EPISODE 06
“มีใครคิดเหมือนผมไหม ผมรู้สึกว่าผู้หญิงที่เฮียโซ่พามา..หน้าคุ้นๆ”
ไอ้โปรดที่ปิดปากเงียบมาโดยตลอดเริ่มเปิดประเด็นเื่ใหม่ และดูเหมือนว่าเื่นี้จะจุดประกายความสนใจของสมาชิกในวงของผมได้เป็อย่างดี เพราะหลังจากที่ไอ้โปรดมันเอ่ยทักขึ้นมาแบบนั้นแล้ว ไอ้ภีมกับไอ้แรมก็ลากสายตาไปมองที่ผู้หญิงคนนั้นทันทีด้วยความสนใจ
“เออ คุ้นจริงแหละ”
“ผมก็ว่าคุ้น เหมือนเคยเจอที่ไหนสักที่ แต่ผมจำไม่ได้ว่าเคยเจอที่ไหน”
“ที่คอนเสิร์ต”
ไอ้โปรดไขความสงสัยให้ทุกคนทันที ซึ่งเื่นี้มันทำให้ผมรู้สึกเอะใจอะไรบางอย่างขึ้นมาทันทีว่าทำไมไอ้โปรดมันถึงจำหน้าผู้หญิงคนนั้นได้ทั้งๆ ที่วันนั้นมันไม่น่าจะมองเห็นหน้าของเธอชัด
“เออ ใช่ ที่คอนเสิร์ต ผู้หญิงที่เฮียพามาใช่คนเดียวกันกับผู้โชคดีที่เฮียจับฉลากได้ใช่ไหม”
ั้แ่ที่ผมรู้จักกับไอ้พวกนี้มาวันนี้เป็วันแรกที่ผมรู้ว่าไอ้พวกนี้มันความจำดีมากขนาดที่จำหน้าผู้หญิงที่มันพึ่งเจอได้แค่ครั้งเดียวแบบนี้ได้
“...”
ผมเลือกที่จะเงียบแทนที่จะตอบคำถามไอ้ภีม เพราะในตอนนี้ไม่ว่าผมจะพูดอะไรออกไปมันก็คงเป็การเปิดประเด็นให้ไอ้พวกนี้มันสงสัยในตัวผมได้ทั้งนั้น เพราะอย่างนั้นความเงียบจึงเป็ทางเลือกเดียวที่จะทำให้ผมเลี่ยงหนีจากความวุ่นวายพวกนั้นได้
“เอ๋ อะไรยังไงอะเฮีย มันจะบังเอิญเกินไปไหมเนี่ย ผมว่าผมได้กลิ่นตุๆ ลอยมาจากเฮียนะ”
อ่า ดูเหมือนว่าผมจะคิดผิด เพราะความเงียบของผมไม่สามารถหยุดความคิดเลยเถิดของไอ้ภีมได้เลยสักนิด เพราะตอนนี้นอกจากไอ้ภีมมันจะพูดกับผมมาด้วยน้ำเสียงดูเหมือนมันกำลังจับพิรุธผมแล้ว มันยังยื่นหน้าของมันมาดมผมเหมือนที่ไอ้หลงชอบทำเป็ประจำอีกด้วย
“ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ แล้วมึงก็ช่วยเลิกทำตัวเหมือนไอ้หลงสักที”
“นี่เฮียว่าผมเป็หมาเหรอ”
“ก็แล้วแต่มึงจะคิด”
“เอ่อ..คือ..โทษทีนะ ฉันอยากถามอะไรหน่อย”
ในระหว่างที่พวกผมกำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น จู่ๆ เสียงที่ไม่คุ้นเคยของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมา มันเลยทำให้พวกผมหยุดบทสนทนาไว้เพียงแค่นั้น ก่อนที่จะหันไปมองที่ต้นเสียงก็เห็นว่าตอนนี้ไอ้หลงมันไม่ได้นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นอีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังทำในสิ่งที่ทำให้ผมถึงกับต้องรู้สึกอับอายขายขี้หน้าขึ้นมาแทนน่ะสิ
“ปกติหมาของพวกคุณเป็แบบนี้หรือเปล่า”
