" คุณ... คุณ เป็ยังไงบ้างคะ ไหวไหมคะ "
นั่นเป็เสียงแว่วๆ ที่ดังเข้ามาในโสตประสาทตอนที่ผมกำลังจะรู้สึกตัว สติมันช่างเลือนรางนึกอะไรไม่ค่อยออก เท่าที่ผมพอจะนึกได้ตอนนี้ ก็คือตอนะโเข้าไปอัดโจรใจบาปแล้วผมก็กำลังยำมันอย่างสนุกมือจากนั้นผมก็เจ็บหนักเพราะความประมาทในชัยชนะของผมเอง... (อะไรนะ ไม่ใช่เหรอ? ไม่ใช่ผมที่ยำมันเหรอแต่มันยำผมแทน แหม คุณอย่าพึ่งขัดผมสิ นี่ผมกำลังเบลออยู่นะ จะขอเทพบ้างไม่ได้เหรอครับ T T )
แต่ถึงจะเจ็บหนักแค่ไหนยังไงก็ไม่น่าสลบไปนี่นาเพราะเื่ความอดทนผมไม่แพ้ใครเหมือนกัน เอ....เหมือนผมจะใกลัวอะไรสักอย่างจนช็อกสลบไป ใเื่ไรหวา นึกไม่ออก... สุดท้ายผมก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ มันเป็การลืมตาที่แสนยากลำบาก ทำไมเปลือกตามันถึงได้หนักอึ้งขนาดนี้กัน ผมค่อยๆ ฝืนลืมตาขึ้น จอประสาทตาของผมยังทำงานได้ไม่เต็มที่นัก ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้ามันเบลอไปหมด
ในที่สุดสายตาผมก็โฟกัสภาพได้ ภาพแรกที่ผมเห็นก็คือ ภาพของ คุณพี่สาวน้อยที่ผมได้ช่วยเธอเอาไว้หรือพูดอีกอย่างก็คือ พี่สาว ที่ความสาวเหลือน้อยแล้วนั่นเอง (ซึ่งถ้าเรียก อย่างหลังน่าจะถูกต้องที่สุด อืมมมม ใช่ผมมั่นใจสุดๆ ไม่เคยมั่นใจอะไรเท่านี้มาก่อน)
แต่ในขณะที่ผมกำลังคิดถึงเหตุการณ์ต่างก็มีเสียงทักขึ้นมา
" อ๊ะดีจัง คุณฟื้นแล้วเหรอคะ "
เธอพูดพร้อมกับก้มหน้าลงมามองผม
" คะ ครับ ฟะ ฟื้นแล้วครับ "
ผมตอบรับเ้าของเสียง แต่เอ๋...เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมใบหน้าของเธอถึงได้ มาอยู่ใกล้ผมถึงขนาดนี้กัน อึก..ใกล้จนััได้ถึงลมหายใจมรณะเบื่องหน้าเลย
ผมคิดได้ดังนั้นจึงรวบรวมสติสังเกตรอบๆ ตัวว่านี่ ที่ไหนกันแน่ มันก็ยังคงเป็ที่เดิมที่ผมไปเจอโจรเข้าไม่ใช่เหรอ
ตะ ตะ แต่..
..เื่นั้นไม่สำคัญ..
..เท่ากับ..
..ทำไม..
