ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 52 ความจริงใจของลู่เหยียนชู

            จี้เยี่ยนจื๋อมองท่าทางประหนึ่งผู้ชนะของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่รู้สึกระอาใจ

            โปรแกรมนั้นคนคนนั้นเป็นคนทำภารกิจคนคนนั้นก็เป็นคนสั่ง แล้วมันไปเกี่ยวกับจี้ทิงตรงไหนไม่ทราบ

            เขาปรายตามองค้อนวงหนึ่งก่อนจะตั้งท่าเดินจากไปทว่าจี้ทิงกลับเอ่ยขึ้นกะทันหัน “จริงด้วยครับโปรแกรมนี้เขาขอคิดค่าตอบแทนสิบล้านพี่อย่าลืมบอกให้ลู่เหยียนชูโอนเงินเข้าบัญชีของสวีเหรินด้วยล่ะ”

            คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อขมวดมุ่นทันที“ต้องเก็บเงินด้วยเหรอ?”

            “อืม”

            จี้เยี่ยนจื๋อยังคงไม่ค่อยเข้าใจน้ำเสียงจึงสูงขึ้นเล็กน้อย “คนระดับนั้น...เราเรียกเก็บเงินเขาได้ด้วยเหรอ?”

            จี้ทิงเริ่มสับสนกับท่าทีของพี่ชายจึงถามกลับอย่างไม่เข้าใจ “ไม่ได้เหรอครับคราวก่อนแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งก็เก็บไปสามล้านไม่ใช่หรือไง”

            “มันจะไปเหมือนกันได้ยังไง!”

            เขาคาดเดามาตลอดว่าคนคนนั้นน่าจะเป็นคนของกองทัพหรือไม่ก็คนในแวดวงการเมือง ต่อให้ไม่ใช่ก็ต้องเป็นคนในสังกัดสถาบันวิจัยสักแห่ง เพราะการใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของหลวงสร้างของออกมาก็เรื่องหนึ่งแต่ถ้ายังจะเก็บเงินเข้ากระเป๋าอีก มันจะไม่กลายเป็นการทำผิดระเบียบไปจริงๆ หรือ?

            แน่นอนว่าจี้ทิงย่อมไม่รู้ว่าจี้เยี่ยนจื๋อกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่“แล้วมันต่างกันตรงไหนล่ะครับ?”

            จี้เยี่ยนจื๋ออ้าปากจะเถียงตามสัญชาตญาณก่อนจะตัดบทอย่างหงุดหงิด “ถึงบอกไปนายก็ไม่เข้าใจหรอกเอาเป็นว่าเรื่องนี้ฉันจัดการเอง พรุ่งนี้ค่อยให้สวีเหรินไปแล้วกัน”

            จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย“แต่ว่าเขา...”

            “ปล่อยให้เขาอยู่ว่างๆ สู้หาอะไรให้ทำดีกว่าคนเราพอมีงานยุ่งจะได้ไม่มีเวลาไปฟุ้งซ่าน”

            จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่งในใจรู้สึกแปลกใจไม่น้อย [เจ้าแทสเมเนียนจู่ๆ ก็ดูมีมนุษยธรรมขึ้นมาแฮะ]

            จี้เยี่ยนจื๋อหน้าถอดสีทันควันเขายกมือขึ้นชี้หน้าเตือน “วันหลังถ้านายกล้าเรียกชื่อเล่นฉันอีกนายตายแน่” พูดจบเขาก็สำทับอีกประโยค “เรียกในใจก็ไม่ได้!”

            “พี่เองก็ตั้งฉายาให้ผมเหมือนกัน พี่จะเรียกคืนก็ได้นะ” จี้ทิงเสนอแนะ

            “ใครจะไปเล่นเกมปัญญาอ่อนกับนายกัน”

            จี้ทิงมองแผ่นหลังของคนที่สะบัดหน้าเดินจากไปมุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แทบสังเกตไม่เห็น ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าห้องนอน

            ...

            เช้าวันรุ่งขึ้น

            สวีเหรินตื่นมาเริ่มเก็บข้าวของแต่เช้าใต้ตาของเขามีรอยคล้ำเป็นวงกว้าง มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าสภาพจิตใจย่ำแย่แค่ใด

            หวังเจี้ยนหมิงเอาเรื่องไปรายงานทางมหาวิทยาลัยซึ่งทางนั้นก็ได้โทรศัพท์มาหาเขาหลายต่อหลายสายในตอนแรกสวีเหรินยังพยายามอธิบายอย่างเต็มที่ทว่ายิ่งเขาอยากจะชี้แจงให้ชัดเจนมากเท่าไหร่อีกฝ่ายกลับยิ่งมองว่าเขากำลังร้อนตัวและแก้ตัวน้ำขุ่นๆ มากเท่านั้น

