ฟางเฟยสวมใส่ชุดโบราณ ที่เป็เสื้อคอจีนแขนยาวแนบเนื้อสีอ่อน กับกระโปรงแบบป้ายยาวถึงข้อเท้า ซึ่งทางทีมงานเป็ผู้จัดหามาให้ และทุกคนที่มาร่วมคัดตัวนักแสดง ต้องใส่เหมือนกัน หญิงสาวกำลังรวบรวมสมาธิเพื่อทำการแสดงต่อหน้าผู้จัดและผู้กำกับ สำหรับคัดเลือก เพื่อไปเป็นักแสดงตัวประกอบในฉากสำคัญ ทางมหาวิทยาลัยทำการคัดเลือกมาแล้วในระดับหนึ่ง ได้จำนวนทั้งหมด 3 คน หนึ่งในนั้นคือเธอ ทั้งห้องเงียบสนิท ทันทีที่ดนตรีบรรเลงขึ้น ฟางเฟยได้วาดลวดลายการแสดงนาฎศิลป์ร่วมสมัย ที่ผสมผสานแบบจีนโบราณและบัลเล่ต์เข้าด้วยกัน ร่วมกับอุปกรณ์พัดที่มีผ้าแพรโปร่งบางเบา ยาวร่วมสามเมตร ตามโจทย์ที่ทางทีมงามกำหนด เกาฟางเฟยแสดงสีหน้าท่าทางเข้ากับจังหวะของเครื่องดนตรี วาดผ้าขึ้นบนอากาศจนอุปกรณ์ดูเป็ส่วนเดียวกันกับตัวเธอ พอการแสดงจบลงเสียงปรบมือดังขึ้น เสียงพูดคุยแม้จะเบาแต่หญิงสาวก็ได้ยินชัดเจน ว่าเธอทำได้ดีจนเป็ที่ประทับใจ
“ฟางเฟยเป็อย่างไงบ้าง ดูสิมือฉันเย็นมากเลย”
“หลีอิง เธอต้องใจเย็นกว่านี้ ตื่นเต้นขนาดนี้จะทำออกมาได้ไม่ดีนะ หายใจเข้าลึก ๆ ข้างในไม่ได้มีอะไรน่ากลัว ทำให้ดีที่สุดนะ”
หญิงสาวที่นั่งรอคิวหันมาฟังฟางเฟยที่กำลังปลอบใจ อยู่ด้านนอกห้องสตูดิโอ หล่อนเบะปากเหลือกตามองบน แล้วลุกเดินมาเบียดไหล่หลีอิง
“ขี้ขลาดแบบนี้ ไม่ต้องมาให้เสียเวลาคนอื่นหรอกนะ อยู่บ้านอย่างเดิมก็ดีแล้ว จะมาทำไม”
“เอ๊ะ…ทำไมเธอพูดแบบนี้ เราไม่รู้จักกันมาก่อนไม่ควรพูดแบบนี้นะ”
“ทีมงานเขาเรียกชื่อเธอแล้ว มัวทำใจอะไรอยู่ ฉันคิวต่อเธอต้องมารอคนอ่อนแอทำใจเหรอ เสียเวลารึเปล่าแบบนี้ จะเข้าไม่เข้า ถ้าฉันรัดคิวเท่ากับเธอสละสิทธิ์นะ”
ฟางเฟยจูงมือเพื่อนไปส่งเข้าประตู
“อย่าสนใจเขา ทำสมาธิอยู่ที่โชว์ของเธอ เราผ่านการคัดเลือกจากคนตั้งเยอะมาได้ จะมายอมแพ้แค่คนไม่กี่คนหน้าห้องไม่ได้ ทำให้ดีที่สุดนะหลีอิง ฉันจะรอเธออยู่ตรงนี้”
“ได้ ขอบคุณมาก”
ฟางเฟยหันกลับมา หลังจากส่งหลีอิงเข้าห้องไป หญิงสาวจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่เป็มิตร จนอีกฝ่ายต้องเป็คนหลบสายตาและเดินกลับไปนั่งที่ตัวเอง
การคัดเลือกจบลง และเย็นวันนั้นทีมงานก็ออกมาประกาศรายชื่อ ผู้ที่ได้รับคัดเลือก ในจำนวนนักแสดง 5 คนมีชื่อของฟางเฟย แต่เพื่อนอีก 2 คนที่มาจากสถาบันเดียวกันกลับตกรอบ อะไรไม่สำคัญเท่าแม่สาวปากดีที่ปะทะคารมกับหลีอิง ก็เข้ารอบด้วยเช่นกัน ฟางเฟยัับรรยาการของกลิ่นศัตรูโชยมาั้แ่เริ่มงาน ทีมงานนัดประชุมงานและทำสัญญาในวันถัดไป
