เงินไม่ใช่รึ"
    “ใจเย็น ๆ ก่อนพี่" ภรรยาสาวพยายามเตือนสติชาวไร่ที่เกือบจะคลั่ง "ฟังข้านะ ต่อให้ดาบนั่นวิเศษแค่ไหนก็ฟันหินไม่ขาดครึ่งในทีเดียวหรอก ถ้าชนะเราจะมีเงินมากพอเลยนะ"
    “ข้าไม่อยากได้เงินของไอ้คนพรรค์นี้หรอก เจ้าอยากจะไปอยู่กับมันนักรึไง" บาร์ริคขึ้นเสียงใส่ภรรยาของตน เขาเริ่มควบคุมตนเองไม่อยู่ จุดเริ่มต้นเกิดจากความต้องการย้ายก้อนหินออกจากไร่ สู่จุดจบที่ไอ้หน้าอ่อนที่ไหนไม่รู้ใช้อำนาจเงินเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
    “อย่าพาลสิ พี่ก็รู้ว่าข้าน่ะรักพี่คนเดียว" สองมือของภรรยาประคองใบหน้าสามีเข้ามาใกล้และกระซิบ "เราจะได้ปลดหนี้ทั้งหมด และยังเหลือเงินอีกมากไว้ลงทุนไร่อย่างที่พี่ฝัน แถมเราจะได้มั่นใจว่าถ้ามีเจ้าตัวเล็กขึ้นสักวัน เขาจะไม่ต้องมาลำบากเหมือนกับเรา"
    ชาวไร่กัดฟันแน่นเพราะความเจ็บใจ เจ็บที่ภรรยาเห็นดีเห็นชอบกับข้อเสนอนี้ ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นคนรักศักดิ์ศรีมากคนหนึ่ง เพราะถ้าเป็นตอนที่พบกันครั้งแรก ๆ เขาเองนี่แหละที่ต้องเป็นฝ่ายห้ามไม่ให้ภรรยาต่อยปากของเจ้าผีพนันอวดดีนั่น สุดท้ายแล้วเขาก็ทำใจโกรธภรรยาไม่ลง
    หนี้สินทั้งหมดเริ่มจากหลายปีก่อนที่สองสามีภรรยาจะย้ายมาปักหลักที่นี่ พวกเขาพยายามต่อสู้ดิ้นรนในดินแดนอันแร้นแค้น พืชผลแห้งตายคาต้น ฝนที่ไม่ตกตามฤดูกาล การลงทุนที่เสียเปล่ามากมายทำให้พวกเขาต้องกู้เงิน หนี้เหล่านั้นพอกพูนเป็นทวีคูณอย่างรวดเร็วจากการคิดดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม จนในที่สุดพวกเขาแทบสิ้นเนื้อประดาตัว
    แสงแดดยามเที่ยงสาดส่อง ประกายจากเหรียญทองสะท้อนเข้าตาบดบังสติยั้งคิด หากชายหญิงชาวไร่ลองไตร่ตรองดูอีกนิดก็คงจะทราบข้อเท็จจริงว่า ถ้านักพนันไม่เห็นโอกาสชนะคงไม่กล้าท้าให้ขาดทุน
    “ต้องฟันให้ขาดครึ่งตามแนวตั้ง และฟันได้ครั้งเดียวเท่านั้น ถ้ามีลูกเล่นตุกติกนอกเหนือจากนี้ทุกอย่างจะถือเป็นโมฆะ" ชาวไร่ประกาศเงื่อนไขเสียงดัง เขาหันไปมองทางภรรยาเพื่อย้ำเป็นรอบสุดท้าย "เจ้าแน่ใจแล้วนะ"
    ถึงตอนนี้หากไม่มั่นใจก็คงห้ามสเตชูลาไม่ได้อีกแล้ว รอยยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะประดับบนใบหน้าของหนุ่มเศรษฐีพร้อมกับเงื้อดาบสีเงินขึ้นเหนือหัวและวาดแขนลง
    ฉับ!