            หลังจากนั้นผู้คนที่โทรมาต่อว่าเขาก็เริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งเพื่อนร่วมชั้น เพื่อนสนิทหรือแม้แต่รุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้ว ทั้งที่ผลการสืบสวนของตำรวจยังไม่ออกมาแต่คนพวกนี้กลับตราหน้าไปแล้วว่าเขาขโมยผลงานการวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษาจริงๆ

            สวีเหรินเห็นข้อความที่คนพวกนั้นโพสต์ลงในอินเทอร์เน็ตเขาจึงขลุกอยู่ตัวคนเดียวเงียบๆ จนกระทั่งรุ่งสางในที่สุดจึงตัดสินใจปิดเครื่องโทรศัพท์ไป

            เขาคิดมาดีแล้วว่าในเมื่อเขาทำสิ่งที่ถูกต้องและโปร่งใสมาตลอดถ้าต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็นจนสภาพร่างกายและจิตใจพังทลายลงนั่นแหละถึงจะเรียกว่าติดกับของหวังเจี้ยนหมิงเข้าจริงๆ

            “ถ้าคุณไม่อยากไป ผมจะบอกจี้เยี่ยนจื๋อให้” จี้ทิงที่ยืนอยู่ข้างๆเอ่ยขึ้น

            สวีเหรินอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบบอก “ผมอยากไปครับ จริงๆ นะไปที่นั่นน่าจะได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย”

            จี้ทิงเห็นว่าอีกฝ่ายดูไม่ได้ฝืนใจจึงพูดต่อ “ถ้าไปแล้วมีปัญหาอะไรติดต่อผมได้ตลอดเวลานะ”

            “ครับ!” สวีเหรินเพิ่งจะฉีกยิ้มได้เพียงครู่เดียวก็พลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “อาจารย์จี้ครับถ้าคุณลู่ถามว่าทำไมอาจารย์ไม่มาด้วย ผมควรจะตอบว่ายังไงดีครับ?”

            จี้ทิงรู้สึกว่าคำถามนี้ดูพิลึกพิกล“ในนามแล้ว โปรแกรมนี้เป็นฝีมือคุณ ส่วนผมก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เทคนิคการไม่ไปมันก็เรื่องปกติไม่ใช่เหรอครับ”

            สวีเหรินเกาต้นคอ“นั่นก็จริงครับ”

            หนึ่งชั่วโมงต่อมาสวีเหรินกับเจ้าหน้าที่เทคนิคที่ส่งมาจากซื่อลี่ต่างคนต่างหิ้วกระเป๋าอุปกรณ์คนละใบเดินเข้าไปในวิลล่าของลู่เหยียนชู

            “อากาศหนาวขนาดนี้ ทั้งสองท่านลำบากแย่เลยครับ” ผู้จัดการส่วนตัวเดินเข้ามาต้อนรับพลางจับมือกับทั้งคู่แน่น“เรื่องหลังจากนี้ต้องรบกวนพวกคุณด้วยนะครับมีอะไรต้องการเพิ่มเติมบอกผมได้ตลอด ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ”

            ขงอวี่เพิ่งจะได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากลู่เหยียนชูเมื่อวันก่อนตอนที่ฟังเรื่องทั้งหมดจบเขาตกใจจนแทบสิ้นสติ จนถึงตอนนี้ก็ยังคงนั่งไม่ติดเพราะถ้ายังจับตัวสายลับคนนั้นไม่ได้ หัวใจของเขาก็คงไม่มีวันสงบสุข

            เจ้าหน้าที่เทคนิคที่มาด้วยกันแซ่หลี่เป็นคนทำงานกระฉับกระเฉง เขาเอ่ยขึ้นทันที “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของคุณลู่อาจจะมีประสิทธิภาพไม่พอประธานจี้เลยสั่งให้เตรียมมาให้ชุดหนึ่งโดยเฉพาะรบกวนดูหน่อยครับว่าจะให้ติดตั้งไว้ตรงไหน”

            ขงอวี่รีบบอก“มีที่ครับ มีที่แน่นอน ตามผมมาทางนี้เลย”

            หลังจากทั้งสองเดินจากไปโถงด้านหน้าก็เหลือเพียงลู่เหยียนชูและสวีเหริน

            “จี้ทิงเขา... ไม่ได้มาด้วยกันเหรอครับ?”

