หลังจากอี้เหรินเฟิ่งประสบความสำเร็จในการสร้างิญญาเพลิงในตันเถียนแล้ว อี้เหรินเฟิ่งได้เรียกิญญาเพลิงไห้ออกมาภายนอกร่างกาย
ิญญาเพลิงสีดำประกายม่วงแสดงออกมาเหนือฝ่ามือของอี้เหรินเฟิ่ง ขึ้นชื่อว่าิญญาเพลิงคือเพลิงที่มีจิติญญา ในวันข้างหน้าิญญาเพลิงนี้สามารถมีความนึกคิดเป็ของตนเอง และสามารถมีกายเพลิงะเป็ของตนเองได้เช่นกัน
แต่ในตอนนี้มันยังเป็เพียงิญญาเพลิงที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ ยังไม่มีความรู้สึกนึกคิดเป็ของตัวเอง จำต้องดูดซับพลังงานมากมายเพื่อวิวัฒนาการตนเอง ในขณะนี้ิญญาเพลิงสีดำประกายม่วงนี้ใช้ได้เพียงกลั่นโอสถและหลอมอาวุธระดับต่ำเท่านั้น อี้เหรินเฟิ่งมองดูเพลิงสีดำในมือ
"ต่อจากนี้ข้าจะเรียกเพลิงนี้ว่า เพลิงทมิฬม่วง "อี้เหรินเฟิ่งตั้งชื่อเรียกไห้แก่มัน เพราะจากในตำราที่อ่านมานั้นไม่มีบันทึกเกี่ยวกับิญญาเพลิงชนิดนี้ อี้เหรินเฟิ่งชื่นชมอยู่สักพักก็เก็บกลับเพลิงทมิฬม่วงเข้าสู่ร่างกาย ไห้มันได้โคจรไปตามร่างกายดูดซับพลังหยางในกายของเขา
จากนั้นอี้เหรินเฟิ่งจึงเดินทางต่อ โดยการเดินออกมาตามซอกหินที่เจอ ซอกหินนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นจากน้ำตอนฝนตกไหลลงมา นานวันเข้าจึงกลายเป็ทางน้ำกัดเซาะมายังที่แห่งนี้ อี้เหรินเฟิ่งเดินออกมาเรื่อยๆใส่เสื้อผ้ากลับคืน เขาเดินทะลุออกมาตรงตีนเขาลูกหนึ่ง ดูจากทิศทางแล้ว เขาต้องเดินข้ามเขาเพื่อออกจากป่าแห่งนี้
อี้เหรินเฟิ่งสำรวจหาทางขึ้นจนใกล้มืด จึงตัดสินใจหาที่พักค้างแรมก่อนค่อยขึ้นเขาต่อในวันพรุ่งนี้ เช้าวันถัดมาอี้เหรินเฟิ่งตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น เขาไม่ได้หลับเต็มตื่นมาหลายคืนยิ่ง อี้เหรินเฟิ่งจัดการตัวเองเรียบร้อยจึงออกเดินทางขึ้นเขาต่อไป เขาลูกนี้ด้านล่างมีหน้าผาชันโดยรอบ เขามาเจอทางขึ้นเล็กๆแห่งหนึ่งในหลืบผาที่กว้างพอจะปีนขึ้นมาได้
เขาปีนขึ้นเขาไปพอพ้น่ที่เป็หน้าผาก็เป็ทางเดินขึ้นเขาธรรมดา แต่ว่าต้นไม้ในูเาลูกนี้ช่างใหญ่โตพื้นดินด้านล่างมืดครึ้มเต็มไปด้วยพงหญ้าและเถาวัลย์ อี้เหรินเฟิ่งเดินทางด้วยความยากลำบาก เขาต้องค่อยๆแหวกดงหญ้ามุดใต้เถาวัลย์หนามขึ้นเขาไปเรื่อยๆ
แปลกมากเขาลูกนี้ช่างเงียบสงบยิ่ง ไม่มีเสียงนกเสียงแมลงไดๆเล็ดลอดออกมาไห้ได้ยิน เขาเดินไปถึงประมาณครึ่งทางกว่าจะถึงยอดเขาป่าไม้เริ่มหนาแน่นขึ้น เถาวัลย์ใหญ่ยาวระโยงระยางเต็มไปหมด
