บทที่37
เริ่มต้นฝึกฝน
เซี่ยอันอวี่ทำตามคำแนะนำของมู่ซานอย่างเคร่งครัดนางหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้โลกภายนอกดับวูบเข้าสู่ความมืดสนิททุกสิ่งรอบกายเงียบงัน เหลือเพียงเสียงลมหายใจของตนเองที่ดังแผ่วเบา
ในห้วงสำนึกที่เงียบสงัดนางจดจ่อความคิดทั้งหมดไปยัง กำไลหยกหลากสี ที่สวมอยู่บนข้อมือข้างขวา รูปร่างสีสัน และสัมผัสเย็นของหยก ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในมโนภาพ นางเพ่งสมาธิจนนาทีหนึ่ง...ราวกับว่าจิตสำนึกของตนเองเชื่อมโยงกับบางสิ่งบางอย่างเข้าให้แล้ว
ทันใดนั้นเอง…
เซี่ยอันอวี่รู้สึกได้ถึงพลังบางอย่าง ที่ไหลบ่าผ่านข้อมือพลังนั้นแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายของนางอย่างเงียบงัน สัมผัสแรกที่ปะทะเข้ามา มันช่างแปลกประหลาด... แต่กลับไม่ได้น่าหวาดกลัว
ราวกับว่ามีกระแสธารเย็นเยียบสายหนึ่งไหลเวียนเข้าสู่เส้นเลือดและอวัยวะภายในทีละน้อย ความเย็นนั้นไม่ใช่ความหนาวเหน็บแต่เป็นความเย็นสบาย นุ่มนวล และชุ่มชื้นคล้ายกับสายน้ำบริสุทธิ์ที่กำลังหล่อเลี้ยงร่างกายจากภายใน
เส้นเอ็น กล้ามเนื้อแม้แต่เส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลง ทุกอณูภายใต้ชั้นผิวหนังของนางราวกับถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นทีละส่วน
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อความรู้สึกนี้แผ่ขยายไปทั่วร่างนางไม่เคยพบเจอสิ่งใดที่ใกล้เคียงกับประสบการณ์เช่นนี้มาก่อนความรู้สึกเหมือนร่างกายถูกโอบล้อมด้วยพลังที่มองไม่เห็น แต่กลับชัดเจนในทุกสัมผัส
แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดแต่สิ่งหนึ่งที่นางรับรู้ได้แน่ชัดก็คือ…
นี่คือพลังวิญญาณ พลังที่มู่ซานกล่าวถึง
ความเย็นสบายที่หลั่งไหลอยู่ในตัวนางนั้นกำลังหล่อเลี้ยงชีวิต กำลังหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอย่างเชื่องช้านางสัมผัสได้ว่าหากควบคุมพลังนี้ได้มากขึ้นร่างกายของตนเองจะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้แน่นอน
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดนางไม่อาจทราบได้…
เซี่ยอันอวี่ปล่อยจิตใจและร่างกายให้ล่องลอยเคลิบเคลิ้มไปกับกระแสพลังอันนุ่มนวลที่ไหลเวียนภายในราวกับว่าตัวนางกำลังจมหายไปในสายน้ำเย็นสบายอย่างไม่รู้ตัว
แต่แล้ว...
เสียงเรียกเบา ๆ ดังขึ้นข้างหูคล้ายเสียงกระซิบของสายลม
"ตื่นได้แล้วขอรับ"
น้ำเสียงคุ้นเคยของมู่ซานนั้นทำให้นางสะดุ้งเฮือกเหมือนคนถูกปลุกจากความฝันสติของเซี่ยอันอวี่ถูกดึงกลับมาในพริบตา ภาพกำไลหยกที่ชัดเจนในห้วงความคิด ค่อย ๆเลือนหายไปอย่างช้า ๆ
นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น...ดวงตากระพริบถี่เล็กน้อยเพื่อปรับโฟกัสสิ่งแรกที่รับรู้คือความเปลี่ยนแปลงชัดเจนยิ่งกว่าที่คาดคิด
เซี่ยอันอวี่นิ่งไปชั่วครู่ดวงตาของนางกวาดมองรอบด้าน ก่อนจะขมวดคิ้วอย่างสงสัย ทัศนียภาพรอบตัว...ดูสว่างไสวและคมชัดขึ้นกว่าปกติ แม้แสงแดดในยามบ่ายจะร้อนแรงแต่กลับไม่รู้สึกแสบตาเหมือนเช่นเคย
เสียงลมหอบเบา ๆ ที่พัดผ่านก็ดังชัดเจนขึ้นในหูของนาง ราวกับประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวมากกว่าเดิม
นางก้มลงมองฝ่ามือตนเอง สัมผัสถึงพลังงานบางอย่าง ที่ยังคงหลงเหลือไหลเวียนอยู่ภายในรู้สึกได้ว่าร่างกายเบาสบายขึ้นอย่างน่าประหลาดพละกำลังในตัวก็ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สายตาเหลือบมองขึ้นไปยังท้องฟ้าเห็นดวงอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำลงเซี่ยอันอวี่ก็พลันเข้าใจว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด
"ตั้งแต่เช้า... จนถึงบ่าย..." นางพึมพำเบาๆ พลางขมวดคิ้วแน่น
