ตอนที่ 2
หวนคืน
‘ ข้าเรียกว่า หานเฟิง…..หลี่หานเฟิง’
‘ แต่ไม่มีใครเรียกหาข้าเช่นนี้มานานแล้ว.….นานมากๆ’
‘ พวกมันเพียงเรียกหาข้าว่าเทพา…..เทพาผู้ไร้พ่าย’
‘ ทว่า ข้าพ่ายแล้ว…..ข้าพ่ายให้กับความเปลี่ยวเหงาของตัวเอง’
‘ ข้าตกตาย…..ข้าจึงได้รู้ว่ารสชาติความตายก็เป็เช่นนี้’
‘ ที่แท้มันกลับรู้สึก สบายยิ่ง’
‘ หอมหวนยิ่ง’
‘ หอมหวนเหมือนดั่งกลิ่นเครื่องหอมของสตรี’
‘ กลิ่นผงแป้ง และฝุ่นชาด’
‘ ?????’
‘ เครื่องหอม?’
‘ ผงแป้ง?...ฝุ่นชาด?’
ฉับพลันนั้นมันก็ลืมตาตื่น ความมืดมิดแปรเปลี่ยนเป็ภาพของฝ้าเพดานและริ้วผ้าหลากสีสัน แสงนวลจากตะเกียงส่องสว่างให้ภายในห้องแลดูมืดสลัวเลือนลาง ทั้งยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นหอมอ่อนจางที่ชวนให้รู้สึกกระสันซ่านในกามารมณ์
‘ กลิ่นนี้มัน...กำยานกระตุ้นสวาท’
‘ ข้าอยู่ที่ใด?...ปรภพ?’
หานเฟิงชันกายลุกขึ้นนั่ง เหลียวมองสภาพรอบกาย หากเห็นได้เพียงเค้าห้องที่มืดสลัว และริ้วผ้าหลากสีสันที่ห้อยตกไม่ไหวติง
‘ ที่นี่ที่ไหน? ไฉนจึงรู้สึกคุ้นตานัก’
หากขบคิดอย่างไรก็คล้ายว่าจะจดจำไม่ได้ จึงละสายตากลับ ก่อนก้มลงมองดูสภาพของตัวเอง จึงเห็นว่า ร่างเล็กบางของตนอยู่ในชุดผ้าสีขาวสะอาดสะอ้าน
‘ หืม!!! ร่างเล็กบาง? ’
ชายหนุ่มยกแขนขึ้นสำรวจมอง ก็พบว่า ทั้งนิ้ว มือ และท่อนแขน ต่างก็เล็กลงไปถนัดตา แถมยังแลดูอ่อนแอไร้กำลังยิ่ง
‘ นี่มันเื่บ้าอะไรกัน!!!’
ฉับพลันนั้น ริ้วผ้าหลากสีสันก็กระเพื่อมไหว ก่อนจะปรากฏเห็นเป็เงาร่างของมนุษย์เดินเยื้องกรายออกมา ชายหนุ่มที่กำลังครุ่นคิด พลันตื่นตระหนก ไฉนััที่เคยเฉียบคมจึงไม่อาจััได้ถึงตัวผู้มาเยือน
หากทันทีที่เงาร่างนั้นปรากฏขึ้นในครรลองสายตา กลับยิ่งทวีความแตกตื่น เพราะที่ยืนอยู่เบื้องหน้า คือสตรีร่างเปลือยเปล่าผู้หนึ่ง รูปร่างสะโอดสะอง ผิวกายขาวผ่อง ดวงหน้าได้รูปแต้มแต่งไว้ด้วยด้วยเครื่องประทินโฉมจนงดงามหยาดเยิ้ม เรือนผมดำขลับมวยมัดปักไว้ด้วยปิ่นหยกสีเขียวมรกตที่ด้านหลัง
ยามเมื่อหานเฟิงได้พบเห็นใบหน้าของนางอย่างชัดแจ้ง ก็คล้ายจะมีนามหนึ่งดังก้องออกมาจากส่วนลึกของห้วงความทรงจำ
“ เมิ่งซิน!!!”