อี้เหรินเฟิ่งค่อยๆเดินขึ้นเขาไปต่ออย่างไม่รีบร้อนบนยอดเขา ยอดเขาแห่งนี้มีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง ภายในถ้ำมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ลำต้นเกี่ยวพันกันระโยงระยางไปด้วยเถาวัลย์ใหญ่ขนาดเท่าขา บนเถาวัลย์ั์นี้เต็มไปด้วยหนามและดอกไม้สีขาว
ใต้ต้นไม้เต็มไปด้วยโครงกระดูกขาวกองทับถมกันมากมาย ดอกไม้สีขาวซีดราวกับกำลังไว้อาลัยไห้แก่โลกหล้าเหล่านี้ มีไอสีขาวลอยออกมาจากพวกมัน เป็ไอพิษพิษที่ร้ายแรงยิ่งเพียงหนึ่งลมหายใจก็สามารปลิดชีพสัตว์อสูรน้อยใหญ่ได้อย่างง่ายดาย
ดวงตาสีเขียวคู่หนึ่งค่อยๆลืมขึ้นมา ดวงตาคู่นี้โผล่ออกมาจากลำต้นของต้นไม้นี้ เ้าของดวงตาคู่นี้คือ ปีศาจเถาวัลย์ระดับเจ็ดขั้นสูงสุด มันใกล้จะบรรลุระดับแปดแล้ว
เพียงมันสามารถบรรลุระดับแปดได้สำเร็จ มันก็สามารถกลายร่างเป็ร่างมนุษย์ สามารถเหาะเหินเดินอากาศ อิทธิฤทธิ์เพิ่มพูนมหาศาลพลังยุทธ์เทียบเทียมได้กับระดับขั้นแปลงเทพของเผ่ามนุษย์
ปีศาจตนนี้มีชื่อว่า " ซ่างโหยว " มันกำลังจะบรรลุระดับพลังในวันนี้แล้ว ทันไดนั้นมันได้ััถึงสิ่งมีชีวิตบนเขา ตอนนี้มีสิ่งมีชีวิตกำลังขึ้นเขามามุ่งหน้ามายังยอดเขา มันใช้เถาวัลย์กิ่งก้านสาขาของมันสำรวจดูว่าเป็สิ่งมีชีวิตชนิดได
บนเขาแห่งนี้เถาวัลย์ทุกเส้นคือร่างกายของมัน ในที่สุดมันก็เจอเข้ากับมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์ตัวน้อยสูงเพียงหนึ่งเมตรมันไม่ได้คิดอันไดมาก จับมากินเหมือนสิ่งมีชีวิตตัวอื่นๆเป็ปุ๋ยไห้กับมันเสียก็สิ้นเื่
ซ่างโหย่วจึงเริ่มโจมตีมนุษย์ตัวจ้อยในทันทีกลับมาที่อี้เหรินเฟิ่ง เข้าเดินขึ้นมาอยู่ดีๆก็รู้สึกเหมือนมีใครจับจ้องอยู่ เขามองซ้ายมองขวาอย่างระวัง เข้าไปแอบในซอกของรากไม้รอคอยสำรวจอย่างใจเย็น
ทันไดนั้น ขาของเขาก็ถูกกระชาก เถาวัลย์เส้นหนาขนาดแขนผู้ใหญ่พันรอบข้อเท้าของอี้เหรินเฟิ่ง เด็กน้อยโดนยกขาห้อยหัวอยู่อย่างนั้น อี้เหรินเฟิ่งไม่รอช้า ดึงเขี้ยวหมาป่าออกจากกลางหลัง ฟันฉับเข้าไปหนึ่งทีเถาวัลย์ก็ขาดลงไป เขาตงลงมาที่พื้น
เปรี้ยง เถาวัลย์อีกเส้นฟาดใส่กลางหลังของเขาอย่างจัง อี้เหรินเฟิ่งกระเด็นกระดอนชนต้นไม้ดังโครม เืซึมออกมุมปาก ทันไดก็มีอีกเส้นหนึ่งพุ่งมาจาก้า เขาใช้เขี้ยวหมาป่าฟันต้านทานเถาวัลย์ั์ไว้ได้