นางยืนนิ่งอยู่กลางสวนถึง 1-2ชั่วยาม โดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ สัมผัสของเวลาเหมือนถูกตัดขาดในตอนที่จิตของนางเชื่อมโยงกับกำไลหยกและพลังฟ้าดิน
ก่อนที่ความคิดจะสับสนไปมากกว่านี้เสียงใสของมู่ซานก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าจิ๋วของมัน
"ยินดีกับนายหญิงด้วยขอรับท่านสามารถเริ่มฝึกฝนได้แล้ว"
คำพูดนั้นทำให้เซี่ยอันอวี่ถึงกับเบิกตากว้าง ดวงตาสั่นระริกด้วยความตกตะลึง
"หะ...ได้แล้วหรือ!?" นางอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงทั้งตื่นตระหนกและไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง
มู่ซานพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจมันลอยวนรอบตัวเซี่ยอันอวี่หนึ่งรอบก่อนจะกล่าวต่อ
"แน่นอนขอรับ พลังวิญญาณได้หล่อเลี้ยงร่างกายของท่านแล้วก้าวแรกของการเป็นผู้ฝึกพลัง... ท่านผ่านมันมาได้ด้วยดี"
“สิ่งนี้ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณจะเรียกมันว่า... การเปิดชีพจร” เสียงของมู่ซานดังขึ้นพร้อมท่าทีคล้ายอาจารย์ผู้เฒ่ามันเดินวนอยู่กลางอากาศ มือไขว้หลัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“มันคือการเปิดประตูแห่งร่างกายเพื่อรองรับพลังวิญญาณจากฟ้าดินให้หลั่งไหลเข้าสู่ภายใน...”
“เมื่อสามารถเปิดชีพจรได้แล้วนั่นหมายความว่า—นายหญิงได้ก้าวเข้าสู่หนทางแห่งผู้ฝึกฝนพลังโดยสมบูรณ์”
เซี่ยอันอวี่ที่ยืนฟังถึงกับเบิกตากว้างดวงตาสะท้อนประกายแห่งความประหลาดใจ นางชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“นี่...ข้าเป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณแล้วจริง ๆ หรือ?” น้ำเสียงที่หลุดออกมานั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกปนตื่นเต้นนางกวาดสายตามองสำรวจร่างกายตนเองราวกับหวังจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
ไม่นานก็อดเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัยไม่ได้
“ง่าย... ขนาดนี้เลยหรือ?”
มู่ซานหัวเราะเบา ๆพลางส่ายหน้าด้วยท่าทางเอ็นดู
“หากเป็นคนทั่วไป คงไม่มีทางง่ายดายเช่นนี้หรอกขอรับ”
“สำหรับการเปิดชีพจรของผู้ฝึกฝนโดยปกติแล้วต่อให้มีพรสวรรค์ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7 วันหรืออาจยาวนานเป็นเดือน...”
“แต่เพราะนายหญิงมี กำไลหยก ชิ้นนั้นเป็นสื่อกลาง มันจึงช่วยเร่งการเปิดชีพจรและดึงพลังฟ้าดินเข้าสู่ร่างกายท่านได้รวดเร็วกว่าผู้ใด”
คำอธิบายของมู่ซานทำให้เซี่ยอันอวี่นิ่งงันไปชั่วขณะ
นางก้มลงมองข้อมือตนเองอย่างเงียบงันสายตาจับจ้องไปที่กำไลหยกหลากสีที่สวมอยู่...สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเพียงของติดตัวจาก "คุณแม่"กลับกลายเป็นวัตถุอันล้ำค่าเหนือจินตนาการ
ภายในใจของเซี่ยอันอวี่พลันรู้สึกถึงน้ำหนักบางอย่างที่เพิ่มขึ้นมาอย่างไร้รูปแบบน้ำหนักแห่งความลับและปริศนา
ลำพังแค่ความสามารถในการเรียกจิตวิญญาณบรรพกาลออกมาใช้งานได้นั่นก็ถือว่าน่าตกใจเกินพอแล้ว ทว่ายังมีคุณสมบัติเร้นลับที่สามารถเร่งการฝึกฝนจนก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไปได้อีก…
“เจ้ากำไลนี่...ตกลงแล้วมันคืออะไรกันแน่...” นางพึมพำในใจด้วยความรู้สึกทั้งตื่นเต้นและกังวลปะปนกัน
ดวงตาของเซี่ยอันอวี่ฉายแววครุ่นคิดก่อนที่คิ้วเรียวจะขมวดเข้าหากันอย่างไม่อาจห้ามได้
“ของวิเศษเช่นนี้ เหตุใด... จึงมาอยู่กับแม่ของข้า?”
ความสงสัยก่อตัวขึ้นในใจของนางมากขึ้นเรื่อยๆ นางพยายามค้นหาคำตอบจากเศษเสี้ยวความทรงจำที่เหลืออยู่แต่มันกลับเลือนรางเกินกว่าจะไขข้อข้องใจนี้ได้
เซี่ยอันอวี่ก็ขมวดคิ้วตัวของนางนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยเจ้ากำไรที่มีความสามารถพิเศษมากขนาดนี้เหตุใดจึงมาอยู่กับคุณแม่กัน