ไม่เลย เพราะสภาพของไอ้หลงในตอนนี้มันห่างไกลจากคำว่าปกติเป็อย่างมาก ที่ผมบอกว่ามันไม่ปกติก็เพราะว่าตอนนี้ไอ้หลงมันกำลังยืนคร่อมขาของผู้หญิงคนนั้นพร้อมกับสะโพกของมันที่กำลังโยกเป็จังหวะเพื่อสำเร็จความใคร่ของมันอยู่น่ะสิ อ่า ให้ตายสิ ผมว่าชื่อเสียงที่พวกผมสะสมกันมา มันกำลังจะพังพินาศเพราะไอ้หลงเป็ต้นเหตุนี่แหละ
“แฮ่กๆ”
หอบหายใจดังขนาดนั้น ผมว่าตอนนี้ไอ้หลงมันคงไม่รู้ตัวอย่างแน่นอนว่ามันกำลังทำให้เ้านายของมันรู้สึกขายขี้หน้าเพราะการกระทำของมันมากแค่ไหน
“ไอ้ภีม”
ผมเปล่งเสียงเรียกชื่อไอ้ภีมไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง และเสียงของผมเมื่อกี้มันก็ทำให้เ้าของชื่อถึงกับต้องสะดุ้งขึ้นมาด้วยความใทันที
“ก่อนที่มึงจะซวยเพราะไอ้หมาบ้ากามที่มึงเป็คนเลี้ยง มึงรีบลากไอ้หลงกลับเข้ากรงเดี๋ยวนี้เลย”
“ครับเฮีย”
บ้าชะมัด นี่มันเป็ครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ผมต้องสบถในใจเพื่อระงับความหงุดหงิดของตัวเองเอาไว้ เพราะดูเหมือนว่าวันนี้มันจะเป็วันหายนะของผมจริงๆ นั่นแหละ หวังว่าหลังจากนี้คงไม่มีเื่อะไรทำให้ผมต้องรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาอีกนะ ไม่อย่างนั้นละก็ ผมคนนี้คงได้สบถคำหยาบออกมาเป็เสียงจริงๆ แน่ๆ
เฮ้อวันนี้มันช่างเป็วันที่ยาวนานสำหรับผมซะจริง เมื่อไหร่มันจะหมดวันไปสักทีวะ
นารา Talk
ฉันคิดว่าถ้าหากอีกัสอยู่กับฉันด้วย มันคงจะกรี๊ดจนเส้นเสียงของมันพังแน่ๆ เพราะตอนนี้ต่อหน้าฉันมีผู้ชายที่เพื่อนสนิทฉันเพ้อถึงทุกวันยืนอยู่น่ะสิ แถมยังไม่ได้มีแค่คนเดียวซะด้วยเพราะพวกเขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าฉันครบทุกคนเลยน่ะสิ ใช่ ฉันกำลังหมายถึงสมาชิกวงไดอาโทนิกที่อีกัสลากฉันไปดูคอนเสิร์ตของพวกเขาเมื่อหลายวันก่อนนั่นแหละ ตอนนี้พวกเขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าฉัน
“เอ่อ..ขอโทษที่ไอ้นี่มันทำตัวเสียมารยาทใส่นะสาวน้อย”
หืม สาวน้อย? เขาหมายถึงฉันเหรอ เฮ้ เท่าที่อีกัสเคยพูดกรอกหูฉันมา ฉันจำได้ว่าสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดในวงของพวกเขาอายุเท่ากับฉันไม่ใช่เหรอ และคนคนนั้นก็คือคนเดียวกับคนที่เรียกฉันว่าสาวน้อยเมื่อกี้อีกด้วย
เฮ้อ นี่ฉันถูกเข้าใจผิดอีกแล้วสินะ ใช่ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันถูกคนรุ่นราวคราวเดียวกันเข้าใจผิดคิดว่าฉันอายุน้อยกว่าหรอก เรียกว่ามันเป็เื่ที่ฉันเจอค่อนข้างบ่อยเลยก็ได้ เพราะใบหน้าของฉันตอนนี้มันไม่ต่างจากตอนที่ฉันยังเป็เด็กนักเรียนมัธยมสักนิด แม้ว่ามันจะผ่านไปหลายปีแล้วแต่ใบหน้าฉันยังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน มันเลยทำให้คนมักเข้าใจผิดคิดว่าฉันยังเป็เด็กนักเรียนตลอด
