หลังจากที่เสร็จธุระที่บ้านของเจคซึ่งวันนี้พวกคาทาริน่าก็ได้กินเครปจนพุงกาง ตอนแรกๆ นั้นรสชาติก็ไม่คงที่ เพราะการตวงแป้งและการตีแป้งแต่ละคนนั้นต่างกัน แต่ด้วยคำแนะนำของเออร์วินทำให้ฝีมือของแต่ละคนเริ่มเข้าที่ จนในท้ายที่สุดก็ได้เครปแสนอร่อย
ขณะที่กำลังเดินกลับไปที่โรงแรมท่ามกลางสายตาเหม่อลอยของผู้ชายมากมาย แบรดก็สังเกตเห็นอาการของคาทาริน่า จึงถามเธอด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า
“ท่านคาทาริน่าครับมีอะไรหรือเปล่าครับทำไมถึงอยู่ๆ ก็เหม่อลอยแปลกๆ”
คาทาริน่าตอบโดยไม่หันไปมองเขาว่า
“พอดีแค่สงสัยที่เด็กคนนั้นพูด”
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเด็กคนนั้นที่เธอพูดถึงก็คือเจ้าชายเออร์วิน แบรดเองก็สังเกตว่าวันนี้คาทาริน่าได้คุยกับพวกเออร์วินขณะที่พวกลูกน้องของเจคฝึกผสมแป้ง
“วันนี้พวกคุณคุยเรื่องอะไรกันเหรอครับ”
คาทาริน่าก็ตอบว่า
“เรื่องเกี่ยวกับทาสน่ะ”
แบรดทวนคำ
“ทาส?” แน่นอนว่าเขายอมรู้จักสิ่งที่เรียกว่าทาส แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงให้ความสนใจกับสิ่งนี้ เจมส์ที่เดินมาด้วยกันก็หันมามองเธอด้วยความสงสัย
คาทาริน่าพูดด้วยสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะถามว่า
“เธอคิดว่ายังไงถ้าเมืองๆ หนึ่งไม่คิดจะมีทาส”
แบรดทำท่าคิดก่อนจะตอบว่า
“จริงอยู่ที่เมืองเมืองนั้นอาจจะดูเป็นเหมือนเมืองในอุดมคติ เพราะทาสนั้นมักถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายมาโดยตลอด แต่อีกนัยหนึ่งทาสก็เป็นแรงงานที่จำเป็นเพราะคนพวกนี้ค่าใช้จ่ายถูกมาก แต่ผมคิดว่าเมืองที่ดูเหมือนอุดมคติวันนั้นก็คงไม่สามารถแบ่งค่าใช้จ่ายจากการไม่มีทาสได้หรอกครับ”
คาทาริน่าที่ได้ฟังก็ถามว่า
“แล้วถ้าบังเอิญเกิดว่ามีคนที่เป็นหนึ่งในทาสเหล่านั้นเป็นคนมีความสามารถล่ะ มันจะไม่เป็นการสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถเหรอ”
แบรดที่ได้ฟังก็นิ่งกลับเป็นเจมส์ที่หัวเราะออกมา
“ท่านคาทาริน่าพูดอะไรของท่านกันครับ พวกทาสเหล่านั้นจะมีความสามารถอะไรได้ครับ ถ้าเป็นพวกมีความสามารถจริงก็คงไม่ได้เป็นทาสหรอกครับ”
สิ่งที่เจมส์พูดนั้นไม่ผิดและมันยังเป็นหนึ่งในเรื่องพื้นฐานของโลกใบนี้ ทาสส่วนใหญ่นั้นถ้าไม่ใช่คนที่แพ้สงครามหรือพวกเผ่ามาร ก็เป็นคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อย ทว่าคาทาริน่ากลับนึกถึงในสิ่งที่เด็กคนนั้นพูด ซึ่งมันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเธอไม่หยุด
แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจปล่อยวางเรื่องนี้ลงชั่วคราวพูดกับทั้งสองคนว่า
“ช่างเถอะกลับไปหาอะไรกินที่โรงแรมกันดีกว่า”
เจมส์กับแบรดที่ได้ยินดังนั้นต่างก็พากันทำหน้าสยองเพราะพวกเขาเพิ่งจะพากันยัดเครปเข้าไปเต็มท้องจนไม่สามารถจะยัดอะไรลงไปได้อีกแล้ว