“ดีใจด้วยนะ เราสองคนคิดไว้แล้ว อย่างไงเธอก็ต้องเข้ารอบ”
“ใช่ ฉันก็คิดว่าฟางเฟยทำได้ เย็นนี้เราไปหาอะไรกินกันก่อนนะ แล้วค่อยแยกย้ายกลับบ้าน”
เพื่อนสาวทั้งสองเข้ามาแสดงความยินดีในห้องแต่งตัว และชวนกันไปเลี้ยงฉลอง
“ได้เลยหลีอิง ซูซู แต่ขอไม่ดึกนะ พอดีพรุ่งนี้วันเกิดฉันน่ะ ฉันต้องไปศาลเ้าแต่เช้า”
“ไปศาลเ้า ไปขอพรเหรอ ให้ฉันไปเป็เพื่อนเธอไหม” ซูซูถามฟางเฟยด้วยสีหน้าสงสัย
“ฉันต้องไปรายงานตัวน่ะ ปีนี้อายุครบ 25 แล้ว เดี๋ยวก่อน…นี้ฉันต้องเล่าอะไรพวกนี้ให้เธอฟังกันด้วยเหรอ ไปเถอะอย่าสนใจเลย ฉันต้องทำแบบนี้ที่ศาลเ้าประจำตระกูลทุกปี แต่ครั้งนี้ฉันอยู่ที่หางโจว เลยเลือกไปศาลเ้าที่นี่แทน”
สามสาวเดินพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ออกมาจากสตูดิโอ แต่ก็ต้องมาพบกับแม่สาวปากร้าย ที่มายืนดักรออยู่หน้าอาคาร
“ยินดีด้วยนะ ได้ยินว่าเธอเป็คนไทย ทำได้ดีนี่ ขนาดสาวจีนแท้ยังแพ้เธอ”
“ขอบคุณ ดีใจกับเธอเช่นกัน ยินดีนะที่จะได้ร่วมงานกัน”
“ก็หวังว่าจะไม่ถ่วงใครแล้วกัน แก๊งขี้ขลาด” หญิงสาวพูดจบก็รีบเดินจากไป
“นี่เธอว่าใคร” ซูซูของขึ้น ก้าวเท้าใส่แม่สาวปากร้าย
“อย่าซูซู แค่คนประสาท อย่าไปเสียเวลาเลย”
“คนนี้เหรอที่มีปัญหากับ หลีอิงในสตูดิโอ” สองสาวพยักหน้าพร้อมกัน
หลังจากฉลองมื้อเย็นเสร็จ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกลับบ้าน ฟางเฟยนั่งรถโดยสารกลับมาถึงที่ห้อง ทันทีที่มาถึงห้องหญิงสาวทิ้งร่างที่เหนื่อยล้าลงบนที่นอน ถอนหายใจออกมา นอนมองคันฉ่องทองแดงที่วางไว้ข้างหมอน พรุ่งต้องเอาไปศาลเ้าด้วย
“คุณหนูนำคันฉ่อง ไปรายงานตัวต่อหน้าศาลฮั่นยุหวี่ บอกท่านว่าคุณหนูชื่ออะไรเกิดในตระกูลเกา วันนี้ได้นำคันฉ่องปัญจธาตุมารายงานตัว เพื่อที่์จะได้รับรู้ว่าทายาทรุ่นที่ 10 ของตระกูลเรามาเกิดแล้ว และตอนนี้คือผู้ถือคันฉ่องปัญจธาตุ”
เสียงคำสั่งของพ่อบ้าน ผู้ดูแลศาลเ้าประจำตระกูล โทรมาสั่งเธอให้ปฏิบัติตามกฏ ปกติเธอก็ต้องไปรายงานตัวแบบนี้ทุกครั้งในวันเกิด แต่ปีนี้ดูพิเศษที่มีคันฉ่องทองแดงไปด้วย ฟางเฟยลุกขึ้นอาบน้ำและเตรียมเข้านอน พรุ่งนี้มีอะไรให้ทำอีกมาก
กลิ่นควันกำยานร่องรอยคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่ว ผู้คนต่างแวะเวียนเข้ามากราบสักการะขอพร ฟางเฟยยกนาฬิกาขึ้นดู ยังพอมีเวลารอคนซากว่านี้สักหน่อยน่าจะดีกว่า
“แม่หนูจะมาไหว้เทพฮั่นยุหวี่ใช่ไหม”