และทุกครั้งที่ฉันไปผับกับเพื่อนในกลุ่ม ก็คงไม่ต้องสงสัยกันหรอกนะว่าการ์ดให้ฉันเดินเข้าผับได้อย่างสบายๆ หรือเปล่า หึ แน่นอนว่าฉันไม่มีทางเดินเข้าไปได้สบายๆ อยู่แล้ว ใช่ ฉันโดนกักตัวตรวจบัตรก่อนเข้าผับทุกครั้ง ทั้งๆ ที่เพื่อนในกลุ่มของฉันทุกคนเดินเข้าไปได้โดยที่ไม่ต้องตรวจบัตรให้เสียเวลากันเลยสักคน ข้อดีของการมีใบหน้าอ่อนเยาว์มันก็มีอยู่หรอกนะแต่ข้อเสียมันมักจะเกิดขึ้นกับฉันบ่อยกว่านี่สิ ฉันเลยไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่ที่ตัวเองเกิดมาหน้าเด็กแบบนี้
ฉันคงจะโทษหน้าตาของฉันอย่างเดียวก็ไม่ได้หรอก เพราะส่วนสูงของฉันมันก็ไม่ต่างจากส่วนสูงของเด็กสักเท่าไหร่ มันไม่ใช่เพราะพันธุกรรมหรอกนะ เพราะพี่ชายฉันตอนนี้สูงเกือบจะสองเมตรได้อยู่แล้ว มันน่าจะเป็เพราะว่าตอนเด็กฉันไม่ยอมดื่มนมมากกว่า มันเลยส่งผลให้ฉันตัวเตี้ยแบบนี้ยังไงล่ะ
แต่...ฉันก็ไม่ได้เตี้ยขนาดนั้นหรอกนะ ฉันก็สูงตามมาตรฐานหญิงไทยทั่วไปนั่นแหละ แต่เป็ส่วนสูงตามมาตรฐานของหญิงไทยที่ยังไม่โตเต็มวัยน่ะ บวกกับคนรอบข้างของฉันที่กินเสาไฟฟ้าเป็อาหารกัน มันเลยทำให้ฉันยิ่งเตี้ยลงกว่าเดิม เพราะเหตุผลนี้ไง ฉันถึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็เด็กอยู่บ่อยๆ ทั้งๆ ที่ปีนี้เป็ปีสุดท้ายที่ฉันจะพ้นสภาพจากการเป็นักศึกษาแท้ๆ
“พอดีไอ้หลงมันไม่ค่อยได้เจอผู้หญิงน่ะ”
ไอ้หลง? อ๋อ หมาที่กำลังทำมิดีมิร้ายกับขาของฉันตอนนี้น่ะเหรอ ตอนแรกมันก็ทำตัวน่ารักกับฉันอยู่หรอก แค่ตอนนี้ฉันคิดว่าหมาตัวนี้มันเริ่มทำตัวแปลกๆ เข้าไปทุกที ไม่สิ ที่แปลกฉันว่าไม่ได้มีแค่หมาหรอก ฉันรู้สึกว่าคนที่นี่ก็แปลกด้วย โดยเฉพาะคนที่ลากฉันมาที่นี่ยังไงล่ะ
คงสงสัยกันใช่ไหมล่ะว่าฉันมายืนอยู่กับคนดังระดับประเทศพวกนี้ได้ยังไง ก็...มันอาจจะเป็เื่บังเอิญสำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับฉันมันคือความซวย ซวยที่ถูกชน ซวยที่พลาดท่าเสียหลักล้ม ซวยที่ได้แผลจากการล้มในครั้งนั้น และที่ซวยไปมากกว่านั้นก็คือ คู่กรณีของฉันคือ โซ่ ผู้ชายที่สาวๆ เกือบทั้งประเทศ (ยกเว้นฉัน) ต่างก็ยินดีมอบหัวใจให้แก่เขาน่ะสิ
เพราะเขาเดินมาชนฉัน เขาถึงลากฉันมาที่นี่ด้วย ทั้งๆ ที่ฉันก็ค้านเขาหลังชนฝ่าแล้วแท้ๆ แต่เขาก็ยังลากฉันมา โดยเขาได้อ้างเหตุผลกับฉันมาว่าเขา้าที่จะรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาทำกับฉัน ซึ่งนั่นฉันไม่ได้เรียกร้องหรือว่า้าเลยสักนิด ทุกอย่าง เขาเสนอให้ฉันเองโดยที่เขาไม่แม้แต่จะฟังคำปฏิเสธของฉันเลย และนั่นเลยเป็สาเหตุที่ทำให้ฉันต้องมาอยู่ที่นี่ยังไงล่ะ
“ไปนั่งรอตรงนั้น”