ชายหนุ่มโพลงขึ้นอย่างตระหนก หากต้องใอีกคำรบ กับเสียงอันแหบห้าวแตกนุ่มของตน
“ ย่อมต้องเป็เมิ่งซิน ไฉนคุณชายหลี่จึงดูตื่นตระหนกนัก” หญิงสาวร่างเปลือยกล่าวขึ้นอย่างหยาดเยิ้ม ก่อนที่แววตาจะฉายชัดซึ่งประกายแห่งความเข้าใจ
“ อ่อ...ที่แท้เป็คุณชายตื่นเต้นกับครั้งแรก”
เมิ่งซินแย้มยิ้มพริ้มพราย ขณะที่นางเยื้องกรายคลานเข่าขึ้นมาบนเตียง “ มิต้องกังวลไป ความบริสุทธิ์ของคุณชาย เมิ่งซินผู้นี้จะขอรับไว้ และจะให้บริการคุณชายอย่างสุดความสามารถ เมิ่งซินรับรองว่า คุณชายจะต้องพึงพอใจจนมิอาจลืมเลือน”
กระทั่งที่ร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวคลานขึ้นมาคร่อมอยู่เหนือร่างเล็กบางของชายหนุ่ม หากเป็่จังหวะเดียวกันกับที่ชายหนุ่มคล้ายจะขบคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ มันจึงถลันตัวเลี่ยงหลบลงมาจากเตียง ก่อนที่จะถูกหญิงสาวเบียดร่างกดทับลงมา
“ ข้าไม่ตาย แต่ย้อนกลับมาในอดีต!!! ไฉนจึงเป็เช่นนี้?” หานเฟิงะโขึ้นอย่างตื่นตระหนก มันค้นลึกลงไปในห้วงความทรงจำ จึงทำให้เข้าใจได้ถึงสถานการณ์ที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่นี้
ยามนี้สมควรกล่าวว่า ตัวมันมีอายุเพียงแค่สิบห้า และที่กำลังยืนอยู่ ณ ตอนนี้ ก็คือเรือนหอมดารา ของแม่นางเมิ่งซิน ที่อยู่ในหอหอมกำจร หอคณิกาชื่อดังของเมืองเมฆาคล้อย ทั้งค่ำคืนนี้ จะเป็ค่ำคืนแรกของมัน…
ทว่า ชั่วขณะที่หานเฟิงกำลังค้นลึกลงไปในห้วงความทรงจำ ก็พลันได้ยินเสียงกล่าวอันหยาดเยิ้มของหญิงสาวดังแทรกเข้ามา “ คุณชายกล่าววาจาเลอะเลือน คงตื่นเต้นยิ่งกระมัง”
เมื่อหานเฟิงเหลือบตาขึ้นมอง ก็เห็นว่าหญิงสาวเปลี่ยนท่วงท่ามาเป็นอนตะแคงข้าง นิ้วมือเรียวยาวกรีดกรายลูบไล้ไปตามเรือนร่างสะโอดสะองข่าวผ่อง เคลื่อนผ่านสัสส่วนอันวาบหวาม ที่คล้ายจะเชิญชวนให้ชายหนุ่มกลับขึ้นเตียงไปลิ้มลอง
ย่อมแน่นอนว่าท่วงท่าและรูปลักษณ์อันน่าดึงดูดของนาง จำต้องเรียกหาบุรุษเพศได้ทุกราย หากยังมิใช่กับชายหนุ่ม ที่พึ่งหวนคืนกลับมาจากอนาคตอันไกลห่างผู้นี้
ในยามที่หานเฟิงแลเห็นท่วงทำนองเชิญชวนของหญิงสาว ก็พลันเปลี่ยนเป็สงบนิ่ง ทั้งแววตาที่มองนางก็แปรเปลี่ยนเป็ราบเรียบ และเฉยชา ไร้ความรู้สึกวาบหวามรัญจวน ไร้ซึ่งอารมณ์ความใคร่ความปราถนา หากมีเพียงความเบื่อหน่ายรำคาญ ที่สลักลึกลงไปในจิตใจ
มิใช่เพราะมันตายด้านหรือชื่นชอบในบุรุษเพศ หากเป็เพราะประสบการณ์อันโชกโชนใน่ชีวิตที่แล้วมาของมัน มัน ที่ได้เคยกรำศึกบนเตียงกับโฉมสะคราญระดับล่มเมืองล่มอาณาจักรมานับพันหมื่น ไหนเลยที่มันจะมองความงดงามจากการแต้มแต่งของหญิงสาวเป็อันใดได้ กระทั่งว่า โฉมสะคราญทั้งหลายที่เคยนอนทอดกายอยู่ภายใต้เรือนร่างของมัน ต่างก็เป็หญิงสาวบริสุทธิ์ พวกนางต่างก็ถือครองไว้ด้วยพรหมจรรย์ หาใช่หญิงงามเมืองในหอคณิกาเช่นแม่นางเมิ่งซิน
“ ข้าคงทำให้แม่นางเมิ่งซินต้องผิดหวังแล้ว” หานเฟิงกล่าวพร้อมกับล้วงลึกเข้าไปในอกเสื้อ ยามเมื่อถอนมือกลับคืน ก็มีถุงใส่เหรียญเงินติดมือมาด้วยหนึ่งถุง มันวางถุงเงินไว้บนเตียง ก่อนจะหมุนกายแล้วเดินแหวกริ้วผ้าหลากสีจนหายลับไป
ทิ้งไว้เพียงหญิงสาวร่างเปลือยที่นอนเบิกตากว้างอยู่บนเตียง นางมองส่งเงาหลังของชายหนุ่มที่จากไปด้วยจิตใจที่สั่นคลอน ในห้วงความคิดของนางมีเพียงแค่คำว่า
‘ ข้าถูกเมิน...’
