หลังจากเห็นว่าสถานการณ์ของหุ่นไม้ผ่าดาวไม่มีอะไรต้องเป็ห่วง วรรณชัยก็มองไปยังไตรวิทย์ที่กำลังต่อสู้กับอสูรระดับEตัวหนึ่ง แม้เขาจะเลเวลน้อยกว่า แต่เพราะการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่าของเขาตรงจุดและไม่เปล่าประโยชน์
สถานการณ์ของเขาจึงดูดีเป็อย่างมากแม้ไม่สามารถปิดฉากอสูรตัวนั้นได้ แต่เขาเองก็ไม่เป็อันตรายเช่นกัน ส่วนทหารคนอื่นๆพวกเขาต่างก็ร่วมมือกันต่อสู้และเป็ไปด้วยดีเช่นกัน
เมื่อรู้แล้วว่าไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงในเื่ของทั้งหุ่นไม้ผ่าดาวและทหารทุกคน วรรณชัยก็ให้ความสนใจกับตรงหน้าของเขาแทน
อสูรในตอนนี้มีตัวที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือระดับC และอ่อนแอที่สุดนั่นคือระดับF ซึ่งพวกระดับF-Eนั้นวรรณชัยสามารถจัดการพวกมันได้ไม่ค่อยจะลำบากมากนัก
นั่นเพราะค่าสถานะของเขาตอนนี้มันมีมากกว่าพวกระดับEที่อยู่ในระดับเดียวกันเสียอีก เพราะตอนนี้เขาเลเวลเพิ่มเป็15แล้ว ซึ่งมันถือว่ารวดเร็วเป็อย่างมาก
เนื่องจากตอนนี้เขามีตัวช่วยในการเก็บเลเวลถึง2ตัว อย่างหุ่นไม้ผ่าดาวและหุ่นไม้สี่ทิศ หุ่นไม้ผ่าดาวให้ค่าประสบการณ์กับเขาแค่10%หลังสังหารอสูรได้ แต่กลับหุ่นไม้สี่ทิศพวกเขาก็เหมือนเป็คนคนเดียวกัน เลเวลของพวกเขาจึงเท่ากันเสมอ
ไม่ว่าใครจะสังหารได้วรรณชัยหรือหุ้นไม้สี่ทิศเขาก็จะได้รับค่าประสบการณ์มาเต็มๆ100% ส่วนที่ต่างกันของเขสกับหุ่นไม้สี่ทิศนั้นมีแค่ค่าสถานะที่เพิ่มมาจากสกิลแฝงเร้นที่เขาเนียนรู้มาเท่านั้น
หุ่นไม้สี่ทิศจะมีสกิลทั้งหมดของการ์ดิญญาที่ตนสวมใส่อยู่ มันจึงไม่มีสกิลแฝงเร้นที่วรรณชัยเรียนรู้รวมอยู่ด้วย ค่าสถานะจึงต่างกันและความพิเศษของหุ่นไม้สี่ทิศก็คือมันสามารถลงค่าแต้มิญญาไปยังค่าสถานะต่างๆได้โดยไม่ต้องเก็บเอาไว้เหมือนกับวรรณชัย
ดังนั้นหุ่นไม้สี่ทิศจึงมีความแข็งแกร่งมากกว่าวรรณชัยในหลายๆแง่มุมเมื่อเลเวลเพิ่มมากขึ้น
วรรณชัยถือมีดเหน็บขึ้นมาก่อนจะค่อยๆเดินเข้าหาอสูรระดับFเลเวล17ตรงหน้าของเขา และด้วยค่าสถานะที่มากมายของเขาทำให้การต่อสู้กับอสูรตัวนี้เป็เื่ที่ง่ายดายอย่างมาก เพียงตวัดมีดในมือไปมาไม่กี่ทีอสูรตรงหน้าของเขาก็ตกตายไปแล้ว
แต่การเคลื่อนไหวของเขาก็ยังมีส่วนที่ยังติดขัดอยู่อีกมากมาย เหมือนกับว่าเขาไม่คุ้นชินกับค่าสถานะที่เป็อยู่ในตอนนี้หรือไม่เขาก็ไม่คุ้นชินกับการใช้ร่างกายของตนเองจริงๆต่อสู้
[ ท่านสังหารอสูร กิ่งก่าตาเดียว… ]
ยิ่งเลเวลเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่การเลเวลอัพก็ยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น เขาไม่รู้ว่าเขาจะสามารถเลเวล40ก่อนที่หุ่นไม้ผ่าดาวจะหมดเวลารึเปล่า ยังไงเสียเขาก็ต้องใช้งานหุ่นไม้ผ่าดาวให้ได้ประโยชน์ต่อเขามากที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
วรรณชัยพุ่งไปจัดการกับอสูรที่อยู่ตรงหน้าของเขาไปเรื่อยๆ จากนั้นก็คอยช่วยเหลือเหล่าทหารที่ตกอยู่ในอันตรายไปด้วยในตัว
ในครั้งแรกเหล่าทหารที่ได้เห็นสิ่งที่วรรณขัยทำพวกเขาก็มึนงงไปชั่วขณะหนึ่ง พวกเขาไม่อยากจะเชื่อสายตาตนว่าวรรณชัยจะสามารถต่อสู้กับอสูรได้ ! และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ! วรรณชัยแข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกเขาเสียด้วยซ้ำ !!
" นี่มันเป็ไปได้ยังไง ?"
" ผู้ที่ไม่มีสายเืสามารถแข็งแกร่งแบบนี้ได้ด้วย ?"
" นั่นเขาไร้สายเืแล้วจริงๆหรือ ? ทำไมเขาจึงแข็งแกร่งได้มากขนาดนั้นกัน ?"
ในความคิดของทหารทุกคนต่างก็เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ แต่ก็ไม่อาจถามออกไปได้ทำได่เพียงพูดออกมาอย่างตกตะลึงเท่านั้น เพราะวรรณชัยเป็นายพวกเขาพวกเขาจะไปมีสิทธิ์อะไรไถ่ถามผู้เป็นาย ?
วรรณชัยไล่จัดการกับอสูรที่เข้ามาขวางทางเขาเรื่อยๆ ในตอนแรกอสูรก็มีอยู่เกือบ4ร้อยตัวเรียกได้ว่าเป็4เท่าของพวกเขาเลยทีเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป1ชั่วโมงพวกมันก็ตกตายไปกว่ากว่า200ตัวแล้ว
ตอนนี้กำลังใจของเหล่าอสูรลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย พวกมันสูญเสียไปมากมาย แต่ศัตรที่พวกมันเคยรังแกและเล่นกับพวกมันเหมือนมดเหมือนแมลงตัวหนึ่งกลับไม่มีการสูญเสียอะไรเลย
เื่แบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ยิ่งต่อสู้ทหารบางนายก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น จนพวกเขาที่มีระดับFสามารถขึ้นไปแตะถึงเพดานเลเวลของระดับตนเองได้เลย
ส่วนพวกที่อยู่ในระดับEก็เลเวลเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้มากเท่ากับพวกระดับF พวกเขาสามารถเลเวลเพิ่มขึ้นได้จากการกำจัดอสูรเหมือนกับวรรณชัย
แต่ประสิทธิภาพในการเลเวลอัพของพวกเขาต่ำกว่าวรรณชัยถึงครึ่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ อย่างเช่นหากสังหารอสูรตัวเดียวกัน วรรณชัยจะได้รับค่าประสบการณ์100 ทหารเหล่านี้จะได้เพียงแค่ตัวละ50เท่านั้น หรือพวกเขาอาจจะได้มาเพียงแค่1ส่วนสี่ของทั้งหมดเขสเองงก็ไม่อาจรับรู้ได้เล่นกัน เพราะการมองแบบนี้มันยากเกินไปที่จะคาดเดาค่าประสบการณ์ที่พวกเขาได้
นั่นคือสิ่งที่วรรณชัยสังเกตดูและพบมันเข้าเป็สิ่งที่เขาสรุปเอาอย่างหยาบๆ ซึ่งเื่นี้ไม่ใช่เื่บังเอิญแต่อย่างใดที่วรรณชัยสังเกตเห็น เหตุผลเพราะว่าเขา้ารู้ว่าทำไมเหล่าทหารจึงมีสกิลการใช้งานที่น้อยกว่าปกติอยู่เท่าตัว และเมื่อเขาอยากจะรู้ ดังนั้นวรรณชัยจึงเริ่มต้นจากการสังเกตการณ์ทหารเหล่านี้
และสิ่งที่ได้รับมาอย่างคร่าวๆก็คือระบบสายเืของโลกนี้อาจยะคล้ายกับระบบที่วรรณชัยใช้อยู่ในตอนนี้ก็เป็ได้ แต่แค่ว่าพวกเขาไม่สามารถเลือกลงค่าสถานะได้ตามใจตนเองเหมือนกับวรรณชัย
วรรณชัยคิดเื่นี้ครู่เดียว ก่อนที่เขาจะกลับมาให้ความสนใจกับการสังหารอสูรอีกครั้ง เอาไว้ค่อยศึกษาเื่เหล่านี้อีกทีหลังกลับไปที่เมืองแล้ว และยิ่งการต่อสู้ยืดเยื้อมากเท่าไหร่ การเคลื่อนไหวของวรรณชัยก็ยิ่งลื่นไหลและเป็ธรรมธาติมากยิ่งขึ้น
ตุบ !
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วไม่มีใครทราบ แต่อสูรตนสุดท้ายก็ลมลงไปกองอยู่บนพื้นแบบไร้ลมหายใจแล้ว
กรร !!
" นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? " พยัคฆ์เพลิงครามร้องคำรามอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมกับโจมตีใส่หุ่นไม้ผ่าดาวไม่หยุด แต่มันก็ไม่สามารถทำอะไรหุ่นไม้ผ่าดาวได้เลย แม้แต่จะหลบหนีออกไปตอนนี้มันก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน
มันไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆคู่ต่อสู้ของมันถึงได้แข็งแกร่งขึ้นมาได้มากขนาดนี้ มากจนทำเอามันที่เคยต่อสู้และได้เปรียบในตอนแรกถึงกับทำอะไรไม่ได้ในตอนหลังนี้เลย เื่แบบนี้มันจะเป็ไปได้ด้วยหรือ ?
ส่วนทางด้านของวรรณชัย เมื่อจัดการกับอสูรตัวสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว เขาก็มองไปยังการต่อสู้ของหุ่นไม้ผ่าดาวและพยัคฆ์เพลิงคราม ตอนนี้เวลาผ่านไปกว่า4ชั่วโมงแล้ว
ด้วยสกิลติดตัวของบาบาร์เรี่ยนฟ้าลั่น มันจึงทำให้ค่าสถานะของหุ่นไม้ผ่าดาวทั้งหมดเพิ่มขึ้นอีก100%
ตอนนี้จึงเป็ไปไม่ได้เลยที่พยัคฆ์เพลิงครามจะสามารถเป็คู่ต่อสู้ของหุ่นไม้ผ่าดาวได้ เพราะค่าสถานะของพวกเขาต่างกันมากเกินไป
ตอนนี้หุ่นไม้ผ่าดาวเพียงแค่ต่อสู้ธรรมดาๆก็สามารถป้องกันการใช้สกิลของพยัคฆ์เพลิงครามได้แล้ว
ปั้ง ! ปั้ง !! ปั้ง !!! ~
คลื่นการปะทะกันของทั้งสองกระจายมาถึงบริเวณที่พวกของวรรณชัยอยู่ พวกเขาไม่สามารถเข้าไปสอดมือยุ่งกับการต่อสู้นี้ได้ แม้แต่วรรณชัยก็ทำไม่ได้เช่นกัน เขาทำได้เพียงแค่มองดูการต่อสู้นี้จากระยะไกลเท่านั้น
เพราะการต่อสู้ในครั้งนี้มันเกินกำลังของเขาไปแล้ว เพียงแค่คบื่นพลังที่ส่งออกมาก็ทำเอาเขาหายใจลำบากแล้ว
กรร !
ยิ่งการต่อสู้ยืดเยื้อ พยัคฆ์เพลิงครามก็ยิ่งคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด าแเริ่มที่จะปรากฎขึ้นบนร่างของมันเรื่อยๆ แต่เืของมันที่ไหลออกมาก็หยุดไหลไปทันที เนื่องเพราะความร้อนที่ร่างกายของพยัคฆ์เพลิงครามส่งออกมาาแของมันจึงแห้งอย่างรวดเร็ว
เื่แบบนี้หากเป็คนที่อยู่ระดับต่ำกว่าหรืออยู่ในระดับเดียวกันกับพยัคฆ์เพลิงคราม พวกมันก็คงจะถูกพลังเพลิงนี้แผดเผาไประหว่างการต่อสู้กับพยัคฆ์เพลิงครามแล้ว
แต่เนื่องจากทั้งระดับและค่าสถานะของหุ่นไม้ผ่าดาวในตอนนี้หรือก่อนหน้านี้ต่างก็สูสีและมากกว่าพยัคฆ์เพลิงครามทั้งนั้น ดังนั้นเพลิงครามอันร้อนระอุที่ห่อหุ้มร่างของพยัคฆ์เพลิงครามเอาไว้จึงไม่มีผลต่อหุ่นไม้ผ่าดาวเลย ช่างโชคร้ายยิ่งนัก
วรรณชัยยังคงไม่คิดที่จะให้หุ่นไม้ผ่าดาวปิดฉากพยัคฆ์เพลิงคราม เนื่องด้วย2เหตุผล หนึ่งคือเขา้าให้เหล่าทหารพักผ่อนเอาแรง และสองคือระหว่างการพักผ่อนนี้เขาก็ไม่อยากให้มันผ่านไปโดยเปล่าประโยชน?
ดังนั้นเขาจึงปล่อยการต่อสู้นี้ดำเนินต่อไป เพื่อให้เหล่าทหารที่พักผ่อนอยู่ได้เห็นการต่อสู้ของพวกระดับสูง เผื่อว่าพวกเขาอาจจะมีพัฒนาการ หรือสามารถนำเศษเสี้ยวของสิ่งที่ได้เห็น มาประยุกต์ใช้กับตนเองได้บ้างไม่มากก็น้อย
แม้ความจริงแล้วพวกเขาแทบจะมองไม่เห็นการต่อสู้ของทั้งสองคนเลยก็ตาม เนื่องเพราะค่าสถานะที่ต่างชั้นกันมากจนเกินไป ทำให้บางคนเห็นเพียงเงาเลือนลาง หรือที่แย่ที่สุดคือมองเห็นแค่จุดที่ทั้งสองปะทะกันเท่านั้น
นั่นเพราะตอนนี้พยัคฆ์เพลิงครามทุ่มสุดตัวเพื่อที่จะกำจัดหุ่นไม้ผ่าดาวแล้ว มันไม่สามารถผ่อนคลายเหมือนตอนเริ่มสู้กันแรกๆได้อีก ดังนั้นความเร็วและการโจมตีแต่ละครั้งจึงขึ้นไปยังจุดสูงสุดของมันทันที
ตู้ม ! ตู้ม ! ตู้มม !!
เสียงการปะทะกันดังอยู่อย่างนั้นอีกเกือบ1ชั่วโมง ก่อนที่เสียงคำรามหนึ่งจะดังสนั่นไปทั่วชั้นฟ้า
กรร !!
ฟ้าคำราม !!
ในเวลาเดียวกันกับเสียงคำรามนี้ ร่างของพยัคฆ์เพลิงครามก็หยุดชะงักไปทันที ต่อมาดาบในมือของหุ่นผ่าดาวก็สบั้นคอของพยัคฆ์เพลิงครามออกจากตัวของมัน
ตุบ !
ศีรษะของพยัคฆ์เพลิงครามตกลงพื้นเสียงดังก่อนที่จะกลิ้งไปอีกเล็กน้อย และไม่นานก็หยุดลง เมื่อมันหยุดลงเหล่าทหารก็สามารถเห็นใบหน้าของพยัคฆ์เพลิงครามได้อย่างชัดเจน
ดวงตาและปากของมันยังคงเบิกกว้าง เหมือนยังไม่เชื่อว่าตนเองได้ตายไปแล้ว เหล่าทหารที่เห็นฉากนี้ต่างก็เนื้อตัวสั่นเทาไปตามๆกัน
[ ยินดีด้วย ! หุ่นไม้ผ่าดาว(บาบาร์เรี่ยนฟ้าลั่น) สังหารพยัคฆ์เพลิงคราม ระดับCเลเวล 57สำเร็จ ท่านได้รับค่าประสบการณ์… ]
[ ยินดีด้วย ! ท่านได้รับการ์ดเปล่าระดับC*1 ]
[ ยินดีด้วย ! ท่านได้รับการ์ดิญญา พยัคฆ์เพลิงคราม*1 ]
[ ยินดีด้วย ! ท่านได้รับแกนกลางอสูรระดับC*1 ]
[ ยินดีด้วย ! ท่านได้รับหนังสือสกิล เพลิงครามระดับC*1 ]
ได้ยินเสียงการแจ้งเตือนดวงตาของวรรณชัยก็เบิกกว้างทันที เขาไม่คิดว่าตนเองจะได้รับการ์ดิญญาและหนังสือสกิลมาด้วย !!
นี่ถือว่าเป็แจ็คพ็อตขนาดใหญ่เลยก็ว่าได้ ปกติแค่ได้รับการ์ดิญญาหรือหนังสือสกิลมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว เขาไม่คิดว่าตนเองจะสามารถได้ทั้งสองอย่างมาพร้อมกันแบบนี้
และเมื่อมองดูของที่อยู่ในช่องเก็บของ รอยยิ้มก็ปรากฎขึ้นที่มุมปากของวรรณชัย นั่นเพราะตอนนี้เขามีการ์ดเปล่าระดับFอยู่100กว่าใบ ส่วนระดับE ก็มีค่อนข้างมากเช่นกัน นี่แสดงให้เห็นว่าหุ้นไม้สี่ทิศของเขาจัดการอสูรไปได้มากมายแค่ไหน ทั้งระดับFและE
เมื่อตรวจสอบช่องเก็บของของตนเองเรียบร้อยแล้ว วรรณชัยก็กดเข้าไปดูเงื่อนไขในการเลื่อนระดับไปยังระดับถัดไป และการปลดล็อคสกิลต่อไปของหุ่นไม้สี่ทิศ
เงื่อนไขในการปลดล็อคสกิล [ผสานิญญา]
ทำการจุติ 2/3
ภาชนะบรรจุิญญา 0/1
เงื่อนไขในการเลื่อนระดับE-D
รวมรวมการ์ดเปล่าระดับD 0/10
รวบรวมไม้แกร่ง 0/50
รวบรวมแกนกลางมอนสเตอร์สีเขียว 0/20
เลเวล 23/40
เมื่อเห็นเงื่อนไขในการเลื่อนระดับไปยังระดับถัดไป วรรณชัยก็ขมวดคิ้ว นั่นเพราะเขาไม่รู้ว่าจะต้องตามหาไม้แกร่งมาจากไหน
ตอนที่ยังเป็เกมอยู่เขาสามารถตามหาไม้แกร่งได้จากร้านค้าเร่ หรือไม่ก็ตามร้านประมูลของระบบ พวกมันมีอยู่ภายในเกมและเป็สิ่งที่นิยมพอสมควร แต่กับโลกใบนี้เขากลับไม่รู้เลยว่ามันมีอยู่หรือไม่ จนกว่าเขาจะตามหาพวกมันพบเขาจึงจะรู้ได้
เมื่อเห็นว่าเงื่อนไขทุกอย่างยังคงเดิม วรรณชัยก็เลิกให้ความสนใจกับพวกมันและกลับมาให้ความสนใจกับสถานการณ์ปัจจุบันของตนเองต่อ ตอนนี้พวกเขาสามารถรอดพ้นจากคลื่นอสูรที่คอยเข้ามาโจมตีพวกเขาได้แล้ว
ดังนั้นเมื่อทุกคนได้พักจนหายเหนื่อยกันแล้ว วรรณชัยก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะพูด " เอาล่ะ ในเมื่อการต่อสู้ครั้งนี้ไม่มีใคราเ็หนักอะไร เช่นนั้นพวกเราก็เดินทางต่อได้"
เมื่อได้รับคำสั่งของวรรณชัย ทหารทุกนายก็ยืนขึ้น ก่อนที่ไตรวิทย์จะเป็ผู้นำในการเดินทางครั้งนี้แทนผู้เป็พ่อ เพราะได้รับคำสั่งจากผู้เป็พ่อ
หลังจากเดินทางได้ไม่นานนัก นพเก้าก็เดินมาหาวรรณชัยด้วยใบหน้ารู้สึกผิดและโทษตนเอง
" นายน้อย…" นพเก้าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เหมือนว่าเขาจะไม่กล้าพูดมันออกมา
" เอาไว้กลับไปถึงเมืองก่อนแล้วเราค่อยพูดถึงความผิดของเ้า ตอนนี้เราต้องมุ่งเน้นไปที่การตามหาผลเืัก่อน"
แม้ว่าในความเป็จริงวรรณชัยจะไม่ได้คิดอะไรมากมาย เกี่ยวกับการสั่งทหารให้เข้าไปต่อสู้กับอสูรโดยไม่คิดหน้าคิดหลังแบบนั้นก็ตาม เพราะยังไงเขาก็ได้รับประโยชน์มากที่สุดอยู่ดีในการต่อสู้ครั้งนี่ แต่เพราะเขายังสวมบทบาทเป็นายน้อยของเหล่าทหารอยู่
ดังนั้นเขาจึงไม่ควรจะปล่อยให้เื่นี้มันผ่านไปโดยง่าย มันต้องมีบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิดบ้าง แต่แค่ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการลงโทษก็เท่านั้นเอง
ได้ยินคำตอบของวรรณชัยสีหน้าของนพเก้าก็ผ่อนคลายลงไปบ้าง เขารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เพราะเห็นว่าวรรณขัยไม่ได้มีความหงุดหงิดหรือโกรธเคียงในสิ่งที่ที่เขาได้ทำไปโดยพละการและสั่งการออกไปโดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดีก่อน
ทำให้กองทหารทั้งหมดตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงเป็เสี่ยงตาย ดังนั้นการที่เห็นอารมณ์ของวรรณชัยในตอนนี้ยังคงปกติดีอยู่ นั่นจึงเป็การบ่งบอกว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องรับโทษถึงตาย
กองทหารของวรรณชัยออกเดินทางและค้นหาผลเืัอยู่ค่อนข้างนาน จนในที่สุดฟ้าก็เริ่มมืดลง แต่พวกเขาก็ยังไม่พบกับผลเืัเลย ซึ่งหากเป็แบบนี้ต่อไป เวลาของหุ่นไม้ผ่าดาวจะต้องหมดลงก่อนอย่างแน่นอน
กรร !!
ในตอนนั้นเองเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปและถูกแทนที่ดวยดวงจันสีเหลืองนวลตา เสียงร้องคำรามของเหล่าอสูรก็ดังขึ้นให้ได้ยิน ก่อนที่มุมหนึ่งของป่าจะมีแสงสีแดงส่องประกายออกมาอ่อนๆ
เมื่อมองไปยังทิศทางนั้น วรรณชัยก็พบว่าเหล่าอสูรกำลังเข้าไปรวมตัวกันอยู่บริเวณนั้น เมื่อเห็นสิ่งผิดปกติเหล่านี้ วรรณชัยจึงสั่งให้หุ่นผ่าดาวเข้าไปสำรวจดู