และนับจากวันนั้นวันเวลาอันแสนทุกข์ทนของสตรีผู้ไร้ความทรงจำก็ดำเนินผ่านมาได้อีกสามวันทุกอย่างก็ค่อยๆ เริ่มกระจ่างในที่สุดว่ายามนี้นั้นตนเองได้ตายตกแล้วกลับมาถือกำเนิดใหม่ในร่างของเลี่ยงหวางเฟยนามว่า'ซ่งเยว่ซิน' ซึ่งนางเริ่มจะคุ้นชินกับชีวิตใหม่ซึ่งได้มาแทบงงๆ นี้บ้างแล้ว
ต่อเพราะได้รู้แจ้งถึงที่มาและที่ไปของร่างเดิมนี้ ฟ่งอวิ๋นเซียงหรือชาตินี้ก็คือซ่งเยว่ซิน กลับต้องเสแสร้งแกล้งเป็คนป่วยความจำเสื่อมต่อไปเพียงเพราะว่าที่เลี่ยงหวางเฟยตกม้าจนสิ้นชีพสาเหตุหรือผู้บงการอยู่เื้ัเกือบเก้าส่วนก็คือสวามีสุดที่รักเลี่ยงอ๋อง'ถังเทียนอี้'นั่นเอง
...ผีผลักมากแม่...
นางต้องถึงแก่ความตายจากชาติของฟ่งอวิ๋นเซียงก็เพราะหนีคนของว่าที่สามี ใครเลยจะคาดคิดยามนี้ได้เกิดใหม่นางกับถูกแถมสามีมาให้ แต่อันแถมทั้งทีหากเป็คนดียังพอทน ทว่าดูทรงแล้วบุรุษผู้มีนามว่าถังเทียนอี้ผู้นั้นล้วนมากมีความเลวร้ายหมายเอาชีพนางให้สลายอยู่ทุกลมหายใจ...
หรือนี่จะเป็กรรมจากชาติเก่าที่นางเองก็เคยหมายเอาชีวิตคู่หมั้นเช่นกัน
แต่อย่างน้อยซ่งเยว่ซินก็มิได้ถือว่าโชคร้ายจนถึงแก่นเพราะยามนี้นั้นนางยังมีพี่ชายผู้แสนอบอุ่นและอ่อนโยนคอยเอาใจใส่ต่อนางเป็อย่างดีนี่คงถือได้ว่าเป็โชคเพียงหนึ่งเดียวที่พอหล่อเลี้ยงชีวิตของซ่งเยว่ซินเอาไว้ในสามวันยังถิ่นที่แตกต่างแปลกแยกที่นี่
และเพราะนางได้รู้จึงความเป็มาเป็ไปทั้งสิ้น ซ่งเยว่ซินคนใหม่ที่มิได้มีความรักใดหลงเหลืออยู่ในหัวใจนอกจากความทรงจำเดิมของร่างกายนี้ จึงคิดว่าหากตนเองยังคงเป็คนความจำเสื่อมต่อไปเช่นนี้คงจะพอให้พ้นจากภัยร้ายจากสามีนามว่าถังเทียนอี้ไปได้จนกว่าตนเองจะหาหนทางหย่าขาดจากเขาไปเสีย ถึงในยุคนี้สมัยนี้เื่ถูกหย่าของสตรีมิใช่สิ่งดีงาม แต่สาวมั่นเช่นนางจะใส่ใจคงยากแล้ว ยามนี้เช่นไรตนเองยังมีพี่ชายที่เป็ถึงองค์จักรพรรดิเหนือคนตั้งเก้าแคว้น อันเื่จะเกราะพี่ชายกินคงมิได้ยากเย็น เพียงแต่ต้องหาหนทาง่ชิงเอาใบหย่ามาให้ได้ก็เท่านั้นซึ่งยามนี้สมองของคนเพิ่งตื่นมายังโลกใหม่และร่างกายใหม่ เช่นนี้ยังปรับตัวได้ไม่ค่อยคงที่เท่าไหร่ในเวลาแค่สามวัน...