ทว่าทันใดนั้นแบรดกลับมีสีหน้าแปลกๆ เขาเรียกล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง แล้วก็หยิบกระจกบานหนึ่งออกมา คาทาริน่าจำได้ว่ามันคือกระจกที่มีวิญญาณของแมลงเกาะชะตาผนึกอยู่ ทันทีที่ได้เห็นมันเธอก็ทำตาโต
ในเวลาเดียวกันนั้นบริเวณหน้าประตูเมืองไพร์ล็อกรถม้าขบวนสีฟ้าซึ่งตอนนี้ก็ได้ผ่านด่านตรวจเป็นที่เรียบร้อย กำลังเดินหน้าเข้าไปเมืองพ่อค้าเจ้าของขบวนรถม้านั่งอยู่ในรถม้าพร้อมกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะการจัดการของเมืองเล็กๆ เมืองนี้มันเป็นอันที่ช้าไม่ได้ดั่งใจเขาเสียเลย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะสถานการณ์ที่คนต่างเมืองแห่กันมาที่เมืองนี้ใช่วาาจะมีกันบ่อยๆ
ขณะที่รออยู่นั้นเขาก็กลัวว่าบางทีคืนนี้อาจจะต้องตั้งแคมป์หน้าเมืองซะแล้ว ซึ่งมันเป็นอะไรที่อันตรายมากสำหรับโลกใบนี้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ป่ามันก็ตาม
เมื่อเข้ามาในเมืองได้แล้วเขาก็เริ่มฮัมเพลงคิดในใจว่า จะมีโอกาสได้พบปะกับพระราชาของอาณาจักรเซลเวเรียบ้างหรือไม่ อย่างน้อยกับพวกขุนนางก็ยังดีจะได้ทำการเจรจาซื้อขาย เขาก็เหมือนกับพ่อค้าคนอื่นๆ ความจริงแล้วเดินทางไปที่อาณาจักรเซลเวเรียเลยก็ได้ แต่แทนที่จะมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงสู้มาเมืองใกล้ๆ แล้วลองเสี่ยงดวงดูก็ไม่เสียหาย โดยไม่รู้เลยว่าในรถมาด้านหลังเขาที่เคยเป็นที่สนใจของเราอัศวินที่มาจากอาณาจักรมิราเคนัส ตอนนี้ลวดลายของแมลงที่พื้นรถม้าตัวนั้นกำลังส่องแสงสว่างจ้าไปทั่วรถมา ราวกับว่ามันกำลังตอบสนองต่ออะไรบางอย่างอย่างบ้าคลั่ง
แบรดมองกระจกบานนั้นใบหน้าของฉายความรู้สึกหลากอารมณ์ ทั้งดีใจทั้งกังวลและก็รู้สึกสับสน ส่วนเจมส์นั้นที่ได้รู้เรื่องกระจกนี้เช่นเดียวกันจึงมองมันด้วยสายตาที่คาดหวัง เพราะเขาไม่ลืมว่า ภารกิจของพวกเขานั้นคืออะไรและพวกเขามาทำอะไรที่เมืองนี้
คาทาริน่ามองใบหน้าของแบรดก็เหมือนจะเดาอะไรบางอย่างได้
“สัญญาณจากแมลงเกาะชะตามาแล้วสินะ”
แบรดพยักหน้ายืนยัน เธอก็ถามอีกว่า
“เป้าหมายของเราอยู่ที่เมืองนี้ใช่ไหม”
ทันทีที่ได้ยินสิ่งที่เธอพูดเจมส์ก็แสดงสีหน้ามึนงงไม่เข้าใจ แต่แบรดกับพยักหน้ายืนยันอีกรอบ เจมส์ที่เห็นท่าทางของสหายก็นิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะถามว่า
“คนๆ นั้นอยู่ที่เมืองนี้? หรือว่าจะเป็นคนที่มาร่วมงานเทศกาล”
แต่สิ่งที่เขาได้ตอบกลับมาคือความเงียบ คาทาริน่านิ่งไปก่อนจะพูดกับแบรดว่า
“คิดว่าเป็นเขาใช่ไหม”
แบรดทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า
“ผมว่ามีความเป็นไปได้สูงครับที่จะเป็นเขา ว่าแต่หลังจากนี้ท่าคาทาริน่าจะทำยังไงจะลงมือเลยไหมครับ”