เป็่หัวค่ำที่ท้องถนนคราคร่ำไปด้วยผู้คน ไม่ว่าจะเหลียวมองไปทางใด ก็เห็นเป็แต่เหลาสุราและหอคณิกาแขวนโคม ผู้คนโดยส่วนมากที่ทอดเดินต่างก็เป็บุรุษ มีตั่งแต่วัยหนุ่มแรกรุ่น ไปจนถึงแก่ชรา มีทุกฐานะการงานอาชีพ มีแม้กระทั่งนายน้อยจากตระกูลมีชื่ออย่างเช่นหานเฟิง
หานเฟิงในยามนี้กำลังทอดเดินอย่างเร่งรีบไปตามเส้นทาง เป็เส้นทาง ที่ไม่ว่าจะด้านซ้ายหรือด้านขวา ต่างก็ปรากฏเหล่าสตรีมากหน้าหลายตา พากันโบกมือดัก กวักมือเรียก หากมันก็คร้านที่จะใส่ใจ ในห้วงสมองของมันยามนี้ มีเพียงแค่ความปิติยินดี
‘ ไม่น่าเชื่อว่าข้าจะมีโอกาสได้ย้อนกลับมาจริงๆ’ นี่เป็คำกล่าวที่ผุดขึ้นในหัวของมันมามากกว่าสิบครั้ง หากมันยังคงยินดีที่จะกล่าวเช่นนี้อีกเป็ร้อยครั้ง ถ้าเกิดว่าเื่ราวทั้งหมดนี้ มิใช่เพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่ง
หานเฟิงที่เดิมก็ก้าวเดินอย่างเร่งรีบ พอยิ่งมาจึงยิ่งสาวเท้าให้เร็วขึ้น อาจเป็เพราะรู้สึกขัดใจต่อความเร็ว จนท้ายที่สุดมันจึงออกตัววิ่งไป วิ่งเต็มกำลังยิ่ง ทั้งรวดเร็วยิ่ง หากวิ่งออกไปได้เพียงแค่ระยะทางสั้นๆ มันกลับต้องหยุดเท้าหอบหายใจ
“ ไฉน..จึงได้..อ่อนแอ เช่นนี้”
“ ไม่ไหว...ร่างกายข้าตอนนี้...อ่อนแอยิ่ง ต่อให้วิ่ง...ไปอีกสองชั่วยาม...ก็ยังกลับไปไม่ถึง...บ้าน”
ฉับพลันนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นรถเทียมม้าคันหนึ่ง “ ใช่แล้ว!!...รถม้า”
พอคิดได้เช่นนั้น ก็ไปเรียกหารถม้ามาคันหนึ่ง ก่อนสั่งการอย่างเสร็จสรรพ ให้พามันไปส่งยังคฤหาสน์ตระกูลหลี่ ที่อยู่ทางตะวันออกของเมืองเมฆาคล้อย ย่อมแน่นอนว่า สารถีต้องรู้จักเส้นทาง ทั้งยังรู้จักดียิ่ง เพราะตระกูลหลี่เป็ถึงหนึ่งในสี่ตระกูลผู้ทรงอิทธิพลของเมือง
รถม้าแล่นไปตามเส้นทางที่ทอดตรงสู่ทิศตะวันออก ชายหนุ่มััได้ถึงแรงสั่นะเืที่มาจากตัวรถ ซึ่งมันเองก็ไม่ทราบ ว่าตัวมันไม่ได้รู้สึกเช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว หากมันเองก็คร้านที่จะขบคิดหาคำตอบ เพราะยามนี้ ในห้วงความคิดของมันมีเพียงแค่ความปิติยินดี มันยินดีที่ได้รับซึ่งโอกาสที่สอง โอกาสในการหวนกลับมาเพื่อที่จะใช้แก้ไข ต่อสิ่งผิดพลาดที่มันได้เคยกระทำลงไป ในชีวิตที่แล้วของมัน
“ ข้าขอสัตย์สาบานว่า การหวนกลับมาในครานี้จะไม่ยอมให้ภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายเดิมๆเกิดซ้ำขึ้นอีกเป็ครั้งที่สอง”
