กงฉีเดินทางมาพบเหวยเหนียงที่บ้านของซูเยี่ยนั้แ่เช้าซึ่งในตอนนั้นทุกคนในครอบครัวของซูเยี่ยนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
“นี่เ้าเจอท่านหมอเทวดาเสี่ยวอี้แล้วอย่างนั้นหรือ”เหวยเหนียงดีใจที่กงฉีมาหานาง
ซูเยี่ยนที่กำลังนั่งแกะสลักตุ๊กตาไม้อยู่ถึงกับใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
“ยังเลยข้าเดินทางตามแผนที่ที่ซุนหวินวาดไว้แต่คนแถวนั้นได้บอกว่าท่านเสี่ยวอี้เดินทางไปแคว้นหลีแล้ว” กงฉีกล่าว
“ไปตั้งแคว้นหลีเชียวหรือแล้วจะทำอย่างไรดี” เหวยเหนียงใ
“บางทีท่านหมออาจกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดก็เป็ได้งั้นเอาอย่างนี้ อีกสิบวันข้าจะลองกลับไปดูท่านหมอใหม่ก็แล้วกัน” กงฉีกล่าว
“ขอบคุณมาก รบกวนเ้าแล้ว”เหวยเหนียงไม่อยากหมดหวัง
“อะนี่ ข้าซื้อมาฝากเ้านะซูเยี่ยน” กงฉียื่นของฝากให้เด็กชายซูเยี่ยน
“มันคืออะไรหรือขอรับ” ซูเยี่ยนแกล้งทำเป็ไม่รู้จัก
“เขาเรียกว่าดอกไม้ไฟเอาไว้เล่นกับเหวยเหนียงก็แล้วกันนะ” กงฉีหันไปยิ้มให้เหวยเหนียง
“ขอบคุณขอรับ” ซูเยี่ยนรับมาเก็บไว้กับตัว
“ไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปล่ะ”กงฉีกล่าว
พอกงฉีเดินละไปแล้วท่านแม่ก็กล่าวด้วยความกังวล “ถ้าไม่เจอท่านหมอเสี่ยวอี้พวกเราจะทำอย่างไรดี”
“ท่านแม่อย่าได้กังวลไปเลยเ้าค่ะท่านหมอเป็ชาวแคว้นฉิน ยังไงก็ต้องกลับแคว้นฉินเ้าค่ะ” เหวยเหนียงพยายามปลอบใจ
“หวังว่าลูกของข้าจะมีวาสนาได้รักษากับท่านหมอนะ”ท่านแม่รู้สึกสงสารลูกชาย
“ท่านแม่เ้าคะ ข้าห่อเสื้อผ้าเพื่อเตรียมไปส่งลูกค้าให้แล้วเ้าค่ะ”ซูหลินกล่าว
“รบกวนเ้าแล้วนะเหวยเหนียงคราวนี้เ้าต้องเดินทางไปไกลและคงต้องพักอยู่ที่เมืองหานอู่หลายวัน ลำบากเ้าจริงๆ” ท่านแม่กล่าว
“ท่านแม่อย่าได้เกรงใจไปเลยเ้าค่ะข้าเป็ลูกสะใภ้ของท่านนะเ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าว
“ข้าจะไปด้วยขอรับ” ซูเยี่ยนรีบพูด
“ลูกจะไปทำไมกัน” ท่านแม่ไม่เห็นด้วย
“สามีภรรยาต้องไปไหนมาไหนด้วยกันไม่ใช่หรือขอรับ”ซูเยี่ยนกล่าวอ้าง
“เหวยเหนียงเขาไปทำงานส่งผ้าให้ลูกค้าเ้าไม่ควรไปกวนนางนะ” ท่านแม่ปราม
อยู่ๆ ดีซูเยี่ยนก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปกอดเหวยเหนียงจนทุกคนใ
“ให้ข้าไปด้วยนะเหวยเหนียงรับรองว่าข้าจะไม่ดื้อไม่ซน ข้าจะเชื่อฟังเ้า” ซูเยี่ยนอ้อนหญิงสาวจนทุกคนพากันใ
“เอ่อ คือ” เหวยเหนียงพูดไม่ออก แต่นางก็ยอมใจอ่อน
“ให้ซูเยี่ยนเขาไปกับพี่เหวยเหนียงเถิดท่านแม่หากมีใครมาจีบพี่สะใภ้ ซูเยี่ยนจะได้กันท่าให้ไงเ้าคะ” ซูหลินกล่าวให้
“ก็ดีเหมือนกันแต่ลูกต้องเชื่อฟังเหวยเหนียงนะ ห้ามดื้อเด็ดขาด” ท่านแม่กำชับ
“ขอรับท่านแม่” ซูเยี่ยนรีบรับคำ
“เอ่อ ซูเยี่ยนปล่อยข้าก่อนดีมั้ย” เหวยเหนียงรู้สึกเขินแปลกๆแม้นางจะพยายามท่องในใจว่าชายผู้นี้เป็เพียงเด็กน้อยก็ตาม
“ท่านเป็คนสอนให้ข้ากอดเพื่อให้กำลังใจเองไม่ใช่หรือ”ซูเยี่ยนกล่าวอ้าง
“แต่ว่าเ้าไม่ควรกอดข้าต่อหน้าผู้ใหญ่แบบนี้นะ” เหวยเหนียงอายท่านแม่