ชายชราผมยาวหมัดเป็มวยผมเล็ก ๆ หนวดเคราบางแต่ยาว สีขาวทั้งผมและหนวดเครา แต่หน้าตายังสดใสเหมือนอายุยังไม่มาก ต่างแค่เส้นผมที่เป็สีขาวหมดแล้ว เอ่ยทักขึ้นจากด้านหลัง
“ใช่ค่ะคุณปู่ หนูจะมาไหว้ท่านทุกวันเกิด พอดีปีนี้อยู่ไกลบ้านเลยมาไหว้ที่นี่ ไม่คิดว่าคนจะเยอะแบบนี้ เลยรอให้คนน้อยกว่านี้จะเข้าไปไหว้ค่ะ”
“ที่นี่คนเยอะทั้งวัน เอาแบบนี้ดีไหม ด้านในมีศาลจำลอง คนไม่พลุกพล่าน ฉันจะนำทางเธอไป ถือว่าเป็ของขวัญวันเกิด”
“ดีเลยค่ะ ขอบคุณมาก”
ชายชรา เดินนำทางเข้าไปด้านในศาล ผ่านประตูใหญ่ลัดเลาะไปแค่สองห้องก็ถึงห้องโถงใหญ่ มีกระถางธูปหินใบใหญ่ตั้งอยู่กลางโถง มีธูปและกำยานถูกจุดไว้ก่อนนี้ คงเป็เ้าหน้าที่และคนดูแลศาลที่มากราบไหว้ในห้องส่วนนี้ ศาลจำลองไม่ได้เล็กอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ใหญ่เท่าด้านนอก ลักษณะซุ้มตกแต่งดูเก่าแก่กว่ามาก มีของเซ่นไหว้จัดวางใหม่ ๆ ชุดเล็กกว่าด้านนอก แต่ครบครัน
“เชิญแม่หนูตามสบาย ฉันขอตัวก่อน”
“ขอบคุณมากค่ะ”
ฟางเฟยมองดูชายชราเดินจากไปทางประตูด้านซ้าย จนเดินหายลับไป หญิงสาวก้าวเท้าไปยืนหน้าโต๊ะบูชาจุดธูปสักการะ เดินกลับมาปักลงกระถางธูปใหญ่กลางโถง แล้วกลับไปคุกเข่าลง หยิบกล่องคันฉ่องเปิดออก ยกขึ้นมาถือทั้งสองมือส่องใบหน้าตัวเอง แล้วกล่าวคำ ตามที่พ่อบ้านประจำตระกูลสั่งไว้ ฟางเฟยกล่าวจบ คำนับ 3 ครั้ง เหมือนแสงฟ้าแลบก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับแสงที่เข้าตา
“สวัสดีคุณหนูตระกูลเกา ไม่คิดว่าจะได้เจอกันที่นี่ มาพร้อมของวิเศษด้วยสินะ”
“ของวิเศษ สิ่งนี้เหรอคะของวิเศษ” ชายชราคนเดิม มายืนข้างหลังตอนไหนเธอไม่ทันได้สังเกต
“ใช่แล้ว ของเก่าแก่ของตระกูลเกา ดูหนูจะไม่รู้จักคันฉ่องนี้เลยสินะ"
“รู้จักแต่ไม่สนิทกันเท่าไหร่ค่ะ ตระกูลเกาขาด่คนรับมอบในรุ่นที่ผ่านมา เพราะได้แต่ลูกชาย หนูเลยได้เป็ทายาทที่ได้รับมอบคันฉ่องทองแดงนี้ เป็รุ่นที่ 10 พอดี”
“ฉันเห็นแปลก ๆ ั้แ่หน้าศาลเ้าแล้ว หนูคงไม่อยากให้ใครเห็นมันสินะ”
“ก็ส่วนหนึ่งค่ะ สำหรับคนในตระกูลหรือพ่อหนูเอง อาจเห็นของสิ่งนี้ธรรมดา แต่สำหรับหนูไม่ใช่ นี่คือของที่หนูเฝ้ารอที่จะได้เป็คนถือมันมาตลอดั้แ่เด็ก แต่เพราะกฎที่มีต้องรอจนอายุ 25 ปี ถึงมีสิทธิ์รับมอบคันฉ่องทองแดงนี้ได้ ทำให้ต้องรอตามกำหนด ส่วนที่มาที่ไปหรือความสำคัญ คนเฒ่าคนแก่ในตระกูลแทบไม่เหลือ แม้แต่พ่อแม่หนูเองก็เพิ่งเสียไปเมื่อปีที่แล้ว เลยท้าวความเอาเื่เอาราวอะไรไม่ได้เลย”