อี้เหรินเฟิ่งเห็นท่าไม่ดีแล้ว เขาหันหลังกลับ วิ่งลงจากูเาในทันได แต่เถาวัลย์มากมายหลายสิบเส้นก็โผล่ออกมาดักหน้าเขาไว้ อี้เหรินเฟิ่งโดนเถาวัลย์ฟาดไปห้าหกที เสื้อผ้ามีรอยเืซึมเต็มตัว เขาสู้ไม่ได้เลยเถาวัลย์พวกนี้โผล่มาไม่หมดไม่สิ้น เข้าฟันขาดไปสิบเส้น มันก็โผล่มาอีกยี่สิบเส้น
โดนอัดอยู่อย่างนั้นร่วมยี่สิบนาที ในที่สุดเขาก็ถูกเถาวัลย์มัดมือมัดเท้าจนขยับไม่ได้ เถาวัลย์ค่อยๆเลื้อยมาพันรอบตัวเขาจนเป็ดักแด้เถาวัลย์ หลังจากโดนมัดเสร็จเรียบร้อยเขาก็โดนลากขึ้นไปยังยอดเขาบนยอดเขา
อี้เหรินเฟิ่งโดนลากเข้ามายังถ้ำของปีศาจเถาวัลย์ ปีศาจเถาวัลย์ในตอนแรกคิดว่าจะกินอี้เหรินเฟิ่งในทันที แต่ว่าเขาก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ก้อนเมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นตรงยอดเขา มันเป็ทัณฑ์์
ปีศาจเถาวัลย์เห็นดังนั้นก็ไม่มีกะจิตกะใจจะกินแล้ว มันต้องเตรียมตัวรับทัณฑ์์นี้ ถ้าเกิดผ่านพ้นไปได้ร่างกายของมันจะอ่อนแอเป็อันมากมันค่อยกลับมากินอี้เหรินเฟิ่งเพื่อฟื้นคืนพลังก็ยังไม่สาย
"เด็กน้อย เดี๋ยวพอข้าบรรลุระดับพลังสำเร็จ ค่อยกลับมาจัดการเ้า" เขาพูดกับอี้เหรินเฟิ่ง
"ท่านปู่ต้นไม้ เราไม่มีความแค้นไดๆต่อกัน ท่านได้โปรดปล่อยข้าไปได้หรือไม่ขอรับ ข้าจะขออวยพรไห้ท่านขอท่านประสบความสำเร็จทุกประการณ์ขอรับ" อี้เหรินเฟิ่งพูดจาปะเหลาะเอาใจ
"เด็กน้อย ข้าอยู่มานับพันปี ข้าไม่เคยปล่อยไห้ไครขึ้นเขามา แล้วเดินจากข้าไปเฉยๆ ข้าต้องได้กินมัน เ้าเข้าใจแล้วหรือไม่ 555555555 เดี๋ยวขาจะรีบกลับมากินเ้า เ้าหนูน้อย"
พูดเสร็จซ่างโหยวก็เคลื่อนกายอันใหญ่โตของมันขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อเตรียมตัวรับทัณฑ์์ เมฆดำหนาแน่นขมุกขมัว สายฟ้าแล่นพล่านทั่วทั้งผืนฟ้า เสียงฮึมๆดังมาจากก้อนเมฆ ทัณฑ์์ใกล้จะเริ่มแล้ว
ซ่างโหยวยืนอยู่บนปลายยอดเขา เขาโคจรพลังเตรียมพร้อมรับทัณฑ์์ ทันไดนั้นท้องฟ้าก็สว่างวาบ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี้ยง !!! สายฟ้าขนาดเท่าต้นขาหนึ่งเส้นผ่าลงมา นี่เป็สายฟ้ารอบแรก ทัณฑ์์ระดับนี้จะผ่าลงมาหกระลอก ผ่านไปได้ก็จะสามารถบรรลุระแปดได้
สายฟ้าเส้นแรกผ่าลงมายังปลายยอดของต้นไม้ปีศาจ เนื่องจากซ่างโหยวเป็ปีศาจต้นไม้มันจึงค่อนข้างจะแพ้ทางสายฟ้า ยิ่งนี่เป็ทัณฑ์์ มันจึงรู้สึกเจ็บกว่าปรกติยิ่งนัก เสียงเปรี้ยง หล่นลงมาบนตัวของมัน เืสีเขียวซึมออกมา มันยังทนได้ แค่นี้สบายมากมันคิดในใจ หลังจากผ่ารอบแรกเสร็จ สายฟ้าค่อยๆรวมตัวกันใหม่เหนือชั้นเมฆ ซ่างโหยวโคจรพลังเตรียมรับทัณฑ์์ระลอกต่อไป