จิ๋นเม่ยหลงเดินมาจนถึงหน้าเมืองฟ้าประกายแสงประตูเมืองก็ยังคงโอ่อ่าหรูหราดูคล้ายจะหรูหราขึ้นกว่ากาลก่อนด้วยซ้ำ "หลายสิบปีที่ห่างหายไปการที่ได้กลับมาอีกครั้งก็รู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง" จิ๋นเม่ยหลง พูดขึ้นใบหน้ายิ้มระรื่นมือขวาลูบคางของตนเอง ขณะที่จิ๋นเม่ยหลงกำลังที่จะเดินเข้าไปในเมืองก็พลันบังเกิดเสียงเสียงหนึ่งดึงขึ้น
"ช้าก่อน!! ขอบังอาจที่รบกวนไม่ทราบว่าท่านคือคุณชายตระกูลใดทำไมข้าถึงไม่คุ้นหน้าท่านเลยแม้แต่น้อย?" เสียงที่ดังขึ้นแน่นอนเป็เสียงของทหารยามเฝ้าประตู เวลาผ่านไปสิบสองปีคนที่ยังรับหน้าที่เฝ้าประตูเมืองอยู่ก็คือคนเดิมใบหน้าของพวกมันก็บังเกิดริ้วรอยขึ้นตามกาลเวลา
"...คุณชาย?" จิ๋นเม่ยหลง ทำสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็สมควรที่จะถูกตั้งคำถามเช่นนี้อยู่แล้วด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาเยาว์วัยกับอาภรที่ดูหรูหราบวกกับพลังปราณแตกฉานขั้นที่แปด ไม่แปลกใจเลยทำไมพวกทหารถึงถามเช่นนี้
จิ๋นเม่ยหลง กวาดสายตามองไปยังพวกทหารยามที่เข้ามาถามและคนอื่นๆที่อยู่รอบๆ "มีสิบสี่คนอยู่ที่ปราณทองคำขั้นที่ห้าและขั้นที่เจ็ดส่วนอีกสองคนให้ข้าเดาว่ามันคงเป็หัวหน้าของเ้าพวกนี้" อีกสองคนที่จิ๋นเม่ยหลงพูดถึงมันมีระดับพลังปราณอยู่ที่ ปราณนภาขั้นที่สองทั้งคู่
จิ๋นเม่ยหลงพลางคิดการหนึ่งขึ้นในหัว "ฮ่าฮ่า เ้าพวกโง่นี่ตอนนั้นยามที่ข้าอยู่ที่นี่พวกเ้ากลับมองข้าดั่งเศษสวะ ครั้งนี้ข้าขอเล่นกับพวกเ้าสักเล็กน้อยก็แล้วกัน" จิ๋นเม่ยหลงกระพริบตาช้าๆหนึ่งทีใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็เย่อหยิ่งมุมปากแสยะยิ้ม "เ้าพวกโง่นี่บังอาจสังสัยในตัวข้างั้นรึดูเหมือนว่าพวกเ้าี้เีที่จะมีชิวิตอยู่ต่อแล้วกระมั้ง?"
เสียงของจิ๋นเม่ยหลงทำให้ทหารเ่าั้สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็ซีดขาวทันทีพวกมันทุกคนต่างพากันก้มหัวลงอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า "ขะ..ข้าน้อยมิบังอาจโปรดอภัยให้คนต่ำต้อยเช่นพวกข้าด้วย" จิ๋นเม่ยหลงหัวร่ออยู่ใน "ไอ้พวกโง่เอ้ย ฮ่าฮ่า" แค่คำขู่เล็กน้อยกลับทำให้พวกมันกลัวถึงขนาดนี้นับว่าบันเทิงต่อข้ายิ่ง
"ใครยังสงสัยอื่นใดอีกรึไม่?" เสียงของจิ๋นเม่ยหลงยังคงตวาดขึ้นอีกครา "ผู้ต่ำน้อยมิกล้า เชิญคุณชาย" พวกทหารต่างพากันน้อมตัวกวาดแขนออกไปทางเข้าเมือง จิ๋นเม่ยหลง มองดูพวกมันครั้งสุดท้ายแล้วแค่นเสียงหัวเราะออกมาทีหนึ่ง "เยี่ยม! ในเมื่อพวกเ้ารู้ตัวแล้วเช่นนั้นเื่ในครั้งนี้ข้าจะทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ก็แล้วกัน" หลังสิ้นคำพูดจิ๋นเม่ยหลงก็เดินเข้าเมืองอย่างสบายใจ ปล่อยให้เหล่าทหารยามโน้มตัวก้มหน้าอยู่เช่นนั้นต่อไป
เมื่อจิ๋นเม่ยหลงหายไปจากสายตาของพวกมันแล้วเหล่าทหารยามก็ยืดตัวตรงถอนหายใจกันเฮือกใหญ่
"เกือบหัวหลุดออกจากบ่าแล้วข้า"
"สมควรที่จะเป็คุณชายตระกูลใหญ่ตระกูลใดเป็แน่ถึงได้มีนิสัยเย่อหยิ่งถึงเพียงนี้"