“แล้วหนู อยากรู้ไหม ว่าของสิ่งนี้ทำไมตระกูลเกาถึงมี และทำไมต้องมี”
“คุณปู่รู้เหรอคะ”
ชายชราส่งยิ้มให้ แล้วนำทางไปห้องด้านใน ฟางเฟยยกนาฬิกาขึ้นดูอีกครั้ง เหลือเวลาไม่มาก แต่เื่นี้ก็อยากรู้ หญิงสาวรีบเดินตามชายชราผมขาวไปยังห้องด้านใน ปล่อยให้ควันธูปกำยานร่องรอย ถือเอาคำรายงานตัวไปยังสรวง์
ชายชราวางจอกน้ำชาให้หญิงสาวตรงหน้า กลิ่นชาหอมกรุ่น โต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ ด้านหลังศาลเ้า ดูจะเป็ทั้งที่ทำงานและมุมพักผ่อนส่วนตัว
“คุณปู่อยู่ที่นี่เหรอคะ”
“ใช่ฉันอยู่ที่นี่ ดูแลมาหลายชั่วคน อันที่จริงหลานชายฉันรับ่ต่อแล้ว แต่่นี้เขาไม่ว่างฉันเลยดูแลแทน เอาล่ะขอฉันดูคันฉ่องสักหน่อยได้ไหม”
ฟางเฟยมีที่ท่าลังเลเล็กน้อย แต่เท่าที่ดูชายชราคนนี้ ก็ไม่ได้ดูมีอันตรายอะไร หญิงสาวเลยตัดสินใจยกกล่องคันฉ่องขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วเปิดออก เผยให้เห็นคันฉ่องปัญจธาตุ ที่ถูกขัดจนขึ้นเงา เนื้อทองแดงสุขสว่างดูสวยงาม ลวดลายด้านหลังยังคงชัดเจน ชายชรายกขึ้นดูพินิจพิเคราะห์ สักพักก็วางลงในกล่องแพรทองตามเดิม
“นานหลายปีแล้วที่ไม่ได้เห็นกัน ของสิ่งนี้เคยตกอยู่ในมือของญาติผู้พี่ฉันเอง พี่สาวฉันได้เป็คนถือคันฉ่องนี้เป็รุ่นที่ 8 ก่อนจะแต่งงานแล้วย้ายตามสามีไปอยู่เมืองไทย อ๋อ…ฉันควรแนะนำตัว ฉันชื่อ เกาซูว่าน ครอบครัวสายฉันรับหน้าที่ ดูแลศาลเ้านี้มามากกว่า 100 ปีแล้ว ก็คงพอกันกับที่สายครอบครัวหนู ต้องดูแลคันฉ่องทองแดงนี้เช่นกัน”
“หมายความว่าหนูกับที่นี่มีความสัมพันธ์กัน สวัสดีค่ะ หนูชื่อ เกาฟางเฟย ไม่คิดว่าจะได้เจอญาติาุโที่นี่”
“ใช่ ไม่คิดเหมือนกัน” ชายชรายิ้มให้หญิงสาว
“ขอโทษค่ะคุณปู่ หนูอยากรู้ความเป็มาของเ้าคันฉ่องนี้ แต่ตอนนี้หนูก็ติดธุระสำคัญต้องรีบไปทำ ถ้าหนูกลับมาที่นี่ตอนเย็นคุณปู่จะสะดวกไหมคะ”
“สะดวกแต่หนูต้องเข้าประตูด้านหลังนะ เพราะด้านหน้าถึงเวลาเราจะปิดไม่อนุญาตให้ใครเข้า”
คุณปู่เกาซูว่าน เดินมาส่งฟางเฟยที่ประตูทางออกด้านหลัง ซึ่งเป็ส่วนของบ้านหลังใหญ่ที่มีสวนร่มรื่นติดกับศาลเ้า จนเหมือนเป็ส่วนเดียวกัน
“เย็นนี้ก็เข้ามาทางนี้นะ ฉันจะรอหนู เกาฟางเฟย”
หญิงสาวทำความเคารพคุณปู่ แล้วโบกแท็กซี่มุ่งหน้าไปสตูดิโอทันที
ฟางเฟยมาถึงสตูดิโอทันเวลาพอดี แต่ก็ถือว่าช้ากว่าคนอื่นที่มาถึงก่อนเวลานัดหมาย ฟางเฟยส่งเอกสารส่วนของเธอให้กับพนักงานที่รออยู่หน้าห้องประชุม แล้วเดินเข้าไปด้านใน ทุกสายตาหันมามองที่เธอเป็ตาเดียว