    “ฟันไม่เข้า!" ฟาเบียร้อง
    “ไม่ใช่ เสียงแบบนี้มัน..." สามีชาวไร่พูดเสียงสั่น ถึงสภาพของหินจะดูเหมือนเดิม แต่เขารู้ว่ามันผิดปกติ เพราะถ้าฟันไม่เข้าดาบจะกระดอนหลุดมือหรือไม่ก็ปะทะจนดาบบิ่นหรือหักเลย
    สเตชูลาหัวเราะลั่นขณะที่หินกำลังเคลื่อนแยกตัวออกและล้มลงทั้งสองข้าง
    “ไม่มีอะไรที่ดาบวิเศษนี่ตัดไม่ขาด" เขาชี้ดาบไปทางชายชาวไร่ที่ทรุดเข่าลงอย่างสิ้นหวัง
    “ไม่จริงใช่ไหม" หญิงสาวก้มหน้าพึมพำออกมา แม้จะไม่อยากเชื่อแต่ดาบวิเศษนี่เป็นของจริง
    สเตชูลาไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาแม้แต่จะร่ำลา หลังจากทิ้งเหรียญเงินครึ่งหนึ่งไว้ตามสัญญา เขาก็ฉุดกระชากภรรยาของชาวไร่ไปต่อหน้าต่อตา ทิ้งให้สามียืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก
    “ไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดีเลย" สเตชูลามองรางวัลที่เขาชิงมาได้ด้วยความปลาบปลื้ม พลางคิดเยาะเย้ย
    เจ้าพวกชาวไร่ไร้ปัญญา นี่แหละคือโลกของความเป็นจริง ใครฉลาดกว่า มีไหวพริบดีกว่าย่อมได้เปรียบ
    “เจ้านี่งามเสียจริง เป็นเพชรที่ถูกทิ้งไว้ในตมแท้ ๆ ไม่ต้องห่วงข้าจะช่วยเจียระไนเจ้าเสียใหม่เอง” หนุ่มนักพนันใช้นิ้วมือเช็ดคราบสกปรกบนแก้มของหญิงสาวออก พลางจ้องมองเชยชมใกล้ ๆ ใช้สายตาคุกคามอย่างน่าเกลียด
    “ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าขอร้อง" เธอพยายามแกะมือของเขาออกพลางร้องขอความเมตตาแต่อีกฝ่ายกลับยิ่งได้ใจ สำหรับเขาแม้แต่เวลาที่เธอร้องไห้ก็ยังดูน่าชม
    “ยังไงวันนี้เจ้าก็ต้องเป็นของข้า"

    บาร์ริคได้แต่ปล่อยให้ชายแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันวันแรก พรากภรรยาสุดที่รักไปโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้ ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเอง
    "ไอ้เลวเอ้ย คิดบ้าอะไรยอมให้เขาเอาเมียตัวเองไปเป็นของเดิมพัน" เขาตีอกชกหัวตัวเองแต่ก็ยังไม่สมกับความคับแค้น "แกมันโง่ เห็นแก่ตัว ไอ้บ้าเอ้ย"
    บาร์ริคทำร้ายตัวเองจนเนื้อตัวเขียวช้ำกระทั่งหมดเรี่ยวแรงแม้แต่หมัดก็กำไม่ได้ เขาล้มตัวลงนอนกับท้องไร่และร้องไห้อย่างไม่อายใคร ในหัวมีแต่ภาพความทรงจำที่ร่วมสร้างด้วยกันมา เขายังจำวันแรกที่ได้พบเธอ วันที่ตัดสินใจขอดูใจกันอย่างเปิดเผย แม้ว่าทางครอบครัวของเธอนั้นไม่ค่อยชอบเขาเพราะฐานะที่ด้อยกว่า ภาพวันที่หนีตามกัน ตลอดหลายปีที่ลำบากมาด้วยกัน จนวันนี้มีที่ทำกินใหม่พร้อมกับความหวังว่าจะมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากบ้าง เธอกลับถูกพรากไปเพราะความโลภและความโกรธบังตา
    ชาวไร่ผู้สิ้นหวังรู้สึกโกรธเกลียดสเตชูลามาก แต่เขากลับเกลียดตัวเองยิ่งกว่า เกลียดความโง่และโลภที่หลงอุบายตื้น ๆ ของนักพนัน เขาลุกขึ้นแล้วเริ่มชกกำแพง ใช้วิธีการทำร้ายตัวเองหวังให้ความเจ็บปวดนี้ช่วยลดความคับแค้นใจให้เบาลงบ้าง
    ...แต่มันไม่ช่วยอะไร...

    error loadedบีเทิลเดรก ยามสองหัวแห่งทะเลสาบมัวร์