เฉินเกอมองท่าทางน่ารักของหนิงมู่ฉือ ในใจรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูกหนิงมู่ฉือเห็นเฉินเกอนิ่งไป โบกมือไปตรงหน้าพร้อมกับเอ่ยถาม “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านเป็นอันใดไปหรือ”
เฉินเกอได้สติกลับมา มองท้องฟ้าที่เริ่มจะมืดลงพร้อมกับขมวดคิ้ว “ฉือเอ๋อร์ นี่ก็เกือบจะเย็นแล้ว พวกเรารีบออกเดินทางเถิดข้างหน้ามีโรงเตี๊ยม พวกเราค่อยไปแวะพักที่นั่น”
“ได้” หนิงมู่ฉือลุกขึ้นยืน ปัดเศษหญ้าตามตัวออกจูงม้าแล้วเดินตามหลังเฉินเกอไป
เดินมาได้สักพักนางคิดว่าเดินแบบนี้ต่อไปต้องไปถึงที่โรงเตี๊ยมดึกมากเป็นแน่นางมองแผ่นหลังของเฉินเกอที่เดินนำอยู่ด้านหน้าอย่างโดดเดี่ยวนางลูบหัวม้าพร้อมกับเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้าม้าน้อยข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบจอมยุทธ์เฉิน แต่จอมยุทธ์เฉินเขาเป็นคนดีเช่นนั้นเจ้าช่วยข้าหน่อยเถอะนะ นี่ก็ใกล้จะเย็นแล้ว พวกเราต้องรีบเดินทางจริงๆ”
เอ่ยจบ เจ้าม้าร้องฮี้ ก่อนจะเดินวนรอบตัวนางหนึ่งรอบนางมองมันอย่างแปลกใจ
“เยี่ยงนี้คือตกลงใช่หรือไม่” นางขมวดคิ้ว แววตาประกายเจ้าเล่ห์“เจ้าเป็นม้าที่ดีเหลือเกิน”
นางขึ้นขี่ม้าก่อนจะบังคับมาให้เดินขึ้นหน้าไปหาเฉินเกอ
ผมของนางต้องลมจนปลิวไสวเสื้อผ้าสีฟ้าน้ำทะเลยิ่งขับให้ผิวนางดูขาวยิ่งขึ้น นางส่งยิ้มให้เฉินเกอพลางแลบลิ้น“ขึ้นม้าเร็ว”
เฉินเกอมีสีหน้าลังเล “แต่ว่าม้าตัวนี้มันไม่ยอมให้ข้าขี่”
นางลูบแผงคอม้า ยิ้มพร้อมกับเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรเมื่อครู่ข้าถามความเห็นมันแล้ว มันเองก็เห็นด้วย”
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉืออย่างอ่อนใจก่อนจะขึ้นม้า หนิงมู่ฉือที่ต้องนั่งอยู่ด้านหน้าเฉินเกอสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ
เฉินเกอได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวหนิงมู่ฉือ หัวใจเขาเต้นแรง เขาร้อง “ย่าส์”ก่อนจะบังคับม้าให้ออกวิ่ง หากมองจากที่ไกลๆทั้งสองราวกับเป็นคู่ที่สวรรค์สร้างมาก็ไม่ปาน
ครั้นเห็นข้างหน้ามีผู้คนมากมายและสิ่งก่อสร้างต่างๆ นานา ในใจหนิงมู่ฉือรู้สึกยินดียิ่งนัก“ในที่สุดก็ออกจากป่ามาได้สักที”
“ใช่ ข้างหน้าก็เป็นโรงเตี๊ยมแล้ว” เฉินเกอมองข้างหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หลังจากฟ้ามืดลง ต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่
ฟ้าค่อยๆ มืดลงทุกขณะ ที่น่าแปลกคือ ที่นี่ฟ้ามืดเร็วมากจากสีฟ้ากลายเป็นสีดำอย่างรวดเร็ว ไม่มีแม้แต่สีส้มตอนพระอาทิตย์ตกหนิงมู่ฉือมองหิมะที่กองอยู่ตามมุมต่างๆ ในใจรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก
นางถูกเฉินเกออุ้มลงจากม้า ก่อนที่ทั้งสองจะเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมเถ้าแก่เนี้ยเจ้าของโรงเตี๊ยมมองทั้งสองคนก่อนจะเดินเข้ามาต้อนรับ “ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองจะทานข้าวอย่างเดียวหรือต้องการพักที่นี่ด้วยเจ้าคะ”
“พักด้วย ขอห้องสะอาดๆ สองห้องแล้วก็ช่วยให้อาหารม้าของข้าที่อยู่ด้านนอกด้วย” เฉินเกอเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบน้ำเสียงนุ่มทุ้มน่าฟัง
เถ้าแก่เนี้ยจ้องมองเฉินเกอนิ่งไม่วางตา “ได้เจ้าค่ะรอสักครู่นะเจ้าคะ”
เถ้าแก่เนี้ยมองหนิงมู่ฉือที่ยืนอยู่ข้างเฉินเกอซึ่งมีสีหน้าเขินอายก่อนจะเอ่ยอยากสนอกสนใจ“คุณชายกับคุณหนูรักกันหวานชื่นดีเหลือเกินพวกท่านไม่ใช่คนที่นี่ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ได้ยินเช่นนั้นหนิงมู่ฉือหน้าแดงยิ่งกว่าเดิมด้านเฉินเกอก้มหน้าด้วยความเขินอาย ก่อนจะเอ่ยตอบเถ้าแก่เนี้ย “ข้าพาญาติผู้น้องมาเยี่ยมญาติน่ะ”