..ตรูข้าาาาา.. (ผมะโลั่นอยู่ในใจ)
ถึงได้มานอนหนุนตักของพี่สาวเหลือน้อยของเรากันได้ละเนี่ย โอ้ มายยยยย ก็อดดดดดดดด
ในขณะที่ผมยังสับสนกับชีวิตเสียงของพี่สาวเหลือน้อยของเราก็ดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
" ยังไงก็ต้องขอบคุณ ที่อุตส่าห์ะโเอาตัวเข้ามาปกป้องดิฉันไว้จนเจ็บหนัก "
เมื่อพูดจบผมเห็น เธอ ทำตาหยาดเยิ้มใส่ผม
(คุณผู้อ่านครับมาถึงตอนนี้คุณเชื่อไหมว่าผม ขนลุกเกรียวเลย มันลุกจากศีรษะลงไปยังปลายเท้า เอาง่ายๆ ผมแทบจับไข้หัวโกร๋นเลย)
จากนั้นเธอก็พูดต่อ
" เอานี่ค่ะ ตามสัญญา จะให้จูบที่เก็บมาเกือบ 65 ปี เป็รางวัลนะคะ "
พูดจบเธอก็ค่อยๆ โน้มตัวลงมาอย่างช้าๆ เข้ามาหา ตอนนั้นผมััได้ถึงเค้าลางของหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจ ั์ตาของผมเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว
ผมดิ้นรนสุดกำลังเพื่อให้ตัวเองรอดจากตรงนั้น และในที่สุดผมก็สามารถยันตัวเองออกมาจากตักของ คุณพี่สาวน้อยของเราจนได้ พอตั้งหลักได้เท่านั้น ผมได้ใช้ความเร็วที่มีทั้งหมดเท่าที่ผมจะเร็วได้ ใช่ครับความเร็วเสียงเป็ของผมนะตอนนั้น
ขณะที่คิดว่าตัวเองรอดแล้ว หมับบบ !... คุณพี่สาวเหลือน้อยของเรา เธอคว้าไหล่ของผมแล้วกระชากลงไปนอนบนตักที่เดิม (ใช่ครับ ความเร็วเสียงเป็ของผม แต่..ความไวแสง เป็ของเธอ) แถมคราวนี้เธอกดหน้าผากผมไว้แน่น..หมายมั่นจะส่งจูบพิฆาตให้จงได้ ผมหมดสิทธิ์ที่จะดิ้นรนขัดขืน ทำได้แค่เพียงร้องะโด้วยเสียงโหยหวนเท่านั้น
" ดะ ดะ เดี๋ยว ก่อนครับ คุณพี่ใจเย็นก่อนครับ หยุด หยุดดดดดดดดด ใครไปสัญญากับคุณพี่ไว้แบบนั้นกัน เดี๋ยววว คุณพี่ เหวอออ ป้า ป้าาาาา "
เสียงของผมไม่อาจส่งถึงคุณเธอ ได้เลยแม้แต่น้อย ผมทำได้แต่เพียง กรีดร้องอยู่ในใจ น้ำตาไหลนองแก้ม
" กรี๊ดดดดด แม่จ๋า ช่วยหนูด้วย "
ริมฝีปากของพี่สาวเหลือน้อยของเราค่อยๆ คืบคลานเข้ามา เข้ามา ใกล้เรื่อยๆ จนในที่สุด
......
...
..
.
เฮือก... ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา เหงื่อไหลชโลมทั่วร่าง หอบหายใจออกมาดัง แฮก แฮก ราวกับพึ่งไปวิ่งมา 20 กิโลเห็นจะได้ แต่ผมหาได้สนใจไม่ สิ่งแรกที่ทำคือมองไปรอบๆ ตัวด้วยความรวดเร็ว ดูว่า คุณป้ามหาภัย อยู่ไหม
ฟู่... ผมถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก นี่เราฝันไปเหรอเนี่ย เหมือนจริงสุดๆ โอยไม่เอาแล้วนะฝันแบบนี้ ผมยกมือขึ้นมาพนมไว้ตรงหน้าอก พร้อมทั้งอธิษฐานจิตถึงคุณป้าทันที
" คุณป้าครับ ถึงคุณป้าจะยังมีชีวิตอยู่แต่ผมก็ขอให้คุณป้ามีแต่ความสุขความเจริญนะครับ อย่าตามเข้ามาหลอกหลอนผมถึงในฝันอีกเลย แล้วก็เก็บรอยจูบอันศักดิ์สิทธิ์ของคุณป้าไว้เถอะครับ เก็บไว้ให้ตลอดกาลละนานเถิดดดด "
ขณะที่ผมกำลังตั้งใจอธิษฐานจิตอยู่นั้น อยู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากประตู
....ก๊อก......
....แก๊ก......
....ก๊อก......
....แก๊ก.....