“เกาฟางเฟย มาทันเวลาพอดี แต่ถ้าเป็เวลางาน หวังว่าคุณจะมาได้เร็วกว่านี้นะ เพราะอย่าลืมว่า พวกคุณทั้งหมดเป็ตัวประกอบ และฉากที่ต้องใช้พวกคุณก็เป็ฉากสำคัญ ที่เราต้องเตรียมทั้งอุปกรณ์ประกอบฉาก และนักแสดงนำของเื่อีกหลายคน หวังว่านักแสดงประกอบจะเข้าใจตรงนี้ด้วยนะ”
หญิงสาวหน้าตาสวยงาม แต่งตัวเรียบร้อย พูดขึ้นกลางที่ประชุมทันทีที่เห็นฟางเฟยเดินเข้ามาในห้อง ฟังดูเหมือนหล่อนตั้งใจพูดว่าเธอ แต่สุดท้ายก็ทำทีเป็พูดเตือนรวม ๆ
“ขอโทษด้วยค่ะ ครั้งหน้าจะไม่เป็แบบนี้อีกค่ะ” ฟางเฟยพูดกับหญิงสาวหัวโต๊ะอย่างตั้งใจ พร้อมทั้งจ้องหน้าเธอ
“เอาหน้าเื่เล็กน้อย นี่ก็ยังไม่ถึงเวลานัดเลย อีกตั้ง 5 นาที ถูกไหม”
ผู้กำกับทำทีเป็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู แล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ทำให้ทุกคนในที่นั้น พลอยยิ้มออกกันไปด้วย และได้มารู้ว่าผู้หญิงหน้าตาดีคนนั้น เธอคือภรรยาผู้จัดภาพยนตร์ที่มาแทนเขาในวันนี้ มิน่าถึงวางท่าเข้มงวดนัก
ทุกอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เบื้องต้นคือการชี้แจงกฎระเบียบของบริษัทที่ว่าจ้าง รายได้ รายละเอียดต่าง ๆ ทุกอย่างจบลงในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนรายละเอียดเื่นัดหมายการฝึกซ้อมการแสดงต่าง ๆ จะมีการนัดหมายกันอีกครั้ง ทันทีที่การประชุมยุติลง ฟางเฟยก็รีบแยกตัวออกไป โดยไม่ได้สนใจที่จะทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานอีก 4 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือยายปากร้าย ที่จ้องกัดเธอตลอดเวลาที่มีโอกาส ฟางเฟยมองว่ายังมีเวลาให้รู้จักกันอีกมาก เพราะพวกเธอทั้งหมด ยังต้องใช้เวลาเรียนการแสดงเพิ่มเติม และฝึกซ้อมการแสดงเพื่อให้ตรงตามที่ทีมงาน้า เพราะจุดมุ่งหมายของฟางเฟยในเวลานี้ คือเื้ัของคันฉ่องทองแดง บนความสัมพันธ์ในตระกูลเกา เพื่อความรวดเร็วหญิงสาวเลือกที่จะนั่งแท็กซี่ระหว่างรอรถอยู่นั้น ได้มีรถอีกคันเข้ามาจอดเทียบตรงหน้าเธอ ทันทีที่กระจกรถเลื่อนลง คนในรถก็คือผู้กำกับภาพยนตร์อารมณ์ดี ที่เพิ่งได้พบกันในที่ประชุม
“เกาฟางเฟย เธอกำลังจะไปไหน ขึ้นรถมาผมจะไปส่ง”
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันไปเองได้ ไม่รบกวนคุณดีกว่า”
“ไม่รบกวน ขึ้นมาเลย วันนี้ผมเสร็จงานแล้ว ขึ้นมาเร็ว ๆ ผมไปส่งเอง ผมว่าง”