แววตาของชายหนุ่มสาดประกายมุ่งมั่นจริงจัง
“ และในเส้นทางชีวิตนี้...ตัวข้า ที่ครั้งหนึ่งเคยก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ก็จะหวนคืนสู่ความรุ่งโรจน์เชกเช่นในชีวิตที่แล้วมา”
“ โดยที่คราครั้งนี้ ตัวข้า จะต้องไม่กลายเป็คนที่โดดเดี่ยวอีกต่อไป”
เวลาล่วงผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป ในที่สุดรถม้าก็แล่นมาถึงตัวเมืองฝั่งตะวันออก ชายหนุ่มชะเง้อคอมองออกไปนอกตัวรถ ก่อนจะเห็นว่า ไกลห่างเป็บานประตูใหญ่ และแนวรั้วกว้างไกล ซึ่งด้านในห้อมล้อมไว้ด้วยที่ดินหลายสิบหมู่
เป็ตระกูลหลี่ คฤหาสน์ตระกูลหลี่อยู่ด้านหลังประตูบานนั้น
คฤหาสน์ตระกูลหลี่นั้น จะกล่าวไปก็นับว่าปลูกสร้างได้ใหญ่โตยิ่ง หากด้านในกลับอาศัยอยู่ด้วยผู้คนเพียงน้อยนิด ยิ่งโดยเฉพาะกับสายโลหิตของตระกูลหลี่เอง
นับย้อนกลับไปตั่งแต่ครั้งที่ก่อตั้งตระกูลขึ้นมา ตระกูลหลี่ก็มีเพียงแค่สายโลหิตเดียวมาโดยตลอด ซึ่งไม่รู้ว่าเป็คำสาปหรืออย่างไร ที่ทำให้ในทุกๆรุ่นของตระกูล จะมีทารกชายถือกำเนิดขึ้นมาเพียงแค่คนเดียว ซึ่งตัวมัน ก็คือทารกชายในรุ่นนี้ บิดา ก็เป็ทารกชายในรุ่นของท่าน ท่านปู่ก็ใช่ ท่านปู่ทวดเองก็เช่นกัน หรือแม้แต่บรรพบุรุษผู้ก่อตั้ง ท่านก็เป็บุตรชายเพียงคนเดียว
ดังนั้น พื้นที่กว้างใหญ่และเรือนอาคารด้านใน จึงกลายเป็ที่พักของเหล่าค่ารับใช้และลูกจ้างคนงาน จะกล่าวไป ตระกูลหลี่เลี้ยงดูลูกจ้างคนงานไว้มากมายยิ่ง อีกทั้งยังมีกองทหารรับจ้าง ตระกูลหลี่ ที่จำต้องเลี้ยงดูบุคคลเหล่านี้ไว้มากมาย เป็เพราะธุรกิจการค้าของตระกูล เพียงลำพังตัวของผู้นำตระกูล ฮูหยิน อนุ และบรรดาพี่สาวน้องสาวที่ยังมิได้แต่งออก ไม่อาจแบ่งร่าง กระทำการได้ในหลายๆสิ่ง จึงจำต้องเลี้ยงดูคนงานไว้ คอยแบ่งเบาช่วยเหลือ ทั้งยังต้องจ้างกองทหารรับจ้าง ไว้เฝ้าคุ้มกันตระกูล
ยามเมื่อรถม้าแล่นถึงหน้าบานประตูใหญ่ สารถีจึงสั่งให้ม้าพ่วงพีหยุดฝีเท้า ชายหนุ่มก้าวลงจากรถม้า ก่อนจะเห็นว่า มีสองทหารยามหนึ่งอ้วนหนึ่งผอมสืบเท้าขึ้นหน้าออกมารับตน
“ นายน้อย” พวกมันกล่าวอย่างพร้อมเพรียง ทั้งหน้าตาก็ยังละม้ายคล้ายเหมือนกันยิ่ง
ทันทีที่หานเฟิงพบเห็นทั้งสอง ก็พลันปรากฏสองนามผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของความทรงจำ
“ เสี่ยวหู่ ต้าหู่”
“ ย่อมเป็บ่าวทั้งสอง”
หานเฟิงยิ้มรับ “ พวกเ้าสบายดีหรือไม่?”