เถ้าแก่เนี้ยรับคำ หนิงมู่ฉือเงยหน้ามองเฉินเกออย่างขอบคุณเห็นเขาจ้องมองมาที่นางเช่นกัน นางรีบหลบตาด้วยความเขินอาย
“เช่นนั้นท่านทั้งสองเชิญตามข้ามาข้ามีห้องสำหรับท่านทั้งสองพอดีเลยเจ้าค่ะ” เถ้าแก่เนี้ยเดินนำคนทั้งคู่ขึ้นไปชั้นบนรอจนเถ้าแก่เนี้ยเดินจากไปหนิงมู่ฉือถึงค่อยถามอย่างแปลกใจ “จอมยุทธ์น้อยเฉินเมื่อครู่ไฉนท่านถึง…”
เฉินเกอหลบสายตา แกล้งทำเป็นวางของขณะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ที่นี่มีคนพลุกพล่าน บอกแบบนี้จะได้ไม่มีคนมายุ่งกับพวกเรา ฉือเอ๋อร์ที่ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อปกป้องเจ้า” เอ่ยพร้อมกับใช้มือลูบศีรษะหนิงมู่ฉืออย่างแผ่วเบา
การกระทำนี้ทำให้หนิงมู่ฉือนึกถึงจ้าวซีเหอขึ้นมา นางรู้สึกเจ็บปวดใจพร้อมกับเอี้ยวตัวหลบมือของเฉินเกอชะงักนิ่งค้างอยู่กับที่ แม้แต่รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้างเช่นกัน
นางส่งยิ้มให้เฉินเกอ “จอมยุทธ์น้อยเฉินพักผ่อนเถอะข้าก็จะกลับห้องแล้วเช่นกัน”
เฉินเกอพยักหน้า เมื่อเห็นหนิงมู่ฉือเดินออกจากห้องไปแล้วเขาล้มตัวลงนอนบนเตียงหยิบมีดสั้นที่พกติดตัวขึ้นมาเช็ดด้วยแววตาเย็นชาประดุจน้ำแข็ง
เมื่อหนิงมู่ฉือกลับมาถึงห้องก็ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนาก่อนจะใช้มือทั้งสองกุมแก้มที่ร้อนผ่าวนางนอนคว่ำหน้าลงกับเตียงพร้อมทั้งใช้ความคิดไปด้วย
“จอมยุทธ์น้อยเฉินเป็นคนเช่นไรกันแน่นะข้าควรจะเชื่อเขาดีหรือไม่นะ” นางคิดอย่างลังเลใจ
ขณะที่นางกำลังขบคิดอยู่นั้นเฉินเกอเคาะประตูห้องของนางก่อนที่เสียงนุ่มทุ้มจะตามมา “ข้าเข้าไปได้หรือไม่”
“ท่านจอมยุทธ์น้อยเฉิน เข้ามาเถิด”นางเอ่ยตอบ ยิ้มขณะมองเขาเดินเข้ามาในห้อง
“กำลังทำอะไรอยู่หรือ” เฉินเกอนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้าง มองหนิงมู่ฉือที่ยังคงนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง“หิวหรือไม่ ไปกินข้าวกันเถิด”
“เอาสิ” นางเองก็รู้สึกหิวเช่นกันจึงรู้สึกดีใจยิ่งนักเมื่อได้ยินคำถามนี้นางก็รีบจัดแจงเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ประตู “พวกเราไปกันเถอะ”
ทั้งคู่เดินลงไปถึงชั้นล่าง มองออกไปนอกหน้าต่างท่ามกลางท้องฟ้าสีดำสนิทมีหิมะสีขาวตกลงมานางถอนหายใจพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไม่รู้ว่าที่เมืองหลวงตอนนี้จะหนาวหรือไม่”เอ่ยจบนางนึกถึงจ้าวซีเหอขึ้นมาไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง
ความรู้สึกที่นางมีต่อเขานางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นความชอบหรือเกลียด แม้เขาจะไม่เอาไหนเป็นคุณชายเสเพล แต่รักใคร่และโปรดปรานนางยิ่ง บางครั้งก็ทำตัวอวดดีกับนางแต่บางครั้งก็ทำตัวดีกับนางจนยากจะหาใดเปรียบ
เฉินเกอมองประกายตาหม่นหมองของหนิงมู่ฉือ ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกับยิ้ม “เจ้ามาจากเมืองหลวงหรือเจ้าคือเทพแม่ครัวที่ฝ่าบาทประธานฉายาให้ด้วยพระองค์เองจริงๆ หรือ”
“ใช่ที่เมืองหลวงไม่เคยมีหิมะตกหนักเช่นนี้” นางยิ้ม หากแต่ไม่ได้เอ่ยอันใดมากเพราะนางกลัว เรื่องที่นางมาจากเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาพูดได้และฮ่องเต้ก็ไม่ใช่คนที่นางจะพูดถึงได้ตามใจ นางก้มหน้าดื่มน้ำแกงนางรู้สึกว่าน้ำแกงถ้วยนี้ขมอย่างกับอะไรดี จนนางไม่มีอารมณ์จะทานต่อ
เฉินเกอมองสีหน้าทุกข์ใจของหนิงมู่ฉือ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา “เจ้ามีเรื่องเจ็บปวดใจอย่างนั้นหรือ ดูแววตาของเจ้าแล้ว…”
“ข้าไม่เป็นไร ข้าหาได้มีเรื่องทุกข์ใจไม่ข้าแค่คิดถึงเรื่องเศร้าขึ้นมาได้เรื่องหนึ่งเท่านั้นและเป็นเรื่องที่ข้ายังปล่อยวางไม่ลง” นางยิ้มบางๆ ขณะเอ่ยตอบ