คนที่เป็คนลากฉันมาที่นี่หันมาเอ่ยกับฉันเสียงเรียบ ก่อนที่เขาจะเดินหายไปที่ไหนสักที่ โดนทิ้งให้ฉันยืนเอ๋ออยู่ตรงนี้ โดยมีสายตาจากสมาชิกในวงของเขาจ้องมองมาที่ฉันอยู่ตลอดเวลา อ่า พวกเขาจะรู้ตัวไหมนะว่าการที่พวกเขามองฉันมาด้วยสายตาแบบนั้นมันกำลังทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด
อ่า ฉันไม่นั่งได้ไหม ตอนนี้ฉันอยากไปจากที่นี่มากกว่านั่งน่ะ
“นั่งก่อนสิ”
เมื่อเห็นว่าฉันยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม หนึ่งในคนที่ยืนจ้องฉันอยู่เมื่อกี้ก็หันมาเอ่ยกับฉัน
“อะ อืม”
ในเมื่ออยากให้ฉันนั่ง ฉันนั่งก็ได้วะ
“ขอโทษที่สัตว์เลี้ยงของพวกเราทำตัวเสียมารยาทใส่นะ”
“อ่า ไม่เป็ไร..ค่ะ”
ปกติเวลาที่ฉันจะคุยกับคนแปลกหน้าฉันก็จะใช้คำพูดสุภาพพูดด้วยตลอด และคนที่เป็คนพูดกับฉันเมื่อกี้ก็ดูเหมือนจะโตกว่าฉันด้วย ฉันเลยคิดว่าการที่ฉันพูดมาหางเสียงกับเขาคงน่าจะเป็อะไรที่เข้าท่ากว่า ถึงแม้ว่าฉันจะไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแล้วก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่อยากถูกคนอื่นมองว่าฉันเป็คนไม่มีมารยาทหรอกนะ
“ว่าแต่เราชื่ออะไรเหรอ พี่ชื่อแรม ส่วนคนที่นั่งข้างๆ พี่ชื่อโปรด และไอ้คนที่ลากไอ้หลง เอ่อ สัตว์เลี้ยงของเรามีชื่อว่าหลงน่ะ คนที่ลากมันไปเมื่อกี้ชื่อว่าภีม คงจะเคยได้ยินชื่อพวกเราผ่านหูมาบ้างน่ะ”
ฉันเคยได้ยินชื่อของพวกเขาก็จริง แต่ฉันแค่จำไม่ได้ว่าใครเป็ใครน่ะ
“นาราค่ะ”
“ชื่อเพราะดี”
“เอ่อ..ขอบคุณค่ะ”
“คุยไรกัน”
ในระหว่างที่ฉันกำลังถูกสอบสวนประวัติส่วนตัวอยู่นั้น จู่ๆ คนที่เดินหายไปเมื่อกี้ก็เดินกลับมาพร้อมกับในมือของเขาถือกล่องอะไรบางอย่างติดมือมาด้วย ถ้าให้ฉันเดามันคงเป็กล่องปฐมพยาบาลนั่นแหละ อ่า จริงสิ เขาบอกว่าเขาจะพาฉันมาทำแผลนี่นา ตอนแรกฉันก็คิดว่าเขาจะไปฉันไปทำแผลที่โรงพยาบาลซะอีก แต่ที่ที่เขาพาฉันมันดันเป็บ้านแทนนี่สิ
แต่..จะบอกว่าที่นี่เป็บ้านก็คงไม่เชิง มันแค่ภายนอกเท่านั้นที่ดูเหมือนบ้าน เพราะภายในมันไม่เหมือนบ้านทั่วไปที่คนใช้พักอาศัยเลยสักนิด มันเหมือนกับห้องสตูดิโอที่ใช้ในการทำเพลงมากกว่า แต่ฉันก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเขาพาฉันมาที่นี่ทำไม ถ้าไปโรงพยาบาลมันก็น่าจะสะดวกกว่ากันเยอะไม่ใช่เหรอ เอ๊ะ หรือว่าที่เขาเลือกพาฉันมาที่นี่เพราะเขามีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่กันแน่
“กูแค่ชวนน้องนาราคุยน่ะเผื่อว่าน้องเขาจะรู้สึกอึดอัดเพราะพวกเรา”
ไม่ต้องห่วงว่าฉันจะรู้สึกอึดอัดหรอก เพราะฉันรู้สึกแบบนั้นั้แ่ก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้แล้ว
“นารา?”