ได้ยินเช่นนั้น ก็คล้ายดั่งคนพบเห็นผีสาง พวกมันทั้งสองหันหน้ามองกันเลิ่กลั่ก ก่อนจะเป็เสี่ยวหู่ ที่พลันได้สติ จึงรีบเปิดปากกล่าวคำ “ พ พวกบ่าวสองพี่น้องล้วนสบายดี นายน้อยมีอันใดจะให้พวกบ่าวรับใช้ ?”
หานเฟิงแย้มยิ้ม หากยังไม่กล่าวคำ ในความทรงจำของมัน สองพี่น้องหนึ่งอ้วนหนึ่งผอมคู่นี้ ต่างก็มิใช่ทั้งลูกจ้างคนงาน และทหารรับจ้าง หากเป็ข้ารับใช้ที่บิดารับเลี้ยงไว้ ตั่งแต่ยังเด็ก และด้วยที่ต่างก็มีอายุมากกว่าตัวมันเกือบสิบปี จึงเปรียบเสมือนทั้งเพื่อนเล่น และพี่เลี้ยงในวัยเด็กของมัน ทั้งตัวชายหนุ่มยังมีความทรงจำจาก่ชีวิตที่แล้วเพิ่มเข้ามาอีกว่า หลังจากที่ตระกูลตกต่ำลง ก็ปรากฏบรรดาข้ารับใช้รวมถึงลูกจ้างคนงาน พากันหนีหายตีจาก ซึ่งหากจะเหลือก็เพียงแต่สองพี่น้องอ้วนผอมคู่นี้ ที่จงรัก และยึดมั่นจะอยู่กับตระกูลต่อไป ตราบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของพวกมัน นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มมีความรู้สึกที่ดีต่อสองพี่น้องคู่นี้ยิ่ง
“ เพียงรบกวนพวกเ้าเปิดประตูให้กับข้า” หานเฟิงกล่าวออกมาในที่สุด
ได้ยินเช่นนั้น ต้าหู่จึงเป็ผู้อาสาเดินไปเปิดประตูให้กับชายหนุ่ม มันมองส่งเงาหลังชายหนุ่มเดินหายลับเข้าไปด้านใน ก่อนจะปิดประตูกลับ มันยกมือขึ้นเกาศีรษะด้วยความมึนงงสงสัย ก่อนจะหันกลับไปกล่าวกับน้องชาย
“ นายน้อยใช่โดนใครทุบตีศีรษะมาหรือไม่?”