ผมหันขวับไปทางประตูทันทีแล้วพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก.. ทันใดนั้น ประตูก็ถูกผลักออกอย่างแรง
" กรี๊ดดดดด "
เออ... เสียงผมเองขอโทษครับ เผลอตัวไปนิด ก็ผมกำลังหลอนกับ คุณป้ามหาภัยอยู่นี่นา
สิ่งที่อยู่หลังประตูที่ถูกเปิดออก คือ คุณพยาบาลชุดขาวเธอก้าวเข้ามาพร้อมกับทำหน้าประหลาดใจที่เห็นผมลุกขึ้นมานั่งพนมมือบนเตียง เธอยิ้มออกมาพร้อมกับถามผมว่า
" เป็อย่างไรบ้างคะ รู้สึกปวดหัว ตัวร้อนเจ็บตรงไหนรึเปล่าคะ แต่ตอนที่ถามคุณหมอ เห็นคุณหมอบอกว่าเท่าที่ตรวจดูไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง มีแค่แผลช้ำบางจุดเท่านั้น แต่ที่สลบไป คงเป็เพราะสมองคงถูกกระแทกอย่างแรงหรืออาจจะไปเจอเื่ที่ทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรงสมองเลยตัดการรับรู้เพื่อป้องกันสภาวะหัวใจวายค่ะ "
เมื่อได้ยินคุณพยาบาลอธิบายอย่างละเอียด ผมคิดในใจทันที
" ใช่เลยครับคุณพยาบาลเพราะอย่างหลังแน่นอน "
จากนั้นจึงเอ่ยถามคุณพยาบาลต่อทันที
" เออ.. คุณพยาบาลครับผมสลบไปนานไหมแล้วตอนนี้กี่โมงแล้วครับ? "
พยาบาลสาวก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือของตนก่อนจะเงยหน้ามาตอบคำถาม
" สลบไปนานเลยละคะ ส่วนตอนนี้ใกล้จะเที่ยงคืนแล้วค่ะ "
ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อทราบว่าตอนนี้กี่โมงแล้วพร้อมกับบ่นออกมา
" เวรกรรม งานยังทำค้างอยู่เลย โดนด่าเละเป็โจ๊กแน่เราพรุ่งนี้ เฮ้ออ.. "
จากนั้นจึงเอยขอกลับบ้านด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ
" ผมขอกลับบ้านได้ไหมครับ "
" ถ้าไม่เป็ไรแล้ว ก็กลับบ้านได้เลยค่ะ "
" ขอบคุณครับ คุณพยาบาล "
.
.
.
หลังจากที่ผมเคลียร์ค่าใช้จ่ายเสร็จ ผมเดินออกมาจากโรงพยาบาลจนมาเกือบจะถึงป้ายรถเมล์พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นรถเมล์ที่เคลื่อนตัวออกจากป้ายไปอย่างช้าๆ ผมถึงกับอุทานออกมาเสียงดัง
" อ๊ะ นั่น รถเที่ยวสุดท้ายนี่ รอผมด้วย รอก่อน "
ผมรีบวิ่งหวังจะไปให้ทันรถเมล์เที่ยวสุดท้าย ด้วยความรีบร้อนทำให้ไม่ทันระวัง อุ๊บ แอ๊ก ผมสะดุดล้มไม่เป็ท่าแว่นกระเด็นออกจากหน้า พอเงยหน้าขึ้นมารถเมล์ได้แล่นผ่านไปแล้ว ผมลุกขึ้นเก็บแว่นที่หลุดออก มองแว่นที่มีรอยร้าวจากการตกแล้วนั่งเหม่อมองไปตามเส้นทางว่างเปล่า รถก็ไม่มีผ่านมาสักคัน ผมได้แต่นั่งถอนหายใจ แล้วพูดกับตัวเอง
" เอาไงดีละทีนี้ จะกลับบ้านยังไงดี จากทางเส้นหลัก ถ้าเดินไปใช้เวลาไม่ต่ำกว่า สอง ชั่วโมงแน่ เฮ้ออ..มีแต่ต้องไปทางนี้แล้วสินะ ไม่อยากจะผ่านเลย พับผ่าสิ "
ผมพูดพร้อมกับหันไปมองทางเส้นเล็กๆ ที่ปรากฏ อยู่ข้างๆ ป้ายรถเมล์ ทางเข้าค่อนข้างรกร้าง เพราะไม่มีใครกล้าผ่านเลย ก็คงเป็เพราะเมื่อไม่นานมานี้ มีคดีะเืขวัญเกิดขึ้นที่เส้นทางแห่งนี้ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวข่าวนี้เป็ข่าวหน้า 1 เลยละ ผมขอเล่าเนื้อหาในข่าวเท่าที่จำได้แล้วกันนะ