ขอเวลาอีกสักหน่อยเถิด และในเมื่อนางคิดตกเช่นนั้นซ่งเยว่ซินจึงวางแผนว่านับแต่นี้ตนเองจะเป็แค่หวางเฟยสมองเสื่อมเพียงเท่านั้น
...ผ่านไปอีกสิบวันสภาพร่างกายซึ่งตกจากหลังม้าของซ่งเยว่ซินเลี่ยงหวางเฟยในวัย18หนาวก็ค่อยดีขึ้นตามลำดับ นอกจากกระดูกแขนที่หักแล้วรอยฟกช้ำต่างๆ นั้นเลือนหายไปจนสิ้นแล้ว และเพราะนิสัยดั้งเดิมของฟ่งอวิ๋นเซียงจากชาติเก่านั้นเป็ผู้มิเคยอยู่นิ่งเมื่อต้องมาเก็บตัวอยู่เพียงในเรือนถึงจะถือว่ากว้างขวางสมฐานะของ'จ่างกงจู่'แห่งเหอหนาน แต่ก็ยังรู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่มอยู่ดี เช่นนั้นแล้ว เมื่ออิ่มมื้อเช้านางจึงเข้าไปคลอเคลียกับองครักษ์ข้างกายที่'เสด็จพี่ยัดเยียดทิ้งไว้ให้มีนามว่า'หยุนไห่ถัง'ตามนิสัยเดิมยามที่ตนเองอยากให้คนตามใจนางซึ่งส่วนใหญ่แล้วยากจะมีผู้ใดต้านทานได้เสมอมา
"นี่องครักษ์หยุนวันนี้ข้าอยากไปด้านนอกเรือนบ้างอยู่อุดอู้มาเป็สิบวันแล้วนะ...นะ...น๊า..."
ดวงตาสีนิลเว้าวอนอย่างที่สุดใบหน้า
"แต่ว่า...หากท่านอ๋องจมูกผีผู้นั้นรู้ พระองค์จะเดือดร้อนเอาได้นะเพคะหวางเฟย"
หยุนไห่ถังเอ่ยเตือนด้วยความเป็ห่วง เพราะหากเลี่ยงอ๋องถังเทียนอี้รับรู้ว่าหวางเฟยบัดนี้นั้นสามารถออกไปนอกเรือนไป่เหอได้ก็จะต้องหาหนทางคิดกำจัดให้อีกก็เป็ได้ถึงการครั้งนี้ยังมิแจ้งชัดทั้งสิ้นว่าเป็ฝีมือของเลี่ยงอ๋อง แต่เขาคือผู้ต้องสงสัยมากที่สุดแล้ว องค์จักรพรรดินั้นย้ำชัดเจนให้ระวังความปลอดภัยของเลี่ยงหวางเฟยมากกว่าชีพตนนางจึงต้องกระทำตาม
"แต่ข้าทนถูกเข็มร้อยนิ้วมือต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว นะ...ท่านองครักษ์หยุน...น๊า"
เพราะว่างานหลักๆ ่นี้ที่ต้องทำก็คืองานเย็บปักถักร้อยซึ่งนางนั้นไม่เคยมีความสามารถมาั้แ่ชาติเก่าต่อให้ซ่งเยว่ซินคนเดิมจะเก่งกาจด้านนี้มากแต่ทำเช่นไรได้ในเมื่อยามนี้ผู้ที่มาทดแทนในร่างนางผู้นี้นั้นหาได้มีความชมชอบงานฝีมือหากเปลี่ยนเป็ทรมานคนเช่นไรหรือสังหารศัตรูอย่างไรนั่นค่อยน่าพูดคุยด้วยสักหน่อย
และเพราะรอยยิ้ม'ป่นเถ้าเผากระดูก'ในแบบ'เซียงเอ๋อร์'ถูกนำมาใช้ดวงตาขององครักษ์หยุนไห่ถังคล้ายจะมืดบอดลงทันทีกับกิริยาออดอ้อนของหวางเฟยตัวน้อย ต่อให้นางมีจิตใจแข็งแกร่งกว่าหินผาก็คงมิอาจทานทนได้กับสายตาเช่นนี้ ั้แ่เลี่ยงหวางเฟยซ่งเยว่ซินดรุณีตัวน้อยวัย18หนาวฟื้นคืนขึ้นมาคราวนี้ช่างพลิกกลับนิสัยเดิมดังขุมนรกต่ำสุดทะยาน์ชั้นสูงสุดก็มิปาน ความเอาแต่ใจ หรือความอารมณ์ร้อน ไร้เหตุผล ไม่มีหลงเหลือให้เห็น ที่พานพบทุกวันคือหวางเฟยตัวน้อยนิสัยคล้ายลูกแมวทั้งขี้อ้อนและซุกซนยิ่งนัก...
"ก็ได้เพคะ แต่ต้องแต่งกายให้รัดกุมสักหน่อย เดี๋ยวหม่อมฉันจะพาพระองค์ไปทางลัดที่ไม่ค่อยมีผู้คนพบเห็นจะได้มิพบเจอกับปัญหา"
สุดท้ายองครักษ์สาววัย21หนาวก็หลงมนต์ของหวางเฟยตัวน้อยในดวงตาสุกใส
"ขอบใจเ้ายิ่งนักท่านองครักษ์หยุนช่างรอบคอบเป็ที่สุด"
ดวงตากลมแวววาวด้วยความสุขสมหวังขึ้นมาทันที
และเมื่อผ่านไปได้ราว2ก้านธูป...