คาริน่านึกถึงใบหน้าเด็กผู้ชายที่ยิ้มแย้มคนนั้น การมาของสัญญาณแมลงเกาะชะตาที่เธอรออยู่นั้นควรจะเป็นเรื่องดี แต่อีกนัยหนึ่งมันก็ทำให้เธอรู้สึกสับสนเพราะข้อมูลที่เธอได้มามันย้อนแย้งกันหลายอย่าง ทั้งรูปแบบอาวุธที่ใช้เป็นคนละประเภทกันระหว่างเด็กผู้ชายคนนั้นกับคนแคระนักล่าค่าหัวที่เธอได้เห็น แต่ถ้าทั้งสองคนคนเดียวกันละก็มันจะสมเหตุสมผลอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการล่าค่าหัวของเขานั้นเป็นไปเพื่อเงินทุน จากการที่เธอได้คุยกับเขาในวันนี้ทำให้เธอพบว่า เด็กผู้ชายคนนี้มีแนวคิดต่างจากคนอื่น เขาปฏิเสธแรงงานทาสแล้วเลือกที่จะใช้เงินเพราะมองว่ามันคือการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว จากมุมมองนี้ก็ทำให้เธอได้เห็นแล้วว่าแผนการปฏิรูปของเด็กคนนี้จะต้องใช้เงินมากมายขนาดไหน ไหนจะเรื่องการพัฒนาคนตามที่เขาบอก และที่สำคัญนั้นก็คือเรื่องกองทัพเธอยังจำข้อสันนิษฐานของเธอได้ดีหลังจากที่ได้พบว่าเป้าหมายของเธอคนนี้ได้สั่งอาวุธจำนวนมากถึง 30 ชุด ซึ่งมันก็สอดคล้องกับเรื่องที่เขากำลังสร้างกองทัพโดยใช้คนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยในสลัม เพราะด้วยอาวุธที่เขาสร้างความต่างระหว่างคนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ระดับมาตรฐานทั่วไปกับคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยก็จะลดน้อยลงทันที
ยิ่งคิดเท่าไหร่ยิ่งวิเคราะห์เท่าไหร่เธอก็ยิ่งรู้สึกว่า เจ้าชายขยะที่ทุกคนพากันหัวเราะเยาะคนนี้มีความเชื่อมโยงกับคนแคระนักล่าค่าหัวที่พวกเธอตามหาทุกประการ คาทาริน่านิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
“รอดูกันไปก่อนเขากำลังจะได้เจอหน้าคู่หมั้นแล้วให้เวลาเขาซะหน่อย”
แบรดพยักหน้าในขณะที่เจมส์นั้นยังทำหน้ามึนงง
“มีอะไรกันหรอครับหรือว่าจะเดาตัวตนของคนคนนั้นออกแล้ว คนๆ นั้นเป็นใครกันครับ ร้ายกาจมากไหมครับ” เจมส์ถามรัวๆ ด้วยความสงสัย และสิ่งที่ได้กลับมาก็คือ
“กลับไปกินมื้อเย็นกันเถอะนี่ก็เย็นมากแล้ว” พูดจบคาทาริน่าก็มุ่งหน้ากลับไปที่โรงแรม
“ฮะ?” เจมส์อุทานออกมา
แบรดเดินมาตบไหล่เขาแล้วก็บอกว่า
“กลับไปทานมื้อเย็นกันเถอะ” แล้วก็เดินตามคาทาริน่าไป
เจมส์ที่ยังดูงงๆ เพราะตามทั้งสองคนไม่ทันว่าเมื่อกี้พวกเขาพูดเรื่องอะไร แต่ก็ยังเดินตามกลับไปที่โรงแรมอยู่ดี
ที่บ้านของเจคตอนนี้ทุกคนต่างกินเครปกันจนพุงกาง ในตอนที่หัดผสมแป้งนั้นแน่นอนว่าย่อมมีการทดลองทำเครปแวะกินดูเพื่อตรวจสอบว่าผ่านไหม จากตอนแรกแค่กินเล่นๆ กลับกลายเป็นปาร์ตี้เครปขนาดย่อมไปเฉยเลย เมื่อแทมมี่กลับมาจากโรงเรียนก็ได้มาร่วมปาร์ตี้เครปด้วย
ตอนนี้ที่บริเวณหน้าบ้านของเจคแทบจะมีศพหลายศพมาขึ้นอืด ก็เขาเหล่านี้ต่างรู้สึกจุกจนลุกไปไหนไม่ไหว
“นี่เดี๋ยวเถอะไอ้ปีศาจก็บอกอยู่ไม่ใช่หรอว่าเวลากินจุกๆ อย่านอนอยู่เฉยๆ แต่ให้เดินไปเดินมาแทน” เนียสาวน้อยในตอนนี้ยืนเท้าสะเอวมองดูพวกเขา