วันแรกมีบุรุษพยาบาลหายตัวไปอย่างลึกลับขณะใช้เส้นทางนี้พร้อมกัน 3 คน ในวันต่อมาพยาบาลก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยไปอีกคน พอถึงวันที่ 3 ได้มีเ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตามหาและใช้กำลังในการออกค้นหา จำนวน 9 นาย สุดท้ายหายสาบสูญหมดทั้ง 9 นาย
หลังจากนั้นผู้คนพากันร่ำลือกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่า ไปเจอพวกค้ายาเสพติดบ้างละ โดนมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปบ้าง แม้กระทั่งลือว่ามี สิงโตที่หลุดออกมาจากสวนสัตว์มาล่าคนกินเป็อาหารก็มีนะ แต่คำพูดของผู้คนที่คิดไปต่างๆ นานา ยังไม่น่ากลัวเท่ากับ การพบเจอศพของผู้ที่หายสาบสูญไปก่อนหน้านี้ทั้ง 13 คน เมื่อเข้าสู่วันที่ เจ็ด นับจากที่บุรุษพยาบาลคนแรกได้หายตัวไปในวันแรก
สถานที่เจอศพของทั้ง 13 ศพนี้ไม่ได้เจอในทางเส้นนี้หรอก แต่ไปเจอที่แม่น้ำซึ่งห่างจากที่นี่ไปประมาณ 2 กิโลเมตรได้ แต่แม่น้ำสายนั้นมันเป็แม่น้ำที่ไหลผ่านเส้นทางที่ทั้ง 13 คนได้หายตัวไป ส่วนสภาพศพ ของทั้ง 13 ศพนั้น ดูแย่มากเลยละ เพราะคนที่ไปเจอคนแรกถึงขนาดช็อกพูดอะไรไม่ได้ไปเป็อาทิตย์เลย กว่าจะให้การได้เล่นเอาตำรวจลุ้นกันเหนื่อย
คนที่เจอศพคนแรกเขาเล่าให้ฟังว่า วันนั้นตรงกับวันอาทิตย์เป็วันที่เขาจะออกมาตกปลาเพื่อหารายได้เสริมที่แม่น้ำแห่งนั้นเป็ประจำ เขามาถึงที่แม่น้ำแห่งนั้นตอน หกโมงเช้า พอมาถึงก็เดินไปนั่งตกปลาที่ประจำตามปกติเหมือนที่เคยทำในทุกๆ ครั้ง
จนเวลาผ่านไปราวๆ ชั่วโมงเศษได้ เขาเริ่มเอะใจ ว่าทำไมวันนี้ ถึงตกปลาไม่ได้สักตัวทั้งๆ ที่วันนี้อาการแจ่มใส น้ำในแม่น้ำก็ไม่ได้ใสจนเกินไปแถมกระแสน้ำก็ไม่ได้พัดแรง ทุกอย่างลงตัวหมดแต่กับตกปลาไม่ได้เลย
เขาจึงตัดสินใจเดินย้อนขึ้นไปทางต้นน้ำ พอเดินไปได้สักสิบห้านาที เห็นว่าสถานที่น่าจะเหมาะดีแล้วจึงเริ่มหย่อนคันเบ็ดลงไปในน้ำใหม่ จากนั้นเขาก็รอให้ปลามากินเหยื่อ แต่รอได้ประมาณ 5 นาที ปลาก็ยังไม่ทันได้กินเหยื่อหรอก แต่ตอนนั้นเขาเริ่มสังเกตเห็นน้ำในแม่น้ำ ค่อยๆ เปลี่ยนสี จากเขียวมันค่อยๆ แดงขึ้น แดงขึ้น มันไหลลงมาตามกระแสน้ำเป็ทางยาว
ตอนนั้นเขาใมากถึงขนาดทำคันเบ็ดหลุดจากมือ เขาได้ยืนขึ้นแล้ววิ่งย้อนขึ้นไปตามรอยน้ำสีแดงที่ไหลลงมา จนไปพบกับซากศพลอยเกลื่อนเต็มแม่น้ำ บางศพไม่มีหัว บางศพตัวขาดไปครึ่ง ชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ลอยกระจายเต็มผืนน้ำจนไม่รู้ว่า ชิ้นไหนเป็ของศพไหนเลยละ กว่าจะนำชิ้นส่วนศพมาประกอบเพื่อดูว่าเป็ศพใครก็ใช้เวลาพอสมควร แต่ที่น่าแปลกใจคือบางศพมีรอยเขี้ยวขนาดใหญ่ รอยฉีกขาดเหมือนถูกกระชากก็หลายศพ ั้แ่นั้นมาก็ไม่เคยมีใครใช้เส้นทางนี้อีกเลย
.
.
.