“ข้าไม่ถือสาหรอกจะว่าไปั้แ่ซูเยี่ยนแต่งงานกับเ้านับวันเขาก็ยิ่งดูอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยนะ” ท่านแม่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกชาย
“จริงด้วยเ้าค่ะท่านแม่เดี๋ยวนี้ซูเยี่ยนรู้จักกอดให้กำลังใจด้วย” ซูหลินเห็นด้วย
“ความเป็จริงนั้นเขาเป็คนอ่อนโยนเ้าค่ะแต่เพราะด้วยความเป็ชายชาติทหารเขาจึงกลายเป็คนเข้มแข็งและไม่ยอมอ่อนแอให้ใครเห็น” เหวยเหนียงเข้าใจ
“เ้าไปเตรียมตัวออกเดินทางไปเมืองหานอู่ในวันพรุ่งนี้เถิดข้าเองก็ต้องเข้าครัวไปทำอาหารแล้ว” ท่านแม่กล่าว
“เ้าค่ะท่านแม่” เหวยเหนียงเลยเดินเข้าไปในห้องนอนของนาง
“ข้าไปช่วยนะพี่เหวยเหนียง”ซูหลินอยากไปช่วยจัดของ
ซูเยี่ยนกลับไปนั่งแกะสลักตุ๊กตาดังเดิมเขาถึงกับโล่งอกที่ตอนนี้ท่านกงฉียังไม่เจอตัวท่านหมอเทวดาเสี่ยวอี้ เขาคิดในใจว่า “คงยื้อเวลาได้สักพักสินะ”
******************************
เช้าวันรุ่งขึ้นท่านแม่และซูหลินไปส่งซูเยี่ยนและเหวยเหนียงที่หน้าบ้าน
ซูเยี่ยนเดินเข้าไปกอดท่านแม่ตามที่เหวยเหนียงพร่ำสอน
ท่านแม่ก็เลยกล่าวกำชับว่า “เชื่อฟังเหวยเหนียงและห้ามหนีเที่ยวเด็ดขาดรู้มั้ย”
“ขอรับท่านแม่” ซูเยี่ยนรับคำ
จากนั้นท่านแม่ก็ดึงแขนเหวยเหนียงมาคุยตามลำพัง “เ้าอายหรือเปล่าที่เอ่อ สามีไม่สมประกอบของเ้าคอยติดตามเ้าไปด้วย ถ้าเ้ากลัวขี้ปากชาวบ้านข้าช่วยเกลี้ยกล่อมให้ซูเยี่ยนเปลี่ยนใจก็ได้นะ” ท่านแม่เป็ห่วงความรู้สึกของเหวยเหนียง
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ก็ดีเหมือนกันมีซูเยี่ยนอยู่ด้วยใครก็คงไม่กล้าทำอันตรายข้าเพราะลักษณะภายนอกของเขายังไงก็ดูน่าเกรงขามอยู่ดี”เหวยเหนียงมองในแง่ดี
“เ้าคิดได้เช่นนี้ ข้าก็วางใจรักษาตัวด้วยนะเหวยเหนียง” ท่านแม่กล่าวและรู้สึกดีใจที่ลูกสะใภ้ไม่รังเกียจลูกชายไม่สมประกอบของนาง
“เ้าค่ะท่านแม่” เหวยเหนียงกล่าว
เหวยเหนียงประคองท่านแม่ไปที่รถม้าที่ตอนนี้ซูหลินกับซูเยี่ยนกำลังยืนรออยู่
“นี่เ้าค่ะข้าไปซื้อหมั่นโถวมาให้ั้แ่เช้า เอาไว้กินระหว่างทางนะเ้าคะ” ซูหลินยื่นห่อหมั่นโถวให้พี่สะใภ้ไว้เป็เสบียงระหว่างเดินทาง
“แล้วส่วนของข้าล่ะ” ซูเยี่ยนทวง
“ส่วนของเ้าก็อยู่กับพี่เหวยเหนียงไง”ซูหลินกล่าว
“ถ้านางแกล้งไม่แบ่งข้าล่ะ”ซูเยี่ยนแกล้งพูด
“พี่เหวยเหนียงรักเ้าจะตายไปท่านพี่ต้องแบ่งให้เ้าทานอยู่แล้วมีแต่เ้านั่นแหละที่รังแกท่านพี่และจะฮุบหมั่นโถวไว้กินคนเดียว” ซูหลินไม่เชื่อใจซูเยี่ยน เพราะกลัวเขาแกล้งพี่เหวยเหนียงอีก
“ข้าไม่ได้เป็อย่างนั้นเสียหน่อย”ซูเยี่ยนกล่าว
“ไม่เอาน่า อย่าทะเลาะกันเ้าต้องขึ้นรถม้าได้แล้วนะซูเยี่ยน ชายที่รับจ้างบังคับรถม้าให้นั้นรอพวกเ้าอยู่นานมากแล้วนะ”ท่านแม่รู้สึกเกรงใจคนบังคับม้า
“ขอรับ” ซูเยี่ยนรับคำ
พอซูเยี่ยนขึ้นไปบนรถม้า เหวยเหนียงก็ขึ้นตาม
ในระหว่างที่นั่งบนรถม้า ซูเยี่ยนก็หลับเหวยเหนียงจึงช่วยประคองศีรษะของเขา เพื่อให้เขาซบไปที่ไหล่ของนาง นางรำพึงเบาๆว่า “ข้าอยากให้เ้าเป็แบบนี้ตลอดไปจัง ข้าไม่อยากให้เ้าหายป่วยเลยข้าเห็นแก่ตัวมากไปใช่มั้ย พอเ้าหายป่วยกลับมาเป็ปกติเมื่อไหร่เ้าก็คงแสดงทีท่ารังเกียจข้า เพราะเ้าไม่ชอบหมอดูอย่างข้า”