            สวีเหรินไม่นึกเลยว่าตัวเองจะคาดเดาได้แม่นยำขนาดนี้เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “จี้...จี้ทิงเขาไม่สันทัดเรื่องเทคนิคน่ะครับ เลยไม่จำเป็นต้องมา”

            พอได้ยินสวีเหรินช่วยปกปิดให้ลู่เหยียนชูก็รู้ได้ทันทีว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่น่าจะไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดาหรือบางทีสวีเหรินคนนี้อาจจะเป็นผู้ช่วยของจี้ทิงก็เป็นได้

            ลู่เหยียนชูยิ้มบาง“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง”

            “งั้นผมขอตัวเข้าไปติดตั้งอุปกรณ์ก่อนนะครับ” สวีเหรินเพิ่งจะก้าวเท้าออกไปก็พลันหมุนตัวกลับมาอีกครั้ง “อ้อ จริงด้วยโปรแกรมนี้ผมขอเก็บเงินคุณสิบล้านนะครับ”

            เขาพูดพลางล้วงกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า“รบกวนคุณโอนเงินเข้าบัญชีนี้ด้วยนะครับ”

            ลู่เหยียนชูไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียวเขายื่นมือไปรับกระดาษแผ่นนั้นมา “ได้ครับเงินจะเข้าบัญชีภายในวันนี้แน่นอน”

            สวีเหรินรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูกเขาจึงได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ ให้ก่อนจะเดินหายเข้าไปข้างใน

            ...

            ไม่นานนักขงอวี่ก็เดินลงมาจากชั้นบน

            ลู่เหยียนชูเงยหน้ามอง“ทำไมไม่เฝ้าอยู่ข้างบนล่ะ?”

            ขงอวี่รีบก้าวเข้ามาที่โซฟาถามด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน “นายบอกว่าโปรแกรมนี้จี้ทิงเป็นคนทำไม่ใช่เหรอเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมเขาถึงไม่มาด้วยตัวเองล่ะ?”

            “เขาคงไม่อยากมามั้ง”

            ขงอวี่ขมวดคิ้ว“นายไปขัดใจอะไรเขาหรือเปล่า?”

            ลู่เหยียนชูพรูลมหายใจยาวพลางเอนหลังพิงโซฟา“ก็อาจจะ...”

            “มีก็บอกว่ามี ไม่มีก็บอกว่าไม่มีในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้นายยังมาพูดกำกวมกับฉันอีกเหรอ?”

            ลู่เหยียนชูนิ่งไปไม่กี่วินาทีก่อนจะเอ่ย “หลิงซีคือรักแรกของเขา”

            “รัก...” ขงอวี่สำลักคำพูดตัวเองไปดื้อๆก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทางเดิม

            “นั่นนายจะไปไหน?”

            “เรื่องสำคัญขนาดนี้ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า!!พี่น้องคู่นั้นเป็นศัตรูหัวใจของนายทั้งคู่นายจะไปรู้ได้ยังไงว่าเบื้องหน้าพวกเขาช่วยนายแต่เบื้องหลังจะแอบทำร้ายนายหรือเปล่า?”

            ลู่เหยียนชูหลุดขำกับจินตนาการของอีกฝ่ายเขาพูดพลางยิ้มบางๆ “จี้เยี่ยนจื๋อน่ะอาจจะใช่แต่จี้ทิงไม่มีวันทำแบบนั้นแน่นอนครับ”

            ขงอวี่แทบจะระเบิดอารมณ์“นายเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน?!”

            “เพราะตอนนี้จี้ทิงไม่ได้ชอบหลิงซีแล้ว”

            ขงอวี่ชะงักกึกอยู่บนบันไดพลางมองเขาอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย “เรื่องนี้ต้องเอาให้ชัวร์นะถ้าชื่อเสียงนายป่นปี้ ฉันก็ต้องตกงานตามไปด้วย”

            ลู่เหยียนชูยิ้มอย่างอ่อนใจ“วางใจเถอะ ผมได้รับการยืนยันมาแล้ว”

            ขงอวี่จ้องมองสีหน้าของเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหรี่ตาลง “หืม... ไม่สิ นายดูแปลกๆ นะ”

            “งั้นเหรอ?”

            “เรื่องใหญ่กำลังจะคลี่คลายแท้ๆ แต่นอกจากนายจะไม่ดีใจแล้วทำไมดูแอบผิดหวังอีกล่ะ?”

            เมื่อลู่เหยียนชูได้ยินแบบนั้นรอยยิ้มในดวงตากลับยิ่งแจ่มชัดขึ้น “เพราะวันนี้ไม่ได้เห็นหน้าจี้ทิงผมเลยไม่ค่อยสบอารมณ์น่ะครับ”

            ขงอวี่กลอกตาใส่“เขาก็ไม่ใช่หลิงซีสักหน่อย เลิกแสดงละครใส่ฉันได้แล้ว”

            มุมปากของลู่เหยียนชูลดระดับลงเล็กน้อย“หว่า... โดนพี่จับได้ซะแล้ว”

            เขาหลุบสายตาลงด้วยท่าทางนิ่งเฉยการเป็นนักแสดงก็มีข้อเสียตรงนี้ล่ะนะ เวลาที่แสดงความรู้สึกจริงๆ ออกไปคนอื่นก็มักจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพียงแค่บทบาทสมมติเสมอ

             

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว ที่คุณอ่าน