หญิงสาวลังเลเล็กน้อยได้แต่ถอนหายใจ แล้วยอมขึ้นรถของผู้กำกับ ที่เพิ่งเจอกันได้แค่เพียงสองครั้งเท่านั้น
“ฉันจะไปศาลเ้าฮั่นยุหวี่ คุณจะผ่านรึเปล่า คุณอาจส่งฉันกลางทางก็ได้นะคะ ฉันเกรงในไม่อยากรบกวนค่ะ”
“เฮ้ย…บอกแล้วไงว่าไม่รบกวน วันนี้ผมว่างแล้วไม่มีธุระที่ไหนต่อ ไปส่งคุณได้ไม่รบกวนเลย แต่ผมจะแวะซื้อกาแฟสักหน่อย ดื่มกาแฟกับผมสักครู่ได้ใช่ไหม”
“เอ่อ…ก็ได้ค่ะ ขึ้นรถคุณมาแล้วนี้ ก็ต้องไปด้วยกันสิถูกไหม”
ชายหนุ่มเ้าของรถกะบะสายลุยหัวเราะขึ้น เขาเป็ผู้กำกับที่ยังหนุ่มและอารมณ์ดี การร่วมงานกับเขาดูไม่ยากและสบายใจ ถือว่าโชคดีที่งานนี้ได้ร่วมงานกับเขา ชายหนุ่มเลี้ยงกาแฟหญิงสาวและชวนเธอนั่งพูดคุยกันในร้านกาแฟ
"คุณเป็คนไทยใช่ไหม"
“ค่ะฉันเป็ลูกครึ่งไทย-จีน ซึ่งไม่แปลกเพราะในเมืองไทยลูกผสมแบบฉันมีเยอะมาก”
“ใช่ไม่แปลก แต่สำหรับผมคุณมีแรงดึงดูดที่ดี คุณเชื่อไหมโชว์ของคุณเมื่อวานติดตาผมมาก ท่ารำของคุณคิดขึ้นมาใหม่เหรอ ผมไม่เคยเห็นมาก่อน”
“ใช่ค่ะ ฉันเรียนนาฏศิลป์จีนมาบ้าง แต่ถือว่าน้อยมาก ฉันสอบมาเรียนต่อที่นี่ โดยการส่งเทปการแสดงที่มี และทั้งหมดฉันคิดขึ้นมาใหม่”
“น่าสนใจมาก งานของผมชิ้นนี้ สำหรับตัวประกอบที่มีพวกคุณ 5 คน ผม้าใช้แค่ไม่กี่ฉาก แต่ถ้าคุณทำมันออกมาได้ดีผมยังมีงานอื่นให้คุณอีก ยอมรับว่าผมติดตามาก ถึงขั้นเก็บเอาไปฝัน ฟังดูเหมือนผมเป็คนเ้าชู้ ดูไม่ดีเลย ไปกันเถอะ ขอบคุณที่มาดื่มกาแฟเป็เพื่อนผม ผมจะไปส่งคุณที่ศาลเ้า”
“รบกวนไปถนนเส้นด้านหลังนะคะ ฉันจะเข้าประตูหลัง”
“คุณเป็คนของที่นั่นเหรอ ประตูนั่นใครก็รู้กันว่า ให้ใช้ได้เฉพาะคนตระกูลเกา อ๋อ…ใช่แล้ว คุณแซ่เกาทำไมผมคิดไม่ถึงนะ เกาฟางเฟย คุณไม่ธรรมดาซะแล้ว”
“ทำไมค่ะ ตระกูลเกา มีปัญหาอะไรรึเปล่า”
“ใครจะกล้ามีปัญหา นี่เป็ตระกูลเก่าแก่ของที่นี่ ผมโง่เองที่คิดไม่ถึง มิน่าคุณถึงมีฝีมือขนาดนี้”
“ฉันไม่รู้เื่พวกนี้หรอกค่ะ ฉันมาจากเมืองไทยได้ไม่กี่ปีนี้เอง แต่ในไทยตระกูลเกาก็ถือว่าใหญ่ มีลูกหลานมากมาย ไม่คิดว่ามาที่นี่ก็เจอญาติผู้ใหญ่อีก”
รถกะบะคันใหญ่จอดเทียบหน้าประตูทางเข้าบ้านตระกูลเกาที่อยู่ติดกับศาลเ้า ฟางเฟยก้าวลงจากรถแล้วเดินไปกดอ๊อดหน้าประตู สักครู่ประตูก็เปิดออก มีคนมานำทางเธอเข้าไป พอหญิงสาวเดินลับหายเข้าประตู รถคันใหญ่ถึงเคลื่อนตัวออกไป
มี e book ห้วงฝันแห่งปัญจธาตุ เล่ม 1. https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiODU0MTc2MCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjIyNzIxNCI7fQ