“นี่มึงไม่รู้ชื่อน้องเขาเหรอ”
“อืม”
“นี่มึงไม่รู้พื้นฐานของการเข้าสังคมเลยใช่ไหมว่าการถามชื่อมันคือสิ่งแรกที่มึงควรทำ แต่มึงเล่นข้ามขั้นตอนพาน้องเขามาที่นี่โดยที่มึงไม่แม้แต่จะถามชื่อน้องเขาเลยเนี่ยนะ”
“กูลืม”
เขาพึมพำตอบสมาชิกในวงของเขาไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนที่เขาจะถือกล่องปฐมพยาบาลเดินมานั่งลงข้างๆ ฉัน แล้วหันมาเอ่ยกับฉันด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า..
“ยื่นมือมา”
มือ? หมายถึงมือฉันอย่างนั้นเหรอ เขาจะเอามือฉันไปทำไม
“ฉันจะทำแผลให้”
“ไม่ต้อง”
ฉันรีบปฏิเสธเขาไปทันทีหลังจากที่เขาบอกจุดประสงค์ของเขามาเมื่อกี้
“ฉันทำเอง”
“ทำเองได้?”
“ได้สิ มันจะยากอะไรก็แค่ทำแผล...”
แต่ฉันก็ต้องชะงักไปทันทีเมื่อฉันก้มหน้าลงมองฝ่ามือของตัวเองก็เห็นว่าแผลที่ว่านั่นมันอยู่ที่ตำแหน่งมือข้างขวาของฉัน และฉันก็เป็คนที่ถนัดใช้มือข้างขวาอีก อ้าว แล้วแบบนี้ฉันจะทำแผลให้ตัวเองยังไงวะ ฉันเป็คนที่ใช้มือข้างซ้ายไม่ได้เื่ซะด้วยสิ
“ถนัดขวาสินะ ถ้างั้นก็นั่งนิ่งๆ ฉันจะทำแผลให้”
หมับ!
ทันทีที่เขาพูดจบ เขาก็เอื้อมมือมาดึงมือข้างขวาของฉันไปทันทีก่อนที่เขาจะเริ่มลงมือทำความสะอาดแผลที่ฝ่ามือให้ฉันอย่างช้าๆ ชิ ถ้าหากว่าฉันถนัดซ้ายละก็ฉันคงไม่ยอมให้เขามาฉวยโอกาสจับมือฉันแบบนี้หรอก
“ที่คุณบอกว่าจะเจรจา ตกลงคุณจะเจรจาอะไรกับฉันกันแน่”
ในระหว่างที่ฉันกำลังนั่งปล่อยให้เขาทำแผลที่มือให้ตัวเอง ฉันก็ตัดสินใจเอ่ยถามเขาถึงเื่ที่เขาเคยพูดกับฉันก่อนที่จะมาที่นี่ทันที เพราะฉันไม่อยากจะเสียเวลาอยู่ที่นี่สักเท่าไหร่ รีบๆ จัดการให้มันจบๆ ฉันจะได้กลับสักที มันก็เริ่มมืดมากแล้ว การที่ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างฉันมาอยู่ในบ้านกับกลุ่มผู้ชายแปลกหน้ามืดๆ แบบนี้มันคงไม่ใช่เื่ที่ปลอดภัยสักเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็คนที่มีชื่อเสียงก็เถอะ แต่ฉันก็ไว้วางใจพวกเขาไม่ได้หรอก ก็ฉันไม่รู้จักกับพวกเขานี่นา ฉันจะไว้ใจพวกเขาได้ยังไงกันล่ะ