ซูเยี่ยนที่แกล้งหลับ เขาคิดในใจว่า “ตอนนี้ข้ารักเ้ามากข้าไม่มีวันรังเกียจเ้าหรอกเหวยเหนียง แต่หากถึงวันนั้นจริงข้าจำเป็ต้องแสดงละครว่ารังเกียจเ้าข้าจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าข้าแกล้งความจำเสื่อม”
******************************
ณ เรือนบัณฑิต
เจียงฝานซึ่งมีอายุ 40 ปีเขาเป็คุณชายรองแห่งครอบครัวเศรษฐีค้าขายอัญมณี เขา้าทำบุญด้วยการบริจาคชุดบัณฑิตให้กับเหล่าบัณฑิตผู้ยากไร้จึงไปจ้างร้านของท่านแม่ซูเยี่ยนให้ตัดเย็บเสื้อผ้าให้เหล่าบัณฑิตจำนวน 15 คน
เจียงฝานยืนรอรถม้าของเหวยเหนียงอยู่หน้าเรือนบัณฑิต
“ขออภัยจริงๆ เ้าค่ะที่ข้ามาช้า” เหวยเหนียงเห็นท่านเจียงฝานมารออยู่นานแล้ว
“เ้าคือลูกสะใภ้ของซูหลางอย่างนั้นหรือ”ท่านเจียงฝานกล่าวเพราะรู้จักซูหลางหรือแม่ย่าของเหวยเหนียงเป็อย่างดี
“ใช่แล้วเ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าว
“ส่วนท่านนี้คือสามีของเ้าสินะ”เจียงฝานพอจะเดาออก
“ใช่แล้วเ้าค่ะ” เหวยเหนียงยอมรับอย่างไม่อาย
“ข้าน้อยขอคารวะท่านเจียงฝานขอรับ”ซูเยี่ยนทำท่าคารวะเหมือนเด็กคนหนึ่ง
“หลานชายสบายดีนะ” เจียงฝานรู้จักซูเยี่ยนมาก่อน
ซูเยี่ยนแสร้งทำเป็ไม่รู้จักท่านอาเจียงฝานเขาหันไปหาเหวยเหนียงทันที
“เขา เอ่อ ความจำเสื่อมเ้าคะ”เหวยเหนียงอธิบาย
“ช่างมันเถิดพวกเรารีบเข้าไปข้างในกันดีกว่า ท่านอาจารย์และเหล่าบัณฑิตกำลังรออยู่” เจียงฝานรู้ดีว่าหลานชายมีความผิดปกติ เขาไม่อยากพูดตอกย้ำเหวยเหนียงเลยรีบกล่าวตัดบท
“เ้าค่ะ” เหวยเหนียงพาซูเยี่ยนเดินตามท่านเศรษฐีเข้าไปในเรือนบัณฑิต
******************************
ภายในเรือนบัณฑิต ท่านอาจารย์ตังยี่เดินออกมาประกาศอยู่หน้าห้องประชุมใหญ่ต่อหน้าบัณฑิต 100 คน
“ข้าขอแนะนำให้พวกเ้ารู้จักท่านเศรษฐีเจียงฝานเขาคือท่านอาของเจียงเล่ย ในวันนี้เขาจะมาแจกชุดบัณฑิตที่ตัดพิเศษให้กับบัณฑิตผู้ยากจนจำนวน15 คน” ท่านอาจารย์ตังยี่ประกาศ
“ขอบคุณท่านเจียงฝานขอรับ/เ้าค่ะ” เหล่าบัณฑิตกล่าวพร้อมกัน
“เอาล่ะงั้นผู้ที่มีรายชื่อต่อไปนี้ให้ออกมารับชุดบัณฑิตนะ” ท่านเจียงฝานกล่าว
หนึ่งใน 15 คน ได้มีบัณฑิตสาวนามว่าติงเหมยด้วย
ติงเหมยจึงเดินไปรับชุดบัณฑิตจากเจียงเล่ยหรือหลานชายของเจียงฝานซึ่งความจริงนั้นเจียงเล่ยก็เป็บัณฑิตเหมือนกันและมีวัยไล่เลี่ยกับติงเหมย คือมีอายุประมาณ 17ปี
“ขอบคุณเ้าค่ะ” ติงเหมยกล่าวโดยไม่สบตา
แต่เจียงเล่ยกลับรีบจับข้อมือหญิงสาวไว้
ติงเหมยใมากก็จริงแต่นางต้องทำตัวเคร่งขรึมให้ได้มากที่สุด นางเตือนอย่างใจเย็นว่า “โปรดสงวนท่าทีด้วยคุณชายเจียงเล่ย นี่มันต่อหน้าทุกคนนะ”
“เมื่อไหร่เ้าจะเลิกหลบหน้าข้าเสียทีข้าแค่อยากเป็เพื่อนกับเ้า ก็เลยแสร้งทำเป็ยาจกข้าไม่ได้มีเจตนาแกล้งเ้าเลยนะติงเหมย” เจียงเล่ยกล่าว
“โปรดรักษามารยาทด้วยคุณชายท่านจะต้องมอบชุดบัณฑิตให้คนต่อไปแล้ว” ติงเหมยเตือนอีก
เจียงเล่ยจึงยอมปล่อยมือติงเหมยเขาอยากปรับความเข้าใจกับนาง แต่นางเอาแต่หลบหน้าเขาลูกเดียว
หลังจากท่านเศรษฐีแจกชุดบัณฑิตให้ผู้ยากไร้เรียบร้อยแล้วเขาก็ได้ประกาศให้บัณฑิตทุกคนไปรับประทานอาหารที่เขาสั่งทำเพื่อเลี้ยงเหล่าบัณฑิต
ณ โรงอาหาร
เหล่าบัณฑิตนั่งรับประทานอาหารพร้อมเพียงกัน
