บทที่ 6 แค่นี้เองเหรอ!
“เอาสิ มีอะไรก็งัดออกมาให้หมดเลย!”
เซียวเฉินพูด สีหน้าของเขาไม่สะทกสะท้านราวน้ำแข็งเย็น
หากมีคนที่คุ้นเคยกับเซียวเฉินมาเห็นเขาในสภาพนี้ ก็คงเดาออกแล้วว่าชายหนุ่มกำลังจะลงมือ
แต่ติงอี้ไฉไม่ใช่
ติงอี้ไฉคิดเพียงว่าเซียวเฉินคงทำอะไรตนไม่ได้ จึงปรบมือส่งสัญญาณ “ยังรออะไรอยู่อีก รีบจัดการมันซะ!”
จงเพียรตระหนักไว้เสียเถอะ ว่าที่นี่… ทุกคนล้วนเป็คนของติงอี้ไฉ
ตัดไปทางฝั่งเซียวเฉิน มีแค่ตัวเซียวเฉินเองกับหลินโหรว จำนวนสองคนถ้วนเท่านั้น
หากจะลงมือจัดการย่อมไม่ใช่เื่ยาก
“เ้านายวางใจได้ พวกเราไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน!”
คนรอบข้างต่างพากันป้อยอติงอี้ไฉ ในดวงตาของผู้เป็จุดกึ่งกลางความสนใจนั้นจึงเปี่ยมไปด้วยความโเี้อำมหิต
ประเมินจากความคิดที่ถูกส่งออกมาแล้ว เขาถือว่ามีความมั่นใจต่อผลลัพธ์อยู่เก้าส่วนจากสิบส่วนเลยทีเดียว
หลินโหรวมองไปที่เซียวเฉินด้วยความกังวล เพราะแม้จะทราบว่าเซียวเฉินเก่ง แต่ฝั่งตรงข้ามพาคนมาเยอะขนาดนี้ คงจะตึงมืออยู่บ้าง
“อย่าเป็แบบนี้สิ เชื่อใจฉันหน่อย!”
คำพูดของเซียวเฉินทำให้หลินโหรวผ่อนคลายความตึงเครียดในใจลงได้บ้าง แต่เธอก็ยังคงมีความกังวลอยู่เล็กน้อย จึงเลือกกำชับชายหนุ่มออกไปตรง ๆ ว่า “คุณเองก็ต้องระวังตัวด้วยนะ!”
เซียวเฉินไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เพราะตอนนี้มีคนดาหน้าวิ่งเข้ามาหาตนเองแล้ว
อีกฝ่ายถือกระบองไฟฟ้าไว้ในมือ เตรียมฟาดมันใส่หัวของเซียวเฉินโดยตรง ซึ่งอาวุธประเภทนี้มีพลังทำลายล้างสูงมาก
หากฟาดโดนหัวเป้าหมายโดยตรง ผลที่ตามมาย่อมน่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการได้
แต่เซียวเฉินกลับใจเย็นมาก ทำเพียงเบี่ยงเอียงตัวเล็กน้อย ก็สามารถหลบการโจมตีครั้งนี้ไปได้อย่างง่ายดาย
ทว่าสำหรับทางบอดี้การ์ดที่เพิ่งลงมือไปหมาด ๆ โชคของเขาไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก ร่างกายลอยตัวขึ้นไปกลางอากาศ แล้วตกลงบนโต๊ะด้านหลัง แรงกระแทกหนักอึ้งจนทำโต๊ะทั้งตัวแตกออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
พอคนอื่น ๆ เห็นเหตุการณ์นี้ ต่างก็ยิ่งเร่งพากันวิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
“ซวยแล้ว คราวนี้เซียวเฉินต้องสู้ไม่ไหวแน่ ๆ”
หลินโหรวกะพริบตา มองไปข้างหน้าขณะกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ กระนั้นเซียวเฉินที่เธอเห็นกลับยังดูสบาย ๆ
ไม่เหมือนคนเพิ่งลงแรงใช้กำลังหนักเลย