ผมเดินไปหยุดหน้าทางเข้าและมองตรงเข้าไปในทางเส้นนั้น มันมืดสนิทมีเพียงแสงจันทร์่ที่ลอยพ้นก้อนเมฆเท่านั้นถึงจะทำให้พอเห็นทางเดินอยู่บ้าง ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ พร้อมกับคิดในใจ
" นี่ ตรู ต้องเดินไปทางนี้จริงเหรอวะ น่ากลัวอะ "
ขณะที่ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่นั้น ผมหลับตาลงเพื่อรวบรวมความกล้าที่จะผ่านเื่นี้ไปให้ได้ พยายามคิดถึงสิ่งที่เป็แรงใจเข้าไว้ แต่คิดยังไงๆ มันก็ไม่ไหวอยู่ดี และตอนที่ผมกำลังจะถอดใจ อยู่ๆ ก็มีภาพแวบเข้ามาในหัว เป็ภาพที่ชัดเจนแจ่มใสมาก ภาพของคุณป้ามหาภัยที่ทำตาหวานใส่ผม แล้วก้มลงมาจะจุ่มพิต ผมสะดุ้งโหยงทั้งที่ยังหลับตาอยู่ ขนลุกเกรียวทั้งตัว ผมรีบลืมตาขึ้นทันที พร้อมกับหัวเราะออกมาดังๆ
" ฮ่า ฮ่า มัวกลัวอะไรอยู่ได้นะเรา คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่ารอยจุ่มพิตของคุณป้ามหาภัยอีกแล้ว ฮ่า ฮ่า "
" ขอบคุณนะ ป้า ที่มอบความกล้าให้ผม แต่ขอร้องเถอะ อย่าเข้ามาในจินตนาการผมอีกเลย บรือ..."
ผมก้าวออกไปด้วยจิตใจแรงกล้า ก้าวแต่ละก้าวหนักแน่นมั่นคงไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใดเดินตรงไปในทางเส้นนั้นทันที พร้อมทั้งหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดเป็ไฟฉาย ในขณะที่แบตเตอรี่เหลือเพียงแค่ 37 เปอเซนต์เท่านั้น
.
.
.
ผ่านไป 10 นาที
" ทำไมมันน่ากลัวอย่างนี้วะ ขาจะก้าวไม่ออกอยู่แล้ว แถมเงียบสุดๆ เงียบจนปวดหูไปหมดแล้วเนี่ย "
ผมพร่ำบ่นกับตัวเอง ก็จะไม่ให้กลัวได้ไงละครับ ทางเส้นนี้มันตัดผ่านทะลุป่าทึบ สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นไม้ที่สูงใหญ่จนแสงจันทร์ส่องผ่านมาไม่ค่อยถึงพื้นดิน ทุกอย่างนิ่งสนิทไม่มีแม้เสียงนกที่ออกหากินตอนกลางคืน จิ้งหรีดที่ปกติต้องร้องแข่งขันกันก็ยังหายไปจนหมดจะมีเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองที่ปกติไม่ค่อยได้ยินหรอกแต่ตอนนี้มันช่างดังเหลือเกิน
แล้วก็มีเพียงแสงไฟจากโทรศัพท์ในมือผมเท่านั้นยังคอยนำทางและทำหน้าที่ของมัน ทำให้ผมสามารถก้าวต่อไปได้โดยไม่หยุด ผมรีบก้าวเท้าให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่แล้วเท้าที่ก้าวมาตลอด
โดยไม่พักก็ต้องมาหยุดลง เพราะภาพตรงหน้าทำให้ผมประหลาดใจไม่ใช่น้อย มันเป็ภาพของต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ล้มระเนระนาดกระจายไปทั่วบริเวณนั้น
" เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย "
ผมอุทานออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว ผมรู้ทันทีต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแน่นอน ผมรีบออกจากตรงนั้นทันที ตอนนั้นผมเปลี่ยนจากการก้าวเดินมาเป็วิ่งเรียบร้อยแล้ว ผมวิ่งออกมาสุดกำลัง จนคิดว่าไกลพอสมควร จึงหยุดพักหายใจ
" แฮก แฮก มะ ไม่ไหวแล้ว หายใจไม่ทันขอพักแป๊บหนึ่ง "