"พวกเ้าเลิกพูดถึงเื่นี้กันได้แล้ว" เสียงของเหล่าทหารที่กำลังถกเถียงกันแต่ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาหยุดพวกมันไว้
****************************************
จิ๋นเม่ยหลงเดินเข้ามาภายในเมืองหรูหราขึ้นกว่าแต่ก่อนไปมาก มากเสียจนผิดปกติเมืองแต่ก่อนที่มีขนาดเล็กตอนนี้เริ่มที่จะขยายกว้างขวางออกเป็เท่าตัวผู้คนเองก็เพิ่มขึ้นมากมายเช่นกันมีพรรคน้อยพรรคใหญ่เพิ่มขึ้นนับไม่ถ้วน เส้นผมสีขาวราวกับหิมะกับใบหน้าที่หล่อเหลาจิ๋นเม่ยหลงตอนนี้เลยตกเป็เป้าสายตาของดรุณีน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน
ทุกๆครั้งที่เดินผ่านพวกนาง ใบหน้าของพวกนางต่างพากันเหม่อลอยไปชั่วครู่ จิ๋นเม่ยหลงใช้เวลาหลายชั่วโมงเดินชมทุกซอกทุกมุมของเมืองและยังเดินไปที่ที่ตนเองเคยทำงานเป็คนทำปุ๋ยเพื่อหาเงินมาประทังชีวิตในตอนนั้นแต่ว่าที่ตรงนี้ที่เคยเป็คอกทำปุ๋ยกลับถูกเปลี่ยนไปเป็ที่พักผู้เดินทางสุดหรูหราเวลาเพียงแค่สิบสองปีกลับถูกเปลี่ยนไปมากมายเช่นนี้นับว่าเหนือความคาดหมายของจิ๋นเม่ยหลงไปไกล
จิ๋นเม่ยหลงเดินต่อไปอีกสักนิดสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นตรงหน้าของจิ๋นเม่ยหลงใบหน้าของเขายิ้มขึ้นเล็กน้อย "แม้จะผ่านไปหลายปีนิสัยที่ชื่นชอบรังแกคนที่อ่อนแอของพวกมันก็ยังคงเหมือนดั่งเช่นเดิม" จิ๋นเม่ยหลงพึมพำขึ้นใจ ตรงหน้าของจิ๋นเม่ยหลง ก็คือ ซือเฉิง นายน้อยตระกูลซือผู้ที่เคยรังแกจิ๋นเม่ยหลงในยามก่อน เพียงได้มองแค่ครั้งเดียวก็สามารถที่จะรู้ได้เลยว่ามันคือ ซือเฉิง
"เหอะ สิบสองปีดูเหมือนมันก็มีบางอย่างที่พัฒนาขึ้นเล็กน้อยนะ" สิ่งที่จิ๋นเม่ยหลงหมายถึงก็คือ ซือเฉิงในยามก่อนมันมีลูกสมุนติดตามแค่สามคนแต่ในตอนนี้มันมีลูกสมุนเพิ่มขึ้นมาอีกสองคน "โห้ ปราณทองคำขั้นที่หนึ่งงั้นเรอะลูกสมุนของเ้าก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว" จิ๋นเม่ยหลง พูดเสียงค่อยออกมาทีหนึ่ง ลูกสมุนทั้งห้าคนของมันมีพลังปราณอยู่ที่ ปราณแตกฉานขั้นที่เจ็ดสองคนขั้นที่แปดสองคนขั้นที่เก้าหนึ่งคน
ส่วนคนที่กำลังถูกรังแกมันอ่อนแอกว่าเ้าเดอะแก๊งจอมกลั่นแกล้งพวกนี้อยู่มาก เพราะพลังปราณของมันอยู่ที่ ปราณแตกฉานขั้นที่สอง
"เหอะ ไอ้ขยะอย่างเ้าอย่าได้ริอาจเสนอหน้าในงานเลยมันจะอายคนอื่นเขาเปล่าๆฮ่าฮ่า"
"สำเนียกตัวเองหน่อยเ้าโง่เอ้ย ฮ่าฮ่า"
"ฮ่าฮ่าฮ่า" เสียงของเหล่าพวกลูกสมุนของ ซือเฉิง ดังขึ้นตามกันมาติดๆ ส่วนตัว ซือเฉิง เองก็ยืนคอยดูผลงานของเหล่าลูกสมุนตนเองใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความปิติ "เอาล่ะๆ พวกเ้าทั้งหมดพอแค่นั้น" ซืงเฉิง สาวเท้าเข้าไปไกล้ร่างเด็กหนุ่มผู้ถูกรังแก "ถ้าพูดกับปากเปล่าเ้าคงจะไม่เข้าใจเป็แน่ดังนั้นต้องมีบทเรียนเล็กๆน้อยๆให้กับเ้าเสียแล้ว" ซือเฉิง ยกขาขวาของมันกระทืบลงไปตรงขาข้างซ้ายของเด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างแรง
กร๊อบบ..