ทว่าสำหรับฝูงชนที่ถูกเซียวเฉินต่อยตี พวกเขาล้วนแล้วแต่ลอยกระเด็นออกไป หลาย ๆ คนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ บ้างสลบไปในทันที
ภายในชั่วพริบตา ฝ่ายตรงข้ามก็ถูกจัดการจนเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงติงอี้ไฉกับหญิงสาวที่กำลังยืนตัวสั่นเทาเท่านั้น
ตอนนี้พวกเขาอาจไม่สนใจสิ่งอื่นใดได้อีกแล้ว ด้วยเพียงเหตุการณ์เมื่อครู่ ก็มากทำพวกเขาแทบควานหาสติไม่เจอแล้ว
เซียวเฉินเชิดหน้า ชำเลืองมองอีกฝ่ายแล้วหัวเราะขึ้นมา “ฮ่า ๆ แค่นี้เองเหรอ! ”
ประโยคนี้ถูกส่งไปให้ติงอี้ไฉ
ตัวอุตส่าห์เตรียมการนั่นนี่ไว้มากมาย ทว่ายังไม่ทันได้มีโอกาสใช้งาน กลับถูกเซียวเฉินแก้กำจัดไปทีละข้อ ๆ
ทางหลินโหรวก็กำลังมองไปที่เซียวเฉินด้วยความซาบซึ้งขอบคุณ หากไม่ใช่เพราะเซียวเฉิน ต่อจากนี้ไปหลินโหรวหรือแม้แต่หลินกรุ๊ปก็คงต้องตกที่นั่งลำบากเดือดร้อน
“หึ ถ้าคิดว่ามีฝีมือก็มาสิ!”
ติงอี้ไฉท้าทายเซียวเฉิน ไม่วายทำตัวหยิ่งผยอง
ยังไง ๆ ที่นี่ก็มีกล้องวงจรปิด ถ้าเซียวเฉินกล้าลงมือ เขาก็จะเอาหลักฐานทั้งหมดไปส่งศาล ถึงตอนนั้นเซียวเฉินก็หนีคดีความไม่พ้น
แต่ทางเซียวเฉินก็คล้ายจะอ่านความคิดของติงอี้ไฉได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นกัน
“ที่นี่มีกล้องวงจรปิดสินะ แต่ไม่เป็ไร ก่อนฉันจะมา ฉันทำลายกล้องวงจรปิดของที่นี่ไปหมดแล้ว”
สิ้นคำ ติงอี้ไฉก็สูดลมหายใจเข้าลึก ตามองไปยังปลายทาง แต่ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
“นาย… นี่มัน เป็ไปได้ยังไงกัน? ”
ติงอี้ไฉอุตส่าห์เตรียมนั่นตั้งนี่ไว้มากมาย ไม่คิดเลยว่าสำหรับเซียวเฉินแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนไร้ค่าปราศจากประโยชน์
พอเห็นอีกฝ่ายตกอยู่ในสภาพอารมณ์ดังกล่าว เซียวเฉินก็เร่งแจ้งข่าวอันน่าตกตะลึงให้ติงอี้ไฉทราบอีกเื่
“ยังไม่หมด เพราะสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือก่อนฉันจะมาที่นี่ ฉันได้จัดการล้มธุรกิจของนายไปได้หลายตัวแล้ว นั่นเท่ากับว่านับจากนี้ไปอีกไม่นาน… นายก็จะกลายเป็บุคคลล้มละลาย! ”
ติงอี้ไฉฟังแล้วไม่อยากจะเชื่อ
เื่พวกนี้มันเป็ไปได้ยังไงกัน
ถ้าพูดว่าก่อนหน้านี้เขากำลังหลอกเซียวเฉินอยู่ มาปัจจุบันเซียวเฉินย่อมกำลังหลอกเขาอยู่แน่ ๆ
ใช่แล้ว ติงอี้ไฉคิดว่าสถานการณ์ต้องเป็ไปเช่นนี้อย่างแน่นอน
แต่เซียวเฉินไม่มีอะไรจะพูดกับฝ่ายตรงข้ามไปมากกว่านี้
“คิด ๆ ดูแล้วก็ใกล้ถึงเวลาพอดี ขอทางหน่อย! ”
สายตาของเขาทอดลงบนตัวหลินโหรว ส่วนคนถูกมองก็สงสัย เซียวเฉินทำอะไรลงไปเนี่ย?