...ลานด้านหลังตำหนักเลี่ยงอ๋อง...
ร่างในอาภรณ์สีม่วงเดินตามหลังร่างในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มรัดกุมคล้ายบุรุษ สายตาก็สอดส่ายไปทั่วอย่างตื่นเต้นที่ได้ออกมาหายใจภายนอกเรือนเสียทีหลังจากต้องทนอุดอู้มาเป็ร่วมหนึ่งเดือน...
"เดินระวังนะเพคะหวางเฟยที่นี่เป็ลานโล่งจึงอาจค่อนข้างอันตราย"
เมื่อหยุนไห่ถงรู้สึกว่าหวางเฟยนั้นเริ่มทิ้งระยะห่างจากตนเองจึงหันกลับมาเอ่ยเตือนเสียงระแวงภัย
ซึ่งก็เป็จริงเสียด้วยบัดนี้ร่างเล็กที่แขนข้างขวายังคงมีผ้าคล้องอยู่ที่ลำคอบอบบางเอาไว้กำลังมัวแต่หยุดมองการฝึกดาบของทหารกลุ่มหนึ่งด้วยความตั้งอกตั้งใจยิ่ง
เห็นเช่นนั้นองครักษ์สาวนางจึงจำต้องเดินย้อนกลับมาคว้ามเอาแขนเล็กข้างซ้ายของร่างเล็กผู้เป็เลี่ยงหวางเฟยให้เดินเคียงข้างกัน
"ข้าอยากดูอีกหน่อย"
ร่างเล็กทำสายตาละห้อย
"ระวังสักหน่อยเพคะถัดไปไม่ไกลท่านอ๋องน่าจะยังทรงฝึกซ้อมวรยุทธ์อยู่ยังอีกด้านเพคะเช่นไรเราไปให้ห่างจะสมควรกว่าหากมีคนของท่านอ๋องมาพบเข้ายามนี้คงหาใช่เื่ดี"
ปากเล็กบิดเบี้ยวไปด้วยความไม่ชอบใจอย่างแรงหากแต่ก็ออกเดินตามคนสนิทเช่นไรนางก็ยังอยากมีชีวิตที่สองให้ยืนยาวสักหน่อย
ส่วนองครักษ์หยุนไห่ถังเห็นอาการว่าง่ายเช่นนี้ของหวางเฟยก็อดจะเผลออมยิ้มออกมาเสียมิได้หากเป็อดีต จ่างกงจู่ตัวน้อยผู้นี้คงมิยอมง่ายดายเช่นนี้เป็แน่
"นั่นเสด็จพี่นี่ท่านองครักษ์หยุน"
สายตาของซ่งเยว่ซิน พลันเหลือบไปเห็นบุรุษซึ่งหลายวันมานี้นางล้วนคุ้นตา ห่างออกไปไม่ไกลกำลังปะทะคมกระบี่อยู่กับสวามีซึ่งแสนชิงชังนางผู้นั้นอยู่
เห็นเช่นนั้นคนซึ่งเท้ายังเจ็บอยู่กับเดินได้เร็วกว่าองครักษ์ข้างกายเสียอีก
"เสด็จพี่พระองค์มาั้แ่ยามใดกันเพคะ"
ร่างแกร่งในชุดเกราะชะงักก่อนจะหันกลับมาตามเสียงสดใสของผู้เป็น้องสาว
"เยว่เอ๋อร์...เ้าออกมาได้เช่นไร"
ถึงคำถามจะเอ่ยคล้ายกับมิได้ใส่ใจ ทว่าสายตาดุเข้มนั้นจ้องเขม็งไปยังองครักษ์สาวนิ่งอยู่ หยุนไห่ถังถึงกับเผลอถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าไร้อารมณ์อยู่เสมอซีดลงทันตา
มือเรียวเล็กจึงเอื้อมไปจับแขนแกร่งแล้วลูบไปมาอย่างเอาใจ
"อย่างทรงตำหนิท่านองครักษ์หยุนเลยเพคะเสด็จพี่เป็น้องเองที่อยากมา ดูนิ้วมือของน้องเถิดบัดนี้ทั้งสิบเต็มไปด้วยรอยเข็มแล้วเพคะน้องทนฝึกปักผ้าอีกต่อไปเพียงหนึ่งวันเกรงว่าจากเพียงแขนหักอาจจะต้องถูกตัดทิ้งทั้งสิบนิ้วเพราะแผลเข็มตำก็เป็ได้นะเพคะเสด็จพี่"
น้ำเสียงสดใสกับรอยยิ้มอ่อนหวานตรงหน้าช่างมีอานุภาพร้ายกาจยิ่ง เพราะใบหน้าเย็นดังหิมะทับถมกับสายตาพร้อมเข่นฆ่าพลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทั้งหยุนไห่ถัง และองครักษ์ข้างกายองค์จักรพรรดินามว่า'หยุนจิ้งอวี่'จึงค่อยถอนลมหายใจออกมาอย่างปลอดโปร่ง...