เสี่ยวหู่ได้ยินคำถามก็ผายมือออกสองข้าง แล้วจึงส่ายศีรษะเป็ทำนองว่า ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน
หากในความทรงจำของพวกมันทั้งสอง นายน้อยผู้นี้ ไม่ใคร่จะญาติดีกับข้ารับใช้คนใด กระทั่งยังชอบวางอำนาจบาตใหญ่ ใช้ข่มเหงรังแกกันอยู่เป็ประจำ
กลับมาที่หานเฟิง ที่ซึ่งยามนี้กำลังเดินตัดผ่านเข้าไปในตัวตึก เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่มิได้สลับซับซ้อน ก่อนจะมาปรากฏตัวอยู่ที่สวนหย่อมเล็กๆ ที่ด้านในมองเห็นได้เป็เรือนอาคารหลังใหญ่
เป็เรือนพักของผู้นำตระกูล ทั้งแสงไฟด้านในก็ยังคงสว่างไสว
ชายหนุ่มที่มาปรากฏตัวยังเรือนของผู้นำตระกูลเช่นนี้ จึงมีเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายของมันย่อมต้องเป็การกราบพบบิดามารดา เป็บิดามารดาที่ในชีวิตที่แล้ว ไม่อาจพบพานพวกท่านมาเป็เวลากว่าหลายหมื่นปี มันจึงคิดถึงพวกท่านยิ่ง ทั้งรู้สึกผิดต่อสิ่งที่มันได้เคยกระทำลงไป
ชายหนุ่มเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูเรือนอย่างเงียบๆ เพียงยืนนิ่งรอคอยอยู่เช่นนั้น รอจนกระทั่งมีเสียงกล่าวของชายวัยกลางคนดังลอดออกมาจากด้านใน
“ เข้ามาสิ”
หานเฟิงย่อมต้องฟังออกว่าเป็เสียงกล่าวของบิดา
ชายหนุ่มเลื่อนเปิดประตูเรือนเข้าไปด้านใน จึงสังเกตเห็นได้ซึ่งชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งก้มหน้าอ่านบางสิ่งอยู่ที่โต๊ะ
เป็บิดา ท่านเรียกว่าหานซาน....หลี่หานซาน ปีนี้ก็อายุหกสิบสี่แล้ว
ส่วนด้านขวาของบิดาก็นั่งเคียงไว้ด้วยหญิงสาวงามงดสดใสผู้หนึ่ง หญิงสาว ที่ดูไปอายุวัยคล้ายเพียงยี่สิบต้นๆ หญิงสาวที่พอเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามา ก็ลุกขึ้นยืน แล้วส่งยิ้มหวานมาให้ แววตาของหญิงสาวนั้นปรากฏเป็ร่องรอยแห่งความรักใคร่และเอ็นดู
เป็มารดา ท่านแซ่สุ่ย นามว่าอิง เห็นรูปลักษณ์ราวกับดรุณีแรกรุ่นเช่นนี้ หากอายุที่แท้จริงก็ใกล้จะเลขสี่เข้าไปแล้ว
ยามนี้ชายหนุ่มรู้สึกว่าขอบตาทั้งสองข้างร้อนผ่าว กระทั่งลำคอก็แห้งผาก จนไม่อาจกล่าวถ้อยวาจาออกมา ทั้งสองขาที่ก้าวเดินไปเบื้องหน้า ก็ยังช้ายิ่ง แลไปจึงคล้ายกับคนที่ก้าวเดินอย่างระมัดระวัง
ใช่...มันระวัง หากที่ระวัง มิใช่กลัวว่าจะเหยียบถูกสิ่งใด แต่เป็ระวัง ว่าตนจะใจนตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าทั้งหมดเป็เพียงแค่ภาพฝันฉากหนึ่ง
ยามเมื่อชายหนุ่มเข้าประชิดตัวของผู้เป็มาดาได้ ก็มิกล่าวคำ หากเพียงโถมกายเข้ากอด มันสูดได้กลิ่นหอมอันคุ้นชิน แต่ห่างหายไปเนิ่นนาน จากนั้นจึงััได้ถึงอ้อมแขนของท่าน ที่โอบรั้งตัวมันเข้ามา มันจึงกอดท่านแน่นยิ่ง มันกลัวว่าถ้ามันเผลอปล่อยคลาย แล้วทุกสิ่งจะมลายหายไป ดุจภาพฝันตื่นหนึ่ง
กระทั่งที่เสียงกล่าวจากท่านดังขึ้น มันจึงแน่แก่ใจแล้วว่า ทุกสิ่ง มิใช่เพียงแค่ความฝัน “ หานเฟิง ลูกเป็อะไร? ไฉนวันนี้มีใจมากอดแม่แล้ว?”