ผู้ชายคนหนึ่งเถียงกับทั้งที่ยังนอนอยู่ว่า
“ก็พวกเราจุกกันนี่ครับหนูเนียตอนนี้พวกเราลุกไปไหนไม่ไหวหรอก”
เจคที่ได้เห็นเหตุการณ์ก็ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะได้ยินเสียงเนียหันมาต่อว่าเขา
“นี่พี่เจคก็หัดพูดอะไรบ้างสิไม่เห็นได้ไงว่าพวกเขากินแล้วก็นอนน่ะ ไอ้ปีศาจยังบอกเลยว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ”
เจคยิ้มแล้วพูดกับเธอว่า
“ว่าแต่เราเถอะเอาแต่เรียกเขาไอ้ปีศาจอยู่นั่นแหละเมื่อไหร่จะเรียกเขาว่าเจ้าชายสักที”
เนียพูดด้วยสิหน้าที่ขึงขังว่า
“ไม่เรียก ไอ้ปีศาจก็คือไอ้ปีศาจเนียยังไม่ลืมนะไอ้ปีศาจนั่นทำร้ายพี่เจคกับคนอื่นๆ”
เจคมองหน้าสาวน้อยคนนี้แล้วก็ส่ายหน้า ไม่นึกเลยว่าเธอจะเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนี้ แล้วเขาก็นึกถึงเรื่องที่ได้เจอกับเออร์วินครั้งแรก ซึ่งก็อย่างที่เด็กคนนี้ว่า พวกเขาทั้งแก๊งถูกเด็กผู้ชายอายุ 10 ขวบที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยเล่นงานซะยับ และเมื่อเขายิ่งได้รับการฝึกฝนจากเออร์วินเขาก็ยิ่งได้เข้าใจ ว่าการเคลื่อนไหวของเขาในวันนั้นมันโง่ขนาดไหน ไม่มีการพลิกแพลงไม่มีการหลอกล่อ เขาถึงไม่แปลกใจที่เออร์วินเคยบอกว่า เขานั้นบุกเข้ามาเหมือนวัวบ้าพลังไม่มีผิด
เจคนึกถึงในสิ่งที่เออร์วินได้พูดในวันนี้เรื่องระบบทาส หลายคนอาจจะบอกว่ามันเป็นคำพูดที่สวยหรู แต่สำหรับคนที่อยู่ระดับฐานรากของพีระมิดอย่างพวกเขา กลับไม่ได้คิดอย่างนั้นเพราะมันบ่งบอกถึงความหวังและความฝันที่คนอย่างพวกเขาไม่เคยมีสิทธิ์ในโลกใบนี้ และจากตอนนี้เขาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าคนที่มีพลังเวทย์อ่อนได้อย่างพวกเขาสามารถทำอะไรได้หลายอย่างในฐานะมนุษย์
“นี่เนียอยู่คนเดียวไปก่อนนะอย่าดื้อล่ะเดี๋ยวจะไปที่โรงพยาบาลซะหน่อย” เจคพูดกับเนีย หลังจากที่พวกเขาสร้างอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเปิดร้านเสร็จ เออร์วินก็ไม่ได้มอบหมายงานอะไรอีกเพียงบอกให้พวกเขาลองไปเที่ยวเล่นที่งานเทศกาลดูบ้าง แต่คนในแก๊งส่วนใหญ่นั้นมักจะอยู่ในเขตสลัมมากกว่า แม้ว่าพวกเขาตอนนี้จะมีเงินอยู่บ้างจากการจ้างวานของเออร์วิน ที่ให้พวกเขาซ่อมแซมบ้านผู้คน รวมถึงการหลอมสิ่งต่างๆ และด้วยมันเป็นเงินที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงจริงๆ ต่างจากเงินที่ได้จากการรับจ้างทวงหนี้ทำให้พวกเขาพากันหวงแหนเงินนี้ นอกจากการกินเลี้ยงในคืนนั้นแล้วก็แทบจะไม่ควักมันออกมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย
ตอนนี้สิ่งที่เจคทำเป็นประจำขณะว่างก็คือไปช่วยงานที่โรงพยาบาล เนื่องด้วยตอนนี้มีคนมากมายแห่กันมาที่เมือง ทำให้แทบจะเรียกได้ว่างานล้นมือกันเลยทีเดียว แต่เออร์วินกลับมองว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะช่วยให้คนที่มาสมัครงานโรงพยาบาลเหล่านั้นเป็นงานกันเร็วขึ้น