“ทุกเื่เธอเจอในวันนี้”
หืม เื่ที่ฉันเจอในวันนี้อย่างนั้นเหรอ เขาจะเจรจาทำไม มีอะไรที่ต้องเจรจากันอีกเหรอ
“เราต้องคุยกัน”
“หมายถึงเื่อะไร เื่ที่คุณทำฉันล้มจนได้แผลน่ะเหรอ หรือว่าเื่ที่หมาคุณทำทะลึ่งกับขาฉัน ถ้าหากว่าเื่พวกนั้น ฉันไม่เอาความอยู่แล้ว”
“ที่ฉันพาเธอมาที่นี่ก็เพราะว่าฉันอยากทำข้อตกลงกับเธอ”
“ข้อตกลงอะไร”
“เธอต้องเก็บเื่ในวันนี้เป็ความลับ”
ห๊ะ ที่เขาพาฉันมาที่นี่ก็เพราะว่าเขาอยากจะให้ฉันเก็บเื่ในวันนี้เป็ความลับอย่างนั้นเหรอ เฮ้อ เื่แค่นี้เขาก็น่าจะบอกฉันั้แ่ที่อยู่ตลาดนัดนั่นแล้ว เขาไม่จำเป็ต้องลากฉันมาที่นี่ด้วยเลยสักนิด ให้ตายสิ แค่เื่เล็กน้อยแค่นี้ทำไมเขาต้องทำให้เป็เื่ใหญ่ด้วยเนี่ย เสียเวลาฉันชะมัด ถ้าหากว่าเขาไม่ลากฉันมาด้วยป่านนี้ฉันยังคงนั่งกินอะไรอร่อยๆ อยู่แน่ๆ แต่ฉันกลับต้องมานั่งจมปลักอยู่ที่นี่แทนซะงั้น เฮ้อ เซ็งชะมัด
“เื่เล็กแค่นี้คุณไม่จำเป็ต้องลากฉันมาคุยถึงที่นี่ก็ได้ บอกฉันดีๆ ั้แ่แรกก็จบแล้ว”
“ถ้าหากว่ามีคนอื่นรู้เื่นี้มันคงไม่ใช่เื่เล็กอย่างที่เธอคิดแน่ เธอก็รู้ว่าฉันเอาชื่อเสียงของฉันไปเสี่ยงกับเื่เล็กน้อยพวกนี้ไม่ได้ และเพื่อกันไม่ให้เกิดเื่วุ่นวายตามมาทีหลัง ฉันเลยต้องพาเธอมาเจรจาที่นี่ยังไงล่ะ”
พรึบ!
หลังจากที่เขาพูดจบเขาก็ยื่นเอากระดาษหลายฉบับส่งมาให้ฉัน ฉันเลยรับมันมาเปิดดูทันทีก็เห็นว่าสิ่งที่เขายื่นส่งมาให้ฉันเมื่อกี้มันคือเช็คเงินสดฉบับหนึ่ง กระดาษสัญญาอะไรสักอย่างอีกหนึ่งฉบับ แล้วก็..หืม กระดาษที่มีรอยขีดเขียนนี่มันคืออะไร กระดาษใช้ทดสอบความไหลลื่นของหมึกปากกาหรือเปล่า แล้วเขาเอามาให้ทำไมเนี่ย ฉันไม่ใช่ถังขยะนะ ถ้าจะทิ้งก็เดินเอาไปทิ้งที่ถังขยะสิ
“นี่อะไร”
“ลายเซ็นและค่าทำขวัญเล็กๆ น้อยๆ หวังว่าเธอจะชอบนะ”
หือ กระดาษแผ่นนี้มันคือกระดาษลายเซ็นของเขาเองหรอกเหรอ ฉันนึกว่ามันเป็กระดาษทดลองหมึกปากกาซะอีก แล้วก็เช็คเงินสดนี่มันคือค่าปิดปากของฉันสินะ แต่..เขาให้ฉันทำไม ฉันไม่อยากได้
"ในเมื่อเธอก็ได้ลายเซ็นของฉันไปแล้ว เธอช่วยลืมเื่วันนี้ไปให้หมดหน่อยได้ไหม"
“...”