“หากใครไม่อิ่มลุกไปตักเพิ่มได้เลยนะ อาหารมีพอสำหรับทุกคน” ท่านเจียงฝานประกาศ
“ขอบคุณขอรับ/เ้าค่ะ” เหล่าบัณฑิตกล่าวขอบคุณ
ระหว่างที่ทานอาหารเพื่อนสาวของติงเหมยก็กล่าวทัก “ทำไมใบหน้าของเ้าช่างดูหมองคล้ำเช่นนี้หรือว่าเ้ากำลังจะมีเคราะห์”
“พวกเราเป็บัณฑิตนะไม่ควรงมงายหลงเชื่อในเื่ดวงชะตาเช่นนี้” ติงเหมยเตือน
“ไม่เชื่อเ้าก็ส่องคันฉ่องสิ”เพื่อนสาวยื่นคันฉ่องให้
ติงเหมยรับคันฉ่องมาจากเพื่อนสาว “จริงด้วยใต้ตาคล้ำจริงๆ ข้าถูกทำโทษให้คัดลอกตำราทั้งคืน ข้าก็เลยไม่ได้นอนต่างหาก”
“ทำไมถึงถูกทำโทษล่ะ อ้อใช่ข้าเห็นหุ่ยซาไปฟ้องอาจารย์ว่าเ้าลอบออกไปข้างนอกไม่ยอมอ่านตำราด้วย” เพื่อนสาวนึกขึ้นได้
“เป็ฝีมือหุ่ยซานี่เอง” ติงเหมยกล่าว
ติงเหมยนั่งส่องคันฉ่องต่อไปจนกระทั่งนางส่องไปทางด้านหลังของนางนางก็เห็นเจียงเล่ยกำลังนั่งอยู่ทางด้านหลังของนางและจ้องนางอย่างไม่วางตานางคิดในใจว่า “พวกเราอยู่คนละวรรณะกัน มันเป็ไปไม่ได้หรอกที่พวกเราจะได้ลงเอยกันน่ะเจียงเล่ย” จากนั้นติงเหมยก็เลยยื่นคันฉ่องคืนเพื่อนสาว
หลังทานอาหารเสร็จติงเหมยได้ไปขออาหารใหม่ส่วนที่เหลือจากในโรงครัว
“เ้ายังไม่อิ่มอย่างนั้นหรือติงเหมย”แม่ครัวสงสัย
“ข้าอยากเก็บไว้ตอนเย็นเ้าค่ะ”ติงเหมยกล่าวอ้าง
“ข้าเข้าใจข้าจะห่อใส่กล่องให้เ้าก็แล้วกัน เอาไปเยอะๆ เลยแล้ววันพรุ่งนี้ค่อยคืนกล่องให้ข้า” แม่ครัวยื่นกล่องใส่อาหารใบใหญ่ให้
“ขอบคุณมากเลยเ้าค่ะ” ติงเหมยกล่าวอย่างซึ้งใจ
ติงเหมยถือห่อกล่องอาหารออกไปด้านหลังเรือนบัณฑิตแต่ทว่าอยู่ดีๆ ก็มีกลุ่มเพื่อนบัณฑิตดักหน้านางไว้
“หุ่ยซาเ้ามีอะไรกับข้าอย่างนั้นหรือ” ติงเหมยใที่มองเห็นหุ่ยซากับเพื่อนผู้ชายอีกห้าคน
“ข้าเตือนไม่ให้เ้ายุ่งเกี่ยวกับเจียงเล่ยแล้วไม่ใช่หรือ”หุ่ยซากล่าว
“ข้าก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเขานี่”ติงเหมยกล่าว
“ตอนที่เจียงเล่ยแจกชุดบัณฑิตให้เ้าข้าเห็นเจียงเล่ยแอบจับมือเ้าด้วย” หุ่ยซากล่าว
“เ้าตาฝาดไปล่ะมั้ง หลีกไปข้าจะกลับบ้าน” ติงเหมยไม่อยากมีเื่
“ข้าเห็นกับตาเ้ายังอ่อยเขาไม่เลิกอีกอย่างนั้นหรือ จนแล้วทำไมไม่เจียมตัวบ้างล่ะ” หุ่ยซาคิดรังเกียจผู้มีฐานะต่ำต้อย แต่ก็ยังดึงดันมาเรียนกับพวกเขา
“ถึงข้าจนแต่ข้าก็เป็บัณฑิตเหมือนกันกับเ้า แต่ไม่ใช่สิข้ายังกล่าววาจาดูน่าฟังกว่าเ้าด้วยซ้ำ” ติงเหมยกล่าว
“เ้าว่าข้าอย่างนั้นหรืออยากเจ็บตัวหรืออย่างไร” หุ่ยซาไม่พอใจ
“พวกเราเป็บัณฑิตนะ เหตุใดถึงทำตัวเหมือนอันธพาลเช่นนี้”ติงเหมยพยายามเตือนสติ
“นี่เ้า” หุ่ยซาง้างมือเตรียมตบผู้หญิงทั้งๆ ที่ไม่สมควรทำ
“มีอะไรกันน่ะ” ท่านอาจารย์รีบมาห้ามปราม
“ไม่มีขอรับท่านอาจารย์” หุ่ยซารีบวางมือลง
“ไม่มี ก็แยกย้ายกันได้แล้วคืนนี้ข้าจะให้พวกเ้าแต่งโคลงกลอน” ท่านอาจารย์รีบสั่ง
“ขอรับท่านอาจารย์” หุ่ยซาและเพื่อนๆ รีบแยกย้ายกันทันที
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านอาจารย์”ติงเหมยกล่าว
“เ้ารีบไปเถอะจะนำอาหารไปให้ยาจกผู้นั้นไม่ใช่หรือ” ท่านอาจารย์รู้ทัน
“เ้าค่ะ ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้”ติงเหมยกล่าว