เนียพยักหน้าให้เจคเพราะนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจคพูดกับเธอแบบนี้ ความจริงหลายครั้งที่เธอขอไปด้วยแต่เขตยืนกรานที่จะให้เธอรออยู่ที่บ้าน เพราะไม่อยากให้เธอไปยุ่งวุ่นวายแน่นอนว่าเนียที่ได้ยินเหตุผลก็เถียงกับทันทีว่าไม่ได้ยุ่งวุ่นวายซะหน่อย แต่เธอก็ยอมรออยู่ที่บ้านอย่างว่าง่าย โดยมีบางครั้งที่แทมมี่จะมาเล่นกับเธอ ความจริงแล้วเรื่องนี้เออร์วินเคยเสนอให้ฝากเนียไว้กับเขาแล้วให้เธอไปพักผ่อนในวังชั่วคราว แต่เรเวนที่ได้ยินก็คัดค้านหัวชนฝาเอาแต่บอกว่า เธอคนนี้อายุยังน้อยยังมีอนาคตไกล เออร์วินที่ได้ฟังก็งงไม่เข้าใจว่าเธอพูดเรื่องอะไร โดยที่ไม่รู้เลยว่าเรเวนกำลังนึกถึงพี่สาวน้องสาวตัวดีของเขา
“อยู่แต่ในบ้านล่ะแล้วก็อย่าออกไปข้างนอกเด็ดขาดเลยนะมันอันตรายโดยเฉพาะตอนนี้ด้วย” เจคเน้นย้ำด้วยความเป็นห่วงเพราะเขานึกถึงคำเตือนของเออร์วินเรื่องแก๊งลักพาตัว
เนียก็พยักหน้าบอกว่า
“ไม่ต้องห่วงหนูไม่ไปไหนหรอกพี่เจคนั่นแหละอยู่ช่วยงานพี่อันนากับพี่จูนดีๆ ล่ะ โดยเฉพาะพี่จูนตอนนี้ก็เริ่มดีกับพี่มากแล้ว อย่าไปทำให้เธอกลับมาเกลียดพี่อีกละ”
เจคที่ได้ฟังเขาถึงกับพูดไม่ออกเพราะเขาไม่นึกเลยว่าเรื่องที่จูนเกลียดเขานั้นแม้แต่เนียก็ดูออก เขาขยี้ผมเธออย่างเอ็นดูก่อนจะเดินจากไป เนียมองไล่หลังเจคที่เดินจากไปพร้อมกับพวกเดนิส ก่อนจะหันกลับมามองพวกคนที่นอนขึ้นอืดอยู่หน้าบ้าน เด็กผู้หญิงเท้าสะเอวแล้วพูดว่า
“ให้มันได้อย่างนี้สิถ้าจะนอนกันจริงๆ ก็ไปกันในบ้านของพวกพี่สิ มานอนตรงนี้มันเกะกะนะรู้ไหม” แล้วเธอก็ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้านแล้วกับต้องชะงัก เมื่อพบว่าบนโต๊ะมีของที่ห่อด้วยกระดาษวางอยู่ เนียส่ายหน้าอีกรอบ
“พี่เจคนะพี่เจคลืมของไปให้พี่อันนากับพี่จูนได้ยังไง เดี๋ยวก็ได้โดนงอนอีกรอบหรอก” เนียทำท่าถอนหายใจอย่างไม่สมกับเป็นเด็กออกมา แล้วเธอก็เดินไปคว้าห่อกระดาษบนโต๊ะ ซึ่งมันก็คือเครปที่พวกเธอทำกันโดยทำเผื่อให้กับพวกจูนและอันนาที่กำลังทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วเธอก็ออกไปนอกบ้านก่อนจะวิ่งไปตามหลังเจคทันที
เนียนถือห่อกระดาษเดินเข้าไปในตัวเมืองที่ตอนนี้มีผู้คนเดินขวักไขว่ แต่สาวน้อยก็ไม่ได้มีท่าที่วัดกลัวหรือกังวลจอเดินผ่านผู้คนไปเรื่อยๆ พร้อมครับมองบรรยากาศเหล่านั้นไปด้วย เธอนั้นเฝ้ารอที่จะได้ตั้งร้านขายในอีกไม่กี่วันนี้ ตั้งแต่วันที่เธอได้รู้จักเออร์วินว่าจะให้ขายของในงานเทศกาล เธอก็เฝ้ารอมาโดยตลอดทุกๆ วันจะมานั่งคิดว่าเธอจะได้ขายอะไร และจินตนาการถึงตัวเธอที่ได้รับบทเป็นแม่ค้าที่ขายของให้กับผู้คนมากมาย
ขณะที่เนียกำลังมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลอยู่นั้นก็มีเสียงหญิงชราทักเธอขึ้นจากทางด้านหลัง
“นี่แม่หนูจ๊ะ”