"อ๊ากกก อึก.." เสียงร้องของเด็กหนุ่มดังขึ้นครานึงจากนั้นมันก็รีบกัดฟันข่มอาการเ็ปของตนเอง ซือเฉิงยิ้มขึ้นอีกครั้งรอยยิ้มนี้แฝงไปด้วยความอำมหิต ตุบ.. ตุบ.. ตุบบ... ตุบบ... "ร้องอีกสิ่ ร้องขึ้นมาอีกสิ่ ข้าสั่งให้เข้าร้องขึ้นมา ร้องขึ้นมา!!!" ซือเฉิง ใช้เท้ากระทืบไปทั่วร่างของเด็กหนุ่มอย่างไร้ความปราณี ลูกสมุนที่มองดูก็ต่างพากันหัวเราะออกมาดังลั่น
ร่างของเด็กหนุ่มหมดสติลงในทันที "ชิน่าเบื่อ ถ้าเกิดข้ายังเห็นเ้าในงานอีกล่ะก็ ตาย!!" เปรี้ยงง!! ซือเฉิง เตะร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังหมดสติลอยออกไปไกลหลายสิบเมตร จิ๋นเม่ยหลง ที่มองดูเหตุการณ์อยู่ตลอดจนจบมือขวาของจิ๋นเม่ยหลงกำแน่นจนปรากฏโลหิตออกมาเล็กน้อยสองตามองไปยังพวกมันทั้งหกคน
จิ๋นเม่ยหลงเดินเข้าใกล้ร่างของเด็กหนุ่มส่งพลังมารบริสุทธิ์สายหนึ่งเข้าไปยังร่างของชายหนุ่มผู้นั้น "อึก อ่า" ชายหนุ่มเริ่มที่จะได้สติกลับคืนมา "ขอบคุณท่านมากคุณชายความช่วยเหลือของท่านในวันนี้ข้าต้องตอบแทนในภายหลังอย่างแน่นอน" เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นอย่างเบาๆ
"ไม่เป็ไร ว่าแต่เ้าชื่ออะไรเหตุใดพวกมันถึงทำกับเ้าเช่นนี้" จิ๋นเม่ยหลงเอ่ยปากถาม "นามข้า ซิ่นลี่ ปีนี้ข้าอายุสิบห้าปี เหตุผลที่มันทำเช่นนี้ก็เพราะว่า...." เด็กหนุ่มเอ่ยปากขึ้นดวงตาพร่ามัวลงเล็กน้อย "คุณชายทั้งหล่อเหลาและยังมีจิตใจที่ดีงามท่าน้าให้ข้าช่วยเหลืออันใดโปรดบอกข้า" ซิ่นลี่ เปลี่ยนเื่ทันที "ข้า้าที่พักสักสองสามคืนเ้าพอจะช่วยข้าได้รึไม่?" จิ๋นเม่ยหลง ยืนขึ้นมือกอดอกแล้วก็พูดออกไป
"ดีเลยที่บ้านข้ามีที่พักเยอะแยะพอที่จะให้ท่านอาศัยสักสองสามวันพอดีโปรดท่านชายตามข้ามา" หลังกล่าวจบ ซิ่นลี่ เดินนำหน้าจิ๋นเม่ยหลง จิ๋นเม่ยหลงยักไหล่ขึ้นทีหนึ่งจากนั้นก็เดิมตามเด็กหนุ่มคนนี้ไป..
*******************************************************
ใกล้ปีใหม่แล้วยุ่งมากๆเลยครับ ผมจะพยายามหาเวลาว่างมานั่งเขียนให้นะครับ