ผิดกับเลี่ยงอ๋องเทียนอี้ที่จับจ้องทุกกิริยาแห่งชายาตนด้วยความสงสัยเป็อย่างยิ่งเพราะหากเป็เมื่ออดีตผู้ซึ่งนางจะต้องโผเข้ามาพัวพันล้วนเป็ตัวเขาหาใช่พี่ชายของนางเช่นนี้
"แขนนี้ยังมิหายดี เท้านั่นก็อีก ไยจึงดื้อดึงเล่าเยว่เอ๋อร์"
ถึงเป็การตำหนิทว่ากลับอ่อนโยนเสียนัก
ในใต้หล้านี้คงมีเพียงสตรีเดียวที่ทำให้ ราชันผู้แสนจะโเี้นามซ่งชิงเฟิ่ง นุ่มนวลอ่อนโยนได้ เช่นนี้ เพราะนอกจากน้องสาวเพียงหนึ่งเดียวนามซ่งเยว่ซินแล้วบุรุษรูปงามผู้นี้หาได้เคยใส่ใจผู้ใดอีกหากมิมีผลประโยชน์เข้ามาข้องเกี่ยว
ทั้งสองพี่น้องตระกูลหยุนต่างแจ้งแก่ใจมาเนิ่นนาน
แม้แต่เลี่ยงอ๋องเองก็เช่นกันเรียกว่าในอาณาจักรใกล้เคียงล้วนรู้แจ้งคงจะถูกต้องกว่า
"ไม่เจ็บแล้วเพคะเสด็จพี่ขยับได้มากดีขึ้นดูสิเพคะ"
ซ่งเยว่ซินพยายามยกให้คนตรงหน้าเห็นว่าดีขึ้นแล้วจริงๆ
"อย่าเพิ่งฝืนมากไปหัวหน้าหมอหลวงกู้บอกว่ากระดูกที่หักยังมิประสานดี เ้าฝืนมากไปอาจจะส่งผลกระทบในการข้างหน้า"
เช่นไรเขาก็มิอยากเห็นแก้วตาดวงใจต้องมีแขนที่มิสมบูรณ์
หากแต่ซ่งเยว่ซิน กลับยิ้มประจบส่งมาให้จนดวงตากลมแทบปิด
และในขณะที่นางกำลังหยิบผ้าเช็ดหน้าเตรียมเอื้อมไปแตะเม็ดเหงื่อยังใบหน้าคมขององค์จักรพรรดิซ่งชิงเฟิ่งนั่นเอง พลันสายตาอันเฉียบคมของนางกลับรับรู้ได้ถึงสายสีดำพุ่งเข้าหาร่างแกร่งเร็วดังกับสายลม ผ้าเช็ดหน้าผืนงามลวดลายเฟิ่งหวงสีแดง ถูกปล่อยลงพื้นอย่างมิแยแส
เฟี้ยว...
ฟึบ!
"คุ้มกันฝ่าาเร็วเข้า!!! "
เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วดังสายฟ้าฟาดและจบลงในชั่วอึดใจใหญ่
เมื่อองค์จักรพรรดิซ่งชิงเฟิ่ง กลับมายื่นมั่นคงบนปลายเท้าทั้งสองข้างได้อีกครั้ง ภาพที่เขาได้เห็นตรงหน้าช่างฉุดดึงเอาสติของเขาไปจนแทบสิ้น!
ร่างเล็กในอาภรณ์สีม่วงใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนข้อมือของร่างบุรุษสูงใหญ่แต่งกายมิดชิดสีดำทะมึน ดาบคมวาวเล่มโตกระเด็นห่างออกไป ที่กลางแผ่นหลังถูกปักด้วยลูกธนูมองด้วยสายตาคาดว่าคงทะลุไปถึงหน้าอกเป็แน่ ซึ่งผู้ที่ปักมันลงก็คือ...
...เลี่ยงหวางเฟย! ...