“อ่อ เื่นี้คงรับปากกันทางวาจาอย่างเดียวคงไม่ได้ ถ้างั้นเธอช่วยเซ็นชื่อที่สัญญาฉบับนั้นให้ฉันด้วยก็แล้วกัน”
แล้วเขาก็ยื่นปากกาส่งมาให้ฉัน เฮ้อ เดี๋ยวนะ ที่เขาบอกว่าให้ฉันเซ็นเนี่ย เขาให้ฉันเซ็นกระดาษแผ่นนี้อย่างนั้นเหรอ ฉันไม่เข้าใจ ทำไมฉันต้องทำตามคำพูดของเขา
“สัญญาอะไร”
“สัญญาเก็บความลับ”
ห๊ะ สัญญาเก็บความลับ นี่เขาเล่นใหญ่ถึงขั้นทำสัญญาฉบับนี้ขึ้นมาเลยอย่างนั้นเหรอ
“มือเธอคงไม่เจ็บจนถึงขั้นที่จะเซ็นชื่อตัวเองไม่ได้หรอกนะ”
“ทำไมฉันต้องเซ็น”
“ก็เพราะว่าถ้าหากว่ามีคนข่าวเกี่ยวกับเื่ในวันนี้แพร่งพรายออกไป ฉันจะได้ตามเอาเื่ถูกคนยังไงล่ะ”
“...”
“ศิลปินนะถูกโจมตีได้ง่าย เธอก็น่าจะรู้ ฉันไม่อยากจะมีข่าวฉาวอีกน่ะ แบบว่าฉันเกลียดความวุ่นวาย และที่ฉันอยากให้เธอเซ็นสัญญาเก็บความลับก็เพราะว่าก็ไม่มีใครรู้เื่ที่พวกฉันอยู่ที่นี่กันน่ะ เพื่อไม่ให้คนรู้เื่ที่อยู่ของพวกฉัน เธอควรเซ็นสัญญาฉบับนั้นซะ เื่ในวันนี้จะได้จบสักที”
เฮ้ นี่เขาลืมไปหรือเปล่าว่าฉันไม่ได้มาที่นี่ด้วยตัวของฉันเอง เขาเป็คนลากฉันมาเองน่ะ ถ้าหากว่าเขากลัวว่าคนอื่นจะรู้ที่อยู่ของเขา เขาพาฉันมาที่นี่ั้แ่แรกทำไมเนี่ย เฮ้อ วุ่นวายซะจริง มันไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวหรอกที่เกลียดความวุ่นวาย ฉันเองก็เกลียดเหมือนกันแหละ โดยเฉพาะความวุ่นวายที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้ยังไงล่ะ
“ก็ได้ ฉันยอมเซ็นให้คุณก็ได้ แต่ฉันขอพูดอะไรบางอย่างก่อนได้ไหม”
“ได้ พูดมา”
“ลายเซ็นนี่ ฉันไม่อยากได้ เอาคืนไป”
ในขณะที่พูดฉันก็ยื่นเอากระดาษที่มีลายเซ็นที่ว่านั่นคืนให้เ้าของทันที
“ค่าปิดปากที่คุณให้ฉันมา ฉันก็ไม่อยากได้เหมือนกัน เอากลับคืนไป”
แล้วฉันก็ยื่นเช็คเงินสดส่งกลับไปให้เขา
“อ่อ เหลือลายเซ็นฉันสินะ โอเค”
ฉันพึมพำพูดก่อนที่จะก้มหน้าเซ็นชื่อตัวเองลงไปที่สัญญาที่ว่านั่น แล้วยื่นมันลงไปให้เขาอีกครั้ง
“จริงๆ คุณไม่ต้องทำสัญญาฉบับนี้ขึ้นมาให้ยุ่งยากก็ได้นะ เพราะไม่ว่ายังไงฉันก็คงไม่มีทางปริปากพูดเื่ที่เกิดขึ้นวันนี้หรือว่าบอกใครให้รู้เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้หรอก”
“สาวน้อย ฉันไม่รู้จักเธอ เธอก็น่าจะรู้ แล้วฉันจะเชื่อที่เธอพูดได้ยังไงกันล่ะว่าเธอจะไม่เอาเื่นี้ไปบอกใคร ฉันถึงต้องทำสัญญาฉบับนี้ขึ้นมายังไงล่ะ”