ท่านอาจารย์คิดสงสารลูกศิษย์ นางเป็ยาจกก็จริงแต่นางเป็คนใฝ่เรียนรู้ เขาก็เลยให้โอกาสนางได้เรียนแต่คนเรานั้นกลับแบ่งชนชั้นและเหยียดคนที่ต่ำต้อยด้อยค่ากว่าตนช่างไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วทุกคนนั้นมีความเท่าเทียมกัน
******************************
ณ บ้านร้างแห่งหนึ่ง
“ท่านทานซะสิ ท่านหิวมากใช่มั้ยเ้าคะ”ติงเหมยยื่นกล่องอาหารให้ชายวัยกลางคนแปลกหน้า
“ขอบคุณมากแม่นางน้อย” ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างซึ้งใจ
“ค่อยๆ กินสิท่านเดี๋ยวก็สำลักหรอกเ้าค่ะ” ติงเหมยมองเห็นชายตรงหน้ารีบกินอย่างมูมมาม
แคร็กๆ แคร็กๆ แคร็กๆ ชายคนนั้นสำลักจริงๆ
“ยังไม่ทันขาดคำเลย อะนี่น้ำเ้าค่ะ” ติงเหมยยื่นกระบอกน้ำให้
ชายแปลกหน้ารีบรับกระบอกน้ำมาดื่มแล้วกล่าวว่า “อาหารอร่อยจริงๆ”
“โชคดีที่ท่านเศรษฐีเจียงฝานเป็คนจัดเลี้ยงเหล่าบัณฑิตอาหารมีมากเกินพอเลยเหลือมาถึงท่านด้วยเ้าค่ะ” ติงเหมยเล่า
“ข้าอิ่มแล้ว” ชายวัยกลางคนหยุดกินเสียดื้อๆ
“ทำไมล่ะเ้าคะท่านไม่พอใจอะไรหรือเปล่า” ติงเหมยไม่เข้าใจที่เห็นชายตรงหน้าเปลี่ยนท่าที
“ข้าไม่อยากทานอาหารของคนเนรคุณคนนั้น”ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างเจ็บแค้น
“ท่านว่าท่านเจียงฝานเป็คนเนรคุณได้อย่างไรกันเ้าคะเขาเป็คนใจบุญสุนทานจะตายไป” ติงเหมยไม่เชื่อ
“ข้าพูดไปเ้าก็คงไม่เชื่อข้าอยู่ดี”ชายวัยกลางคนไม่อยากเล่า
“เอาเถอะเ้าค่ะงั้นวันพรุ่งนี้ข้าค่อยมาหาท่านใหม่นะ” ติงเหมยกล่าว
“พวกเราไม่รู้จักกันทำไมเ้าต้องดีกับข้าด้วยล่ะ” ชายวัยกลางคนไม่เข้าใจ
“คนเรานั้นควรมีน้ำใจให้แก่กันมีอะไรที่พอจะแบ่งปันกันได้ก็ควรแบ่งปันจริงมั้ย อาจารย์เป็คนสอนข้าเองเ้าค่ะ”ติงเหมยจดจำคำสั่งสอนของอาจารย์ได้ดี
“อาจารย์สอนให้เ้าเป็คนดีข้านับถือท่านจริงๆ เ้ากลับไปเถอะ ข้าจะนอนแล้ว” ชายวัยกลางคนนอนราบไปกับพื้นเสียดื้อๆเพื่อตัดบท
“เจ็บป่วยตรงไหนเ้าคะบอกมาได้เลยนะท่าน ข้าจะได้รีบไปตามหมออาสาท่านหมอคนนี้รักษาให้ชาวบ้านโดยไม่ต้องเสียอัฐ” ติงเหมยรู้ว่าชายผู้นี้าเ็มาก่อนตอนนี้เขาทุเลาลงบ้างแล้ว
“มีคนที่ทำงานด้วยจิตอาสาแบบนี้ด้วยงั้นหรือ”ชายวัยกลางคนสงสัย
“เพราะพวกเราเป็ยาจกพวกเราจึงได้เห็นคนดีที่ทำประโยชน์โดยไม่หวังผลตอบแทนไงล่ะเ้าคะ” ติงเหมยกล่าว
“ช่างต่างจากการเป็เศรษฐีจริงๆแม้จะมีคนคอยนับหน้าถือตา เอาอกเอาใจประจบประแจงแต่พวกเราจะไม่มีวันรู้เลยว่าพวกเขาปฏิบัติต่อเราด้วยความจริงใจหรือเสแสร้งแกล้งทำเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น”ชายวัยกลางคนนึกถึงอดีต
“ท่านพูดเหมือนว่าท่านเคยเป็เศรษฐีมาก่อนเลยนะเ้าคะ”ติงเหมยพยายามตีความ
“ข้าก็พูดไปเช่นนั้นเองอย่าถือสาข้าเลย เอาไว้ข้าตามหาญาติเจอเมื่อไหร่ ข้าจะรับเ้าไว้เป็ลูกสะใภ้นะ”ชายวัยกลางคนพูดยิ้มๆ
“ท่านมีลูกชายด้วยงั้นหรือเ้าคะแต่ไม่ล่ะ ท่านควรให้อิสระลูกชายเลือกฮูหยินนะนั่นคือความสุขทั้งชีวิตของลูกชายท่านเลยนะเ้าคะ” ติงเหมยปฏิเสธเพราะเื่การมีครอบครัวถือเป็เื่ใหญ่
“ข้ามองคนไม่ผิดหรอกหากลูกชายข้าได้เ้าเป็ฮูหยิน เขาต้องมีครอบครัวที่มีความสุขแน่นอน” ชายวัยกลางคนเชื่อมั่นเช่นนั้น