เนิ่นนานกว่าที่ชายหนุ่มจะถอนคลายอ้อมกอดจากมารดา มันเงยหน้ามองดวงหน้าอันงดงามสดใสของท่าน หากเพราะหยาดน้ำตาที่เอ่อล้น จึงเห็นได้เพียงใบหน้าของท่านที่เลือนลาง ชายหนุ่มยกแขนขึ้นปาดเช็ดน้ำตา หากไม่กล่าวคำ มันหันไปหาบิดา ที่ยังคงมองมาอย่างงุนงงสงสัย หากมิยินยอมให้ท่านได้กล่าวถามอันใด ก็โถมกายเข้ากอดท่านเช่นเดียวกันกับมารดา มันเองก็กอดท่านแน่นยิ่ง แม้ปากจะมิได้เอื้อนเอ่ยถ้อยวาจา หากในใจกลับมีร้อยพันเื่ราวที่อยากจะบอกกล่าวขอโทษ ทว่า มันไม่สามารถ มันไม่อาจบอกเล่าถึงเื่ราวความผิดพลาด ที่มันได้เคยกระทำ มันไม่อาจกล่าวคำสารภาพ ว่าตัวมัน เป็คนทำให้ทั้งตระกูลต้องล่มสลายลงไป มันไม่สามารถ จะอย่างไรก็ไม่สามารถ เพราะเหตุการณ์ทั้งหมด ล้วนเป็เื่ราวของชีวิตที่แล้วมา
ตัวมันในตอนนี้ ก็เพียงแค่เด็กหนุ่มวัยสิบห้า ในสายตาของพวกท่าน ตัวมันก็มิได้ต่างอันใดไปจากอันธพานน้อยผู้หนึ่ง อันธพานน้อย ที่ชอบทำตัวเกกมะเหรกเกเร ชอบใช่กำลังกดขี่ข่มเหงผู้คน จะมีก็เกียจคร้านไปบ้าง จะดีก็แต่เพียงใช้เงินเสพสุขเสเพลราวกับคุณชายไปวันๆ ก็เพียงแค่เท่านั้น สิ่งที่ตัวมันสามารถกระทำ ยังไม่อาจชักนำให้ทั้งตระกูลต้องล่มสลายลง
หานเฟิงที่คลายอ้อมกอดจากบิดาแล้ว จึงค่อยถอยเท้ากลับ มันยืนนิ่งมองบิดามารดา ก่อนทิ้งเข่าทั้งสองข้างลงกระทบพื้นจนบังเกิดเป็เสียงดัง มารดาของมันใยิ่ง รีบก้าวเท้าหมายจะประคองบุตรชายกลับขึ้นมา หากท่านกลับไม่สามารถ เพราะท่านถูกรั้งไว้โดยมือของบิดา
บิดาเพียงส่ายหน้าให้กับมารดา ก่อนจะหันไปจ้องสบตากับมัน มัน มองสบตากับบิดา แล้วจึงยิ้มให้ท่าน ก่อนโขกศีรษะคำนับลงจนจรดพื้น
“ ลูกขอโทษ”
มีคำกล่าวมากมาย หากกลับกล่าวออกมาได้เพียงคำว่า “ ลูกขอโทษ” มันโค้งคำนับอยู่เช่นนั้น พร้อมทั้งปล่อยให้หยาดน้ำตาสองสายที่ไหลรินอาบพื้น มันนิ่งอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งผู้เป็มารดาสืบเท้าเข้ามาประคองมันกลับขึ้นไป
“ หานเฟิง วันนี้ลูกเป็อะไรของลูก” น้ำเสียงของผู้เป็มารดาสั่นเครือยิ่ง กระทั่งขอบตาของท่านก็เปียกชื้น แม้จะแปลกใจกับการกระทำของบุตรชาย หากท่านยังคงซึ้งใจต่อคำขอโทษที่ท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกของมัน
ส่วนบิดาที่ไม่ชอบแสดงออก ก็เพียงแค่ยิ้มมองมันโดยมิได้กล่าวคำอันใด
ค่ำนั้น พวกมันสามคนพ่อแม่ลูก พูดคุยกันมากมายยิ่ง กระทั่งที่เวลาล่วงผ่านไปจนถึงกลางดึก มันจึงถูกมารดาไล่ให้กลับเรือน
หานเฟิงที่กลับมายังเรือนนอนของตน ก็อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเป็ชุดใหม่ ก่อนที่ตัวมันจะกระโจนขึ้นไปนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง มันวาดแขนขารับเอาััที่คุ้นเคย และกลิ่นอายที่คุ้นชิน หากกลับพบว่า ช่างเป็ความรู้สึกที่ห่างเหินเนิ่นนานยิ่ง พอขบคิดได้เช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่มันจะยิ้มออกมา