และในขณะที่ผมกำลังพักอยู่ โทรศัพท์เ้ากรรมก็ดันแบตเตอรี่หมดซะอีก
" เฮ้ยยย ไม่เอาน่า อย่าพึ่งทิ้งกันกลางทางสิ "
ในที่สุดมันก็ไม่มีทางเลือก ผมจำใจต้องออกเดินต่อแต่ตอนนี้เหลือแค่แสงจันทร์ที่ส่องลงมาทำให้พอเห็นทางอยู่บ้าง ผมเดินมาได้ประมาณ 10 เมตร ผมก็ต้องหยุดกึกอีกครั้ง
สายตาผมหรี่ลง จ้องมองภาพเบื้องหน้าที่ห่างออกไปพอสมควรแสงที่ส่องลงมาก็สลัวเหลือเกินมองไม่ชัดเลย ผมเห็นเหมือนคนกำลังกวักมือเรียกผม ตรงบริเวณดงต้นกล้วย ใจผมตกลงมาที่ตาตุ่มทันที
" เชี่ยยย เอาแล้วไง แม่นางตานีเล่นตรูเป็แน่แท้ ตื่นๆ หลวงพ่อตื่นๆ ลูกมีเื่แล้ว "
ผมทำการปลุกหลวงพ่อเป็การใหญ่แต่ดูเหมือนหลวงพ่อจะไม่ยอมตื่นขึ้นมาง่าย ผมเลยหลับตาแล้วกลั้นใจวิ่งฝ่าออกไป แต่แทนที่จะวิ่งไปทางออกจากป่ากับวิ่งตรงไปทางดงกล้วย (ก็มัวแต่หลับนี่นะ) ตู้ม แอ๊กก ผมวิ่งชนต้นกล้วยเต็มๆ โชคดีนะที่เป็ต้นกล้วยไม่เจ็บเท่าไร (ถ้าเป็ต้นตะเคียนนี่คงมีน็อก)
" โอยยย ทำไมวันนี้เจ็บตัวได้ทั้งวันเลยนะ หือ แล้วทำไมเราวิ่งมาทางนี้ละนี่มันดงกล้วยที่มีนางตานี นี่หวา ละ ละ แล้วนางตานีละ ไปไหนแล้ว "
ผมหันไปมองรอบๆ ตัวอย่างหวาดระแวงสุดท้ายก็ได้รู้ความจริงว่าที่ผมเห็นนั้นไม่ใช่นางตานี แต่เป็ใบกล้วยที่มันสั่นไหวเพราะแรงลมบวกกับแสงที่สลัวๆ เลยพาให้คิดเป็แบบนั้น
เมื่อคิดได้แบบนั้นผมก็เริ่มโชว์พาวอีกครั้ง
" ฮ่า ฮ่า ฮ่า โธ่ ไม่เห็นจะน่ากลัวเลย ผี เผลอ ที่ไหน มีก็ออกมาเลยนะ พี่จะได้ขอเป็แฟน ฮ่า ฮ่า "
ตุบบบบ ! อยู่ๆ มีเสียงอะไรบางอย่างตกลงมาจากต้นกล้วยใกล้ๆ กับที่ผมกำลังยืนโม้อยู่
" กรี๊ดดดดดดดดดดดดด แม่จ๋า " (เออ...คุณผู้อ่านครับ ข้ามช็อตที่ผมกรี๊ดไปก็ได้นะครับ)
พอผมกรี๊ดเสร็จ อะ อืม เอาใหม่ๆ คัต คัต แหะๆ เทคสองเริ่ม พอได้ยินเสียงที่ตกลงมาจากต้นกล้วยผมค่อยๆ หันไปทางต้นเสียงเพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็เสียงอะไรกันแน่
สิ่งที่เห็นทำให้ผมโล่งใจเพราะมันไม่ใช่นางตานี จากความกลัวเปลี่ยนมาเป็ความสงสัยทันที ก็สิ่งที่เห็นตรงหน้า มันเป็ค้างคาวตัวน้อยที่กำลังาเ็ แล้วตาของมันกำลังจ้องมองมาทางผม
ผมเห็นแบบนั้นก็รู้สึกสงสารขึ้นมาทันที แต่ก็แอบกลัวๆ มันอยู่ไม่กล้าเข้าไปจับมัน ขณะที่ผมคิดว่าจะเอายังไงดีกับค้างคาวตัวนี้
ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียง หมาหอนแต่อยู่ไกลๆ " โบ๋วววววว " ความคิดแล่นเข้าไปในหัวทันที โบราณว่าไว้ถ้าหมาหอนมันต้องเห็นผีสินะ หรือว่า แม่นางตานีจะยังอยู่แถวนี้ ไม่ใช่ว่ามายืนอยู่ข้างหลังเราแล้วนะ เท่านั้นแหละครับ ผมลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง ลืมแม้กระทั่งค้างคาวตัวนั้น ฟิ้วววววว ผมหายไปพร้อมกับสายลมเหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า
.....ส่วนแวมไพร์สาวในร่างค้างคาวตัวน้อยของเราก็ได้แต่มองตามแล้วทำตาปริบๆ.....