“ข้าไม่ฟังท่านพูดเพ้อเจ้อแล้วข้าขอตัวก่อน เดี๋ยวอาจารย์ของข้าจะดุเอาเ้าค่ะ” ติงเหมยต้องรีบกลับแล้ว
“ตามสบาย ขอบคุณมากแม่นาง”ชายวัยกลางคนนอนพลิกตะแคงหันหลังให้
******************************
ณ บ้านของเศรษฐีเจียงฝาน
“พวกท่านหลับสบายหรือไม่”ท่านแม่เฒ่ากล่าว
“พวกเราหลับสบายดีเ้าค่ะท่านแม่เฒ่า” เหวยเหนียงตอบ
“ข้าได้ข่าวว่าเ้าเป็หมอดูเ้าช่วยดูดวงให้หน่อยได้มั้ย” ท่านแม่เฒ่าถือโอกาส
“หมอดูก็คู่กับหมอเดานะขอรับ”เจียงฝานกล่าว
“ข้าพิสูจน์ให้เองงั้นเอาเื่เนื้อคู่ของข้าก็แล้วกัน” เจียงเล่ยท้าพิสูจน์
“ข้าดูจากโหงวเฮ้งของเ้า เนื้อคู่ของเ้าเป็ยาจกแต่นางเป็คนมีความรู้สูง” เหวยเหนียงทัก
“อะไรกัน เป็ไปไม่ได้ข้าไม่มีวันยอมให้หลานข้ามีฮูหยินเป็ยาจกหรอก เ้าดูดวงไม่แม่นจริงๆ นั่นแหละ”ท่านแม่เฒ่าไม่เชื่อยังไงนางก็ต้องเสาะหาลูกขุนนางมาเป็หลานสะใภ้อย่างแน่นอน
“แต่ข้า เอ่อ” เจียงเล่ยกลับคิดว่าเหวยเหนียงดูดวงแม่นเพราะเขาแอบหลงรักบัณฑิตที่เป็ยาจกอย่างติงเหมย
“งั้นลองพิสูจน์อีกลูกชายของข้าไปสู่สุคติแล้วหรือยัง ข้าทำบุญและคอยเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้เขาได้รับหรือไม่” ท่านแม่เฒ่ากล่าวถึงลูกแท้ๆที่เป็ลูกชายคนโต
“จากโหงวเฮ้งของท่าน ลูกชายของท่านยังมีชีวิตอยู่นี่เ้าคะ”เหวยเหนียงกล่าวตามตรง
“เ้าเป็หมอเดาจริงๆ นั่นแหละข้าไม่ชอบขี้หน้าเ้า พวกเ้าออกไปอยู่ที่โรงเตี๊ยมดีกว่า” ท่านแม่เฒ่าไม่พอใจที่เหวยเหนียงดูดวงไม่แม่นนางเป็คนเอาแต่ใจก็เลยไล่เหวยเหนียงและสามีไปอยู่ข้างนอก
“เอ่อ ท่านแม่ขอรับแต่พวกนางต้องรอรับอัฐที่ตอนนี้พ่อบ้านกำลังไปเบิกอัฐจากร้านอัญมณีที่สาขาหวนจูนะขอรับอีกสองวันท่านพ่อบ้านถึงจะมาถึง” เจียงฝานซึ่งเป็ลูกชายบุญธรรมของแม่เฒ่าพยายามเตือน
“ไว้ครบกำหนดสองวันเ้าค่อยมารับอัฐก็แล้วกัน พวกเ้าออกไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้” ท่านแม่เฒ่าไล่
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะข้ากับสามีขอตัว” เหวยเหนียงกล่าวอย่างเข้าใจ
ด้วยความเอาแต่ใจของท่านแม่เฒ่าทำให้เหวยเหนียงและซูเยี่ยนต้องออกมาอยู่โรงเตี๊ยมด้วยกัน
******************************
ระหว่างที่พักอยู่ในห้องพักในโรงเตี๊ยมสองสามีภรรยาก็คุยกัน
“ทำไมถึงไม่ทำนายให้ตรงใจท่านแม่เฒ่าล่ะเห็นมั้ยพวกเราโดนไล่ออกมาอยู่โรงเตี๊ยมเลย” ซูเยี่ยนกล่าวอย่างเด็กๆ
“ข้าทำนายได้อย่างนี้ก็ต้องบอกตามคำทำนายสิ โกหกได้อย่างไรกันล่ะ” เหวยเหนียงไม่อยากโกหก
“ข้าดูยังไงพวกเขาก็ไม่มีวันยอมรับยาจกมาเป็หลานสะใภ้หรอกแถมคนที่ชื่อเจียงฝานก็ยืนกรานว่าลูกชายคนโตของแม่เฒ่าตายไปแล้วอีกต่างหากคำทำนายของเ้าจะตรงได้อย่างไรกัน” ซูเยี่ยนเองก็ไม่เชื่อคำทำนายของเหวยเหนียง
“คอยดูต่อไปก็แล้วกันว่าแต่วันนี้พวกเราไปเที่ยวงานเทศกาลปล่อยโคมกันเถอะ ข้าอยากไปกินสายไหม” เหวยเนียงชวน
“กินอย่างกับเด็กๆ ” ซูเยี่ยนเผลอบ่น
“แล้วเ้าไม่ใช่เด็กอย่างนั้นหรือ”เหวยเหนียงกล่าว
“ข้าเป็เด็กก็จริงแต่หัวใจข้าโตแล้วนะจะบอกให้” ซูเยี่ยนกล่าวยิ้มๆ
“จ้า ผู้ใหญ่ซูเยี่ยนข้าจะพาเ้าไปเล่นเกมสาวน้อยตกน้ำด้วยดีมั้ย” เหวยเหนียงวางแผน
“ข้าอยากไปเล่นบ้านผีสิงมากกว่า”ซูเยี่ยนแย้ง
“แต่ข้ากลัวผีนี่” เหวยเหนียงไม่เห็นด้วย
“หัดไว้ เ้าจะได้เลิกกลัวผีไง”ซูเยี่ยนคิดว่าหนามยอกเอาหนามบ่ง
“เล่นปาลูกดอกดีกว่าข้าว่าเ้าต้องปาแม่น พวกเราคงหอบรางวัลมาเยอะแยะเลย” เหวยเหนียงวางแผนให้ซูเยี่ยนไปโกยรางวัล
“ที่พูดมา ข้าอยากไปงานเทศกาลซะแล้วสิ”ซูเยี่ยนกล่าว
“ทานอาหารกันก่อนเถิดคืนนี้ค่อยไปด้วยกัน” เหวยเหนียงคิดว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง
ในระหว่างที่สองสามีภรรยาทานอาหารในโรงเตี๊ยมซูเยี่ยนก็เหลือบไปเห็นทหารองครักษ์ที่แต่งกายเป็ชาวบ้านธรรมดาชายฉกรรจ์เ่าั้กำลังลอบติดตามเขากับเหวยเหนียงอยู่
“พวกเราไปกันดีมั้ย เหวยเหนียง”ซูเยี่ยนเร่ง
“ใจร้อนจริง ขอข้าทานน้ำก่อนนะ”เหวยเหนียงยกถ้วยน้ำขึ้นมาดื่ม
พอเหวยเหนียงวางอัฐบนโต๊ะเสร็จซูเยี่ยนก็รีบจูงมือหญิงสาวลากจูงไปที่งานเทศกาลทันที
“ใจเย็นๆ ก็ได้พวกเขาจัดงานทั้งคืนอยู่แล้ว” เหวยเหนียงกล่าว
แต่ก็ไร้ผลเพราะซูเยี่ยนยังคงลากจูงหญิงสาวต่อไป
“เล่นอะไรก่อนดีสาวน้อยตกน้ำดีมั้ย” เหวยเหนียงชวน
“ข้าไม่ชอบรังแกผู้หญิงไปเล่นปาลูกดอกดีกว่า” ซูเยี่ยนแย้ง
“ก็ดีเหมือนกันข้าจะได้เตรียมหอบรางวัล” เหวยเหนียงคิดว่ายังไงท่านแม่ทัพก็ต้องมีวิชาแม่นธนูหลงเหลืออยู่เป็แน่
แต่แล้วเพื่อตบตาทหารองครักษ์ที่ลอบติดตามมาซูเยี่ยนจำต้องแกล้งทำเป็ปาลูกดอกไม่แม่น
“ทำไมเ้าปาพลาดตลอดเลยล่ะ”เหวยเหนียงบ่น
“ข้าเป็แค่เด็กนะมาคาดหวังอะไรกับข้า” ซูเยี่ยนยักไหล่ทำเป็ไม่สนใจ
“มา ข้าปาลูกดอกเอง” เหวยเหนียงแย่งลูกดอกมาปาเอง
“โห! เ้าปาแม่นจริงๆด้วย” ซูเยี่ยนแกล้งชม
“ยินดีด้วยขอรับท่านได้รางวัลเป็ผ้าพันคอ” พ่อค้าที่คุมเกมปาลูกดอกยื่นรางวัลให้เหวยเหนียง
“ก็ยังดี ขอบคุณมากเ้าค่ะ”เหวยเหนียงก็เลยพันผ้าพันคอให้ซูเยี่ยน
“ไปเล่นบ้านผีสิงกัน” ซูเยี่ยนรีบพูดเพื่อแก้เขิน
เหวยเหนียงจำต้องเดินตามซูเยี่ยนไปที่บ้านผีสิงและนั่นก็ทำให้ซูเยี่ยนรู้สึกสมใจตามที่เขาวางแผนเอาไว้เพราะเวลาที่เหวยเหนียงใกลัว นางก็จะเข้าไปสวมกอดซูเยี่ยนและซูเยี่ยนเองก็แอบอมยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้อยู่ภายในบ้านผีสิงแต่พอออกมาแล้ว เขาต้องรีบผลักตัวหญิงสาวออกและแสร้งทำเป็ไม่ชอบ
“เ้าจะกลัวอะไรกันนักกันหนาเ้าเป็ผู้ใหญ่แล้วนะ” ซูเยี่ยนแกล้งต่อว่า
“เป็ผู้ใหญ่ก็กลัวผีได้นี่”เหวยเหนียงกล่าว
“ไปปล่อยโคมกันเถอะมันได้เวลาแล้ว” ซูเยี่ยนมองเห็นโคมล่องลอยบนท้องฟ้า
“ก็ดีเหมือนกัน” เหวยเหนียงกล่าว
เหวยเหนียงจึงไปซื้อโคมมาคนละใบ
“พวกเราไม่อธิษฐานร่วมกันเหมือนคู่รักคู่อื่นๆอย่างนั้นหรือ” ซูเยี่ยนมองไปที่คู่รักคู่อื่นที่ใช้โคมใบเดียวกันร่วมกันอธิษฐาน
“ต่างคนต่างอธิษฐานเถิด” เหวยเหนียงกล่าว
“ก็ได้” ซูเยี่ยนรับโคมของตัวเองมาถือไว้
เหวยเหนียงได้อธิษฐานว่า “ขอให้เจอท่านหมอเทวดาเสี่ยวอี้ในเร็ววันและขอให้เขารักษาซูเยี่ยนจนหายด้วยเถิด”
ในขณะที่ซูเยี่ยนนั้นก็อธิษฐานว่า “ขออย่าให้เจอท่านหมอเทวดาเสี่ยวอี้และขอให้ท่านหยางสือรวบรวมผู้มีฝีมือได้สำเร็จด้วยเถิด”
“ข้าจะไปซื้อสายไหมนะเ้ารอตรงนี้นะ” เหวยเหนียงกำชับ