‘ ขอบคุณ์ ที่ประทานโอกาสให้ข้ากลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง’
หานเฟิงนอนเหม่อมองฝ้าเพดานห้อง แม้จะง่วงงุน หากยังคงไม่อยากหลับ อาจเพราะมีเื่มากมายให้มันต้องครุ่นคิด มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มันจำต้องทำความเข้าใจ และที่หนักใจที่เป็สุด ก็เห็นว่าจะเป็ระดับพลังของตัวเอง
กล่าวไปนับว่าน่าสมเพชยิ่ง ตัวมันเป็ถึงนายน้อยของตระกูลใหญ่ หากระดับพลังของมันกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กระทั่งบุตรธิดาของพ่อค้าเร่ริมทาง ก็ยังคล้ายว่าจะมีระดับพลังสูงส่งกว่ามันหลายขั้นนัก มัน ที่อ่อนแอเช่นนี้ มิใช่เพราะเื่ของพร์หรืออาการาเ็ หากเป็เื่ของความพากเพียรพยายาม ตัวมันที่เกียจคร้าน เพราะมีพร้อมทั้งอำนาจและสมบัติ มันจึงไม่เคยเห็นค่าความสำคัญของความแข็งแกร่งแต่อย่างใด
ทว่า นั่นไม่ใช่กับหานเฟิงในยามนี้
ชายหนุ่มในยามนี้ มิใช่หานเฟิงคนเก่า หากเป็หานเฟิงที่ได้ย้อนกลับมาจากสามหมื่นปีในชีวิตที่แล้ว ตัวมันยามนี้ จึงสมควรทราบดียิ่งกว่าผู้ใด ว่าการถือครองด้วยพลังอันสูงล้ำ นั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่น เพราะตัวมัน เคยก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งพลัง จึงสามารถขีดเส้นทางแห่งโชคชะตา ของทั้งตนเอง และผู้คนที่มัน้า
“ ข้าจำต้องแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว”
“ ในชีวิตที่แล้ว กว่าที่ข้าจะรู้ตัวว่าพลังนั้นสำคัญ มันก็สายไปเสียแล้ว ทว่า ครานี้ข้าจะไม่ปล่อยให้มันกลับไปเป็เช่นนั้นอีก”
แววตาของชายหนุ่มสาดประกายด้วยความมุ่งมั่น “ ข้ามีทุกสิ่งอย่างพร้อมในความทรงจำของข้า ไม่ว่าจะเคล็ดวิชากระบวนท่า หรือความรู้ความเข้าใจในกฏเกณฑ์ต่างๆ คราครั้งนี้ ข้าจะต้องเหนือกว่าและจะต้องก้าวไปให้เร็วกว่า”
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกด้วยความพลุ่งพล่าน “ และในทุกๆโชควาสนาที่ข้าเคยพบพาน หรือ ข้าก็จะต้องเป็คนที่ได้พวกมันทั้งหมด”
สิ้นคำ ชายหนุ่มก็ดีดกายลุกขึ้นนั่ง ตระเตรียมที่จะตั้งสมาธิโคจรลมปราณ ทว่า สายตาที่เหลือบผ่านของมัน กลับพลันสังเกตเห็นซึ่งบางสิ่ง
เป็ผืนเตียง ผืนเตียงข้างกายที่ว่างเปล่า
หากฉับพลันนั้น มันกลับบังเกิดเป็ความรู้สึกโหยหาอันแปลกประหลาด ก่อนที่ในห้วงคำนึงจะผุดขึ้นมาเป็ภาพของหญิงสาวที่เปลือยเปล่านอนนิ่ง
เป็หญิงสาว ที่อายุวัยประมาณสิบเจ็ดสิบแปด เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น ผิวกายขาวกระจ่างประดุจหิมะ เรือนผมดำขลับของนางแผ่สยายไปบนผืนเตียง ใบหน้าที่ไร้การแต้มแต่งสงบนิ่ง หากกลับให้ความรู้สึกที่บริสุทธิ์งดงาม จนคล้ายดั่งเทพธิดาที่จุติลงมาจากสรวง์
ฉับพลันนั้นก็ปรากฏมีน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงมาจากดวงตาของชายหนุ่ม ก่อนที่ริมฝีปากของมันจะอ้าเปิด กล่าวพูดออกมาด้วยถ้อยวาจาที่สั่นเครือ
“ เสวี่ยเอ๋อร์”
“ ชีวิตที่แล้ว เป็ข้าทำผิดต่อเ้า...”