ด้วยเหมือนตอนเดินทางมากับหลินโหรว สิ่งที่เซียวเฉินทำก็เป็แค่การหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความหนึ่งข้อความ แถมนอกจากข้อความดังกล่าว ก็แทบจะไม่มีข้อความอะไรอีกแล้ว
เซียวเฉินเงยหน้าขึ้น มองไปข้างหน้า พูดออกมาไปตามตรง “ได้ ในเมื่อนายไม่ยอมถอย งั้นก็ไปจัดการกับคนพวกนี้เองแล้วกัน”
สิ้นสุดประโยค ชายในชุดเครื่องแบบกลุ่มหนึ่งก็วิ่งเข้ามา
คนเหล่านี้ติดอาวุธครบมือ หากไม่รู้ที่มาที่ไปของสถานการณ์ คงคิดว่าพวกเขากำลังมาจัดการกับมหาโจรด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ติงอี้ไฉกลับรู้สึกงุนงงเล็กน้อย “พวกคุณ… นี่มันเื่อะไรกัน”
“ติงอี้ไฉ คุณถูกจับกุมแล้ว คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่พูด เพราะทุกคำพูดของคุณจะกลายเป็หลักฐานในชั้นศาล พาตัวไป! "
เมื่อสิ้นสุดภารกิจ ทั้งหัวหน้าและลูกน้องก็พากันจากไปในระยะเวลาอันสั้น
เห็นแบบนี้ ใบหน้าของเซียวเฉินจึงปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ
“ดี ที่นี้เื่ก็คลี่คลายลงได้เสียที"
หลังจากเซียวเฉินพูดจบ หลินโหรวก็ได้สติกลับคืนมา ก่อนจะรู้สึกโมโหอยู่ในใจ เพราะเมื่อครู่เซียวเฉินทำให้เธอเสียอาการ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ
สำหรับหลินโหรว มันยังมีอีกหลายเื่ที่เธออยากจะพูดกับเซียวเฉิน
ในใจของเธอยังเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เซียวเฉินก็คล้ายจะเข้าใจความคิดของหญิงสาว จึงหันไปพูดไปกับเธอว่า
“เอาไว้ก่อน เดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันทีหลัง ไว้กลับไปเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังทีละอย่าง”
พอฟังแล้ว หลินโหรวก็มีความคิดแบบนี้เช่นกัน
ที่สำคัญคือ ณ ตอนนี้เซียวเฉินดูสุขุมลึกลับมาก คงเป็ไปไม่ได้หากจะบอกว่าเธอไม่อยากรู้เื่ราวเกี่ยวกับเขาเลย
“แล้วนายพอจะบอกได้ไหมว่านายทำแบบนั้นได้ยังไง?”
จริง ๆ แล้วเซียวเฉินไม่อยากอธิบายเื่พวกนี้มากนัก ด้วยในตอนแรกเริ่มเขาเป็เพียงพนักงานส่งอาหารตัวเล็ก ๆ ไม่ว่าจะอะไรล้วนดูไร้ความสำคัญหรือความหมายแอบแฝง แต่ตอนนี้กลับตรงกันข้าม เขาเปรียบได้ดั่งาาผู้น่าเกรงขาม
ในเมื่อเป็เซียวเฉินที่เลือกจะหวนกลับมา นับจากนี้เขาย่อมสามารถไม่เก็บตัวประพฤติตนแบบเดิมได้อีกต่อไป!