“ข้าเอาขนมโป๊งเหน่งนะ” ซูเยี่ยนสั่ง
“ได้ เดี๋ยวข้าซื้อมาให้นะ”เหวยเหนียงรีบมุ่งหน้าไปร้านขายขนม
พอเหวยเหนียงไปซื้อขนมมาเสร็จ อยู่ดีๆซูเยี่ยนก็ลากจูงเหวยเหนียงไปในป่าเหมือนหนีอะไรบางอย่าง
“เ้ากำลังหนีอะไรอยู่น่ะซูเยี่ยน”เหวยเหนียงทัก
“ข้าจะพาเ้าไปเล่นดอกไม้ไฟที่ท่านกงฉีมอบให้ข้าไงเล่นในงานเทศกาล พวกเราจะมองเห็นดอกไม้ไฟไม่ชัด” แต่ความจริงคือซูเยี่ยน้าหลบทหารองครักษ์ที่กำลังคอยติดตามเขากับเหวยเหนียงอยู่
“อย่าเข้าป่าลึกนักสิเดี๋ยวก็พากันหลงป่าหรอก” เหวยเหนียงกลัว
“จะถึงแล้วไปตรงทุ่งหญ้าตรงนั้นกัน” ซูเยี่ยนชี้ไปตรงท้องทุ่งกว้าง
“ตรงนี้มองเห็นดาวชัดเจนจริงๆดาวสวยมากเลยคืนนี้ นั่นไงมีดาวตกด้วย เ้าอธิษฐานสิ” เหวยเหนียงกล่าว
“ข้าไม่เชื่อเื่การอธิษฐานจากดวงดาวเสียหน่อยมาเล่นดอกไม้ไฟกันดีกว่า” ซูเยี่ยนแย้ง
“ข้าเป่าชุดไฟให้จะได้ก่อกองไฟด้วย” เหวยเหนียงอาสาจุดไฟให้
เหวยเหนียงนั่งมองดูซูเยี่ยนเล่นดอกไม้ไฟอย่างสนุกสนาน
“เ้าไม่มาเล่นด้วยกันงั้นหรือ”ซูเยี่ยนชวน
“เ้าเล่นเถอะข้าชอบมองเ้าเล่นมากกว่า” เหวยเหนียงกล่าว
“ดอกไม้ไฟหมดแล้วข้าขอนอนหนุนตักเ้าเพื่อดูดาวจะได้มั้ย” ซูเยี่ยนกล่าว
“มาสิ” เหวยเหนียงไม่ปฏิเสธเพราะนางเห็นซูเยี่ยนเป็เพียงเด็กคนนึง
ซูเยี่ยนถือโอกาสนอนหนุนตักฮูหยินเพื่อดูดาว
“ข้าอยากให้เ้าเป็เด็กแบบนี้ตลอดไปจัง”เหวยเหนียงลูบไปที่หัวฝ่ายชายเบาๆ อย่างเอ็นดู
“เ้าก็ไม่ต้องตามหาท่านหมอเทวดาสิ”ซูเยี่ยนกล่าว
“แล้วเ้าไม่อยากหายป่วยอย่างนั้นหรือ”เหวยเหนียงสงสัย
“ข้าไม่ได้ป่วยเสียหน่อย”ซูเยี่ยนกล่าวอ้าง
“ถ้าเ้าได้เป็ผู้ใหญ่ตามอายุของเ้าเ้าจะกลายเป็ชายที่สง่างาม มีแต่คนยกย่องนับหน้าถือตานะ” เหวยเหนียงกล่าว
“ถึงตอนนั้นเ้าจะอยู่เคียงข้างข้าตลอดไปมั้ย”ซูเยี่ยนมองตาหญิงสาวเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ
“มันขึ้นอยู่กับเ้าต่างหากหากเ้าฟื้นคืนความทรงจำ เ้าต่างหากที่จะเป็ฝ่ายไล่ข้าไป” เหวยเหนียงรู้จักนิสัยของท่านแม่ทัพเป็อย่างดี
“ข้าอยากนอนเตียงนุ่มๆที่บ้านเศรษฐีจังเลย” ซูเยี่ยนรีบเปลี่ยนเื่
“ในคืนวันพรุ่งนี้พวกเราจะได้กลับไปนอนที่นั่นคอยดูสิ” เหวยเหนียงทำนาย
“จะเป็ไปได้อย่างไรกันเศรษฐีเ่าั้ไม่พอใจคำทำนายของเ้าไม่มีทางที่ท่านเศรษฐีจะยอมให้พวกเราไปพักที่บ้านของพวกเขาหรอก” ซูเยี่ยนไม่เชื่อ
“ข้าทำนายไม่เคยพลาดรอดูต่อไปเถิด” เหวยเหนียงท้า
“ข้านอนนับดาวดีกว่า” ซูเยี่ยนกล่าว
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ซูเยี่ยนนับดาวได้ถึงดวงที่หนึ่งร้อย
“ทำไมดาวเยาะจังข้านับดาวซ้ำดวงหรือเปล่านะ” ซูเยี่ยนบ่น
แต่ไร้เสียงตอบใดๆซูเยี่ยนมองเห็นว่าเหวยเหนียงกำลังนั่งสัปหงกอยู่ เขาก็เลยค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วจับตัวเหวยเหนียงนอนบนทุ่งหญ้าดีๆและประคองศีรษะของเหวยเหนียงให้นอนหนุนแขนของเขา พร้อมกับโอบกอดนางเพื่อมอบไออุ่นให้
ซูเยี่ยนพึมพำว่า “ฝันดีนะเหวยเหนียงของข้า”
“อื้อ ฝันดีนะสามีของข้า”
ซูเยี่ยนรู้ดีว่าเหวยเหนียงนอนละเมอพูดแต่เขาก็ยิ้มจนแก้มปริที่นางยอมรับว่าเขาเป็สามีแม้ความจริงแล้วนางจะเห็นเขาเป็เพียงแค่เด็กชายคนหนึ่งก็ตาม