สาวน้อย? อ่า เขารู้ตัวไหมว่าการที่เขาเรียกฉันด้วยสรรพนามแบบนี้มันทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิด
“ใช่ คุณไม่รู้จักฉันและฉันเองก็ไม่รู้จักคุณเหมือนกัน เพราะฉะนั้นฉันถึงไม่มีเหตุผลที่จะเอาเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปเล่าให้ใครฟังยังไงล่ะ”
“หึ อย่าพูดให้รู้สึกขำเลยน่า เธอนี่นะ ไม่รู้จักฉัน”
“ใช่ ฉันไม่รู้จักคุณ ไม่สิ ฉันไม่รู้จักพวกคุณเลยต่างหาก”
“แล้วที่ฉันเห็นเธอที่คอนเสิร์ตในวันนั้นล่ะ ยังจะปฏิเสธอีกอย่างนั้นเหรอว่าเธอไม่รู้จักพวกฉัน ฉันไม่ว่าอะไรเธอหรอก ถ้าเธอจะแสดงตัวว่าเป็แฟนคลับของพวกฉัน”
“ฉันไม่ใช่แฟนคลับของพวกคุณ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นเหรอ อ๋อ เธอคงเป็แอนตี้แฟนสินะ”
“เปล่า ไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั้นแหละ แต่ฉันจะบอกให้เอาบุญก็ได้ว่าทำไมวันนั้นฉันถึงไปปรากฏตัวที่คอนเสิร์ตของพวกคุณได้”
“...”
“มันก็เพราะว่าฉันถูกเพื่อนลากไปเหมือนกับที่คุณลากฉันมาที่นี่ยังไงล่ะ”
“...”
“คุณเข้าใจไหมคำว่าถูกลากน่ะ มันแปลว่าไม่ยินยอมยังไงล่ะ ทั้งคอนเสิร์ตในวันนั้นและก็ที่คุณพาฉันมาที่นี่ในวันนี้ เพราะฉะนั้นคุณช่วยเลิกยัดเหยียดสถานะแฟนคลับอะไรนั่นให้ฉันสักที เพราะฉันไม่เคยคิดที่จะเป็และก็ไม่อยากจะเป็ด้วย”
“...”
“เอาไปสิ ของที่คุณอยากได้นักได้หนา”
พรึบ!
แล้วฉันก็ยัดสัญญาฉบับนั่นใส่มือเขาทันทีพร้อมกับลุกขึ้นจากโซฟาที่ฉันนั่งอยู่เมื่อกี้ทันที
“ซวยชะมัด ให้ตายสิ”
ฉันก็สบถออกมาด้วยความหัวเสียแล้วเดินออกมาจากตรงนั้นทันที โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองยังจุดที่ฉันพึ่งเดินออกมาเมื่อกี้เลยสักนิด เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกเกลียดขี้หน้าผู้ชายคนนั้นจนไม่อยากจะเห็นหน้าเขาอีกต่อไปแล้วยังไงล่ะ
[โปรดติดตามตอนต่อไป]
ไรต์คาดว่าตอนนี้หน้าเฮียโซ่คงรู้สึกชาน่าดู หลังจากที่ถูกน้องด่าไปเมื่อกี้
ก็คุณพี่เขากล่าวหาน้องเองนี่น่า สมควรแล้วที่จะถูกน้องมันด่า
น้องมันถูกลากมาแบบงงๆ แถมยังถกเข้าใจผิด ก็ต้องมีหัวเสียบ้างแหละ
เฮียโดนน้องมันเกลียดแล้วทำไงดี
ปล.เอ็นดูไอ้หลงสัตว์เลี้ยงเฮียนะคะ ดูเหมือนว่าน้องจะเจอแม่แล้วแหละ ถึงได้แสดงความรักต่อแม่ไปแบบนั้น
หนึ่งคอมเม้นเท่ากับหนึ